กริช
 
Back    13/02/2020, 14:15    38,931  

หมวดหมู่

งานฝีมือ


ความเป็นมา/แหล่งกำเนิด

       กริชเป็นมีดสั้นแบบหนึ่งใบมีดคดแบบลูกคลื่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในหมู่ผู้คนในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ กริชนั้นเป็นทั้งอาวุธและวัตถุมงคลที่บ่งบอกถึงเหตุดีร้ายในชีวิตได้ ปัจจุบันยังนิยมสะสมเป็นของเก่าที่มีคุณค่าสูงจุดก่อเกิดกริชนั้นเชื่อกันว่าเริ่มมีใช้ในเกาะชวา แล้วแพร่หลายไปทั่วหมู่เกาะอินโดนีเซีย ผ่านไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
          คำว่า "กริช" ในภาษาไทย ถอดมาจากคำว่า "keris" ในภาษามลายู ซึ่งหมายถึงมีดสั้น คำนี้ผ่านมาจากภาษาชวาโบราณอีกทอดหนึ่ง คืองริชหรือเงอะริช หมายถึง แทง เพราะฉะนั้นกริช (keris) ซึ่งถือว่าเป็นอาวุธประจำตัวของคนชวา-มลายู ขนาดเรียกว่าเป็นอาวุธประจำชาติของชาวมลายู สำหรับประเทศไทยเป็นที่นิยมพกพาของคนในบริเวณชายแดนภาคใต้ทั่วไป
กริชนั้นถือเป็นอาวุธประจำกายที่สำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นชายชาตรี ฐานะทางสังคมเศรษฐกิจ ยศถาบรรดาศักดิ์ของผู้เป็นเจ้าของและตระกูล จึงทำให้เป็นที่นิยมและใช้กันแพร่หลายทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมในภาคใต้ของไทยเรื่อยไปจนถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือเรียกได้ว่าทั่วทั้งคาบสมุทรมลายู กล่าวกันว่ากริชนั้นน่าจะเป็นอาวุธของอินโดนีเซียในยุคหลัง ๆ เพราะจากหลักฐานพบว่ามีการใช้ดาบเป็นอาวุธมาก่อนซึ่งยังไม่พบการใช้กริช จนกระทั่งพบรูปกริชครั้งแรกที่ผนังโบสถ์ Suku  ของชวาราวกลางศตวรรษที่ ๑๔  เป็นรูปจำหลักของเทพเจ้าภีมะนักรบของชวากำลังใช้มือเปล่าจับเหล็กร้อนตีเป็นรูปกริช ซึ่งใช้เข่าตนเองรองต่างทั่ง   และในศตวรรษที่  ๑๔  นี้เองมีการกล่าวถึงตำนานกริชที่ค่อนข้างหลากหลาย เช่น ในตำนานฮินดูสกุตรัม (Hindu King Sakutrum)     กระทั่งถึงสมัยมัชปาหิตกริชเริ่มมีการใช้อย่างแพร่หลาย จนถึงศตวรรษที่ ๑๕ เรื่อยมาถึงศตวรรษที่ ๑๙ คติความเชื่อเกี่ยวกับการใช้กริชแบบฮินดูเริ่มน้อยลง  การทำกริชประกอบขึ้นมาแต่ละเล่มนั้น ล้วนมีความสัมพันธ์กับปรากฎการณ์ธรรมชาติ อำนาจ ชีวิต และเลือดเนื้อของเจ้าของกริช  กริชเล่มหนึ่ง ๆ อาจต้องสรรหาเหล็กถึง ๒๐ ชนิดมาหลอมรวมกันด้วยกระบวบการและพิธีกรรมที่ถูกต้องสมบูรณ์ ตามความเชื่อและกระบวนการทางไสยศาสตร์ เพราะกริชนั้นถือเป็นอาวุธมงคลขจัดภยันตรายและอัปมงคล ตลอดนำโชควาสนาให้เจ้าของได้

     แหล่งกำเนิดของกริช
        นักวิชาการส่วนใหญ่ทั้งในอินโดนีเซีย  มาเลเซีย  และไทย  ตลอดจนถึงนักวิชาการชาวยุโรป ต่างก็เชื่อกันว่ากริชเป็นอาวุธประเภทมีดหรือดาบสองคม ที่นิยมใช้กันมากในกลุ่มชนเชื้อสายชวา มลายูและชาวภาคใต้ของไทย เมื่อครั้งอดีตนั้นเป็นวัฒนธรรมของชาวฮินดูในยุคมัชปาหิตจากการแผ่อำนาจทั้งทางการเมืองและทางวัฒนธรรมไปทั่วดินแดนหมู่เกาะต่าง ๆ  ของชวา-มลายู  ค่านิยมและคติความเชื่อในเรื่องกริชเป็นศัสตราวุธของเทพยดาเป็นอาวุธที่มีมหิทธานุภาพ  จึงได้แพร่หลายไปยังดินแดนใกล้ไกลในภูมิภาคนี้เท่าที่อิทธิพลของมัชปาหิตแผ่อำนาจไปถึง อาทิ  อินโดนีเซีย  บรูไน  สิงคโปร์  บางส่วนของฟิลิปปินส์ และในภาคใต้ของประเทศไทย นักวิชาการอย่าง ส. พลายน้อย  (นามปากกา) ได้กล่าวถึงตำนานของกริชว่า... เริ่มมีในสมัยปันหยีคือในสมัยอิเหนานั่นเอง  (ราวปี  พ.ศ. ๑๔๖๐) แต่ในบางแห่งกล่าวว่ากริชเริ่มใช้ในสมัยปันหยี สุริยอมิเสลาวงศ์ เมงดังกามูลัง ศักราชชวา ๑,๐๐๐ ปีเศษ หรือในราวปี  พ.ศ. ๑๖๒๘  ปันหยีที่มีชื่อยืดยาวนั้นก็คืออิเหนาที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง กริชที่ดีอีกแห่งหนึ่งนั้นคือที่เกาะบาหลี เพราะเมื่อพวกมุสลิมเข้าทำลายราชอาณาจักรมายาพหิส ซึ่งเป็นปลายวงศ์ฮินดูแล้วพวกช่างเหล็ก ที่เป็นกำลังใหญ่ของพวกอังควิชัยก็หนีไปอยู่เกาะบาหลีเพราะไม่ยอมถืออิสลาม ที่ทำกริชมีชื่ออีก ๒ แห่ง คือกริชเกาะบันตัมและแม่นางกระเบา...  ส่วน Edward Frey  กล่าวว่ากริชเป็นอาวุธที่วิวัฒนาการในชวากลางก่อนคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔ หลังจากไปดูซากปรักหักพังของเทวสถานพราหมณที่สุกุ  (Candi  Sukuh)  ซึ่งอยู่ห่างจากสุระการ์ตาไปทางตะวันออก ๒๖ ไมล์ พบฉากเตาหลอมเป็นบานศิลาแกะสลัก ๓ บานต่อกัน แสดงภาพเชิงตำนานการทำกริชโดยทำร่างภาพพระวิษณุมหาเทพองค์หนึ่งของพราหมณ์ทรงกริช ในขณะที่ประทับเหนือครุฑอันเป็นเทพปักษี ภาพและคำบรรยายของฉากเตาหลอมบานทางซ้ายแสดงถึงการหลอมกริชโดยเทพเอ็มปุ (empu) องค์หนึ่ง เทพดังกล่าวคือภีมะ (Bima) ซึ่งเป็นเทพพราหมณ์ชั้นรององค์หนึ่งและเป็นพี่ชายอรชุน ภาพบานชวาแสดงรูปอรชุน (ซึ่งเป็นพันธมิตรและเขยของพระกฤษณะ) กำลังใช้เครื่องสูบลมรูปทรงกระบอกแบบที่ช่างชาวมลายูรู้จักกัน ภาพบานกลางแสดงรูปพระคเณศวร์เทพกุญชรและเทพแห่งการประสิทธิประสาทศิลปวิทยาการ ผู้อำนวยให้การประดิษฐสิ่งใหม่ประสบความสำเร็จ  ซึ่งในการเช่นนั้นช่างฝีมือและช่างโลหะจะมีการเซ่นสรวงพระคเณศวร์เพื่อขอพร บานศิลาแกะสลักที่จันทิสุกุนี้อายุตกราว ค.ศ. ๑๓๖๑ (พ.ศ. ๑๙๐๔) และจากหลักฐานอื่น ๆ รวมทั้งที่วัดพุทธบุโรบุโดอันมหึมา ซึ่งสร้างเสร็จในคริสต์ศตวรรษที่ ๙  จากภาพศิลาจำนวนมากมายแสดงภาพมนุษย์ทุกแง่มุม แสดงการใช้หรือพกพาอาวุธต่าง ๆ  แต่ไม่มีกริชในภาพเหล่านั้น ฉะนั้นกริชจึงดูว่าจะไม่มีในคริสต์ศตวรรษที่ ๙  แต่มามีในกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔  (Edward  Frey, ๑๙๘๖ : ๕-๗) ส่วนไพฑูรย์ มาศมินทร์ไชยนรา กล่าวว่า... กริชเป็นอาวุธสั้นประจำชาติมลายูมานานกว่า  ๖๐๐ ปีมาแล้ว นอกจากจะใช้เป็นอาวุธยังใช้เป็นเครื่องหมายแสดงถึงตระกูลต่าง ๆ  ของกษัตริย์มลายูในสมัยนั้นด้วย  กริชที่เก่าแก่และดั้งเดิมที่สุดคือกริช Majapahit และกริชที่ใช้ในประเทศชวา กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔ เล่ากันว่าไม่ได้ใช้เป็นอาวุธเลยเพียงแต่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นของขลังเท่านั้น...
            ศัลตราวุธในวัฒนธรรมฮินดู-ชวาที่นิยมใช้กันแพร่หลายในกลุ่มชนเชื้อสายชวา-มลายูนั้น  อาจเนื่องมาจากความเสี่ยงภัยทั้งสิ้นทรัพย์สินและศักดิ์ศรีของชนกลุ่มนี้  เพราะสภาพทางธรณีสัณฐานที่เต็มไปด้วยเกาะแก่ง หุบห้วย เหวเนิน จึงทำให้การสัญจรไม่สะดวกต้องพึ่งพาตนเองและต้องเผชิญกับอันตรายนานา ทั้งกลุ่มชนที่ดุร้าย โจรสลัด และคนแปลกหน้า จึงต้องมีอาวุธประเภทที่พกพาติดตัวได้สะดวก เช่น กริช มีดบาแดะ (Badek) มีดแด๊ง (Pedang) มีดหางไก่ (Lawi  ayam) เป็นต้น
         
เนื่องจากกริชเป็นศัสตราวุธที่มีกำเนิดมาจากวัฒนธรรมฮินดู-ชวา  ในสมัยอาณาจักรมัชปาหิตที่เกี่ยวเนื่องอยู่ในลัทธิไศวนิกาย  กริชจึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์  หรือตัวแทนแห่งพระศิวะ ด้ามกริชแบบชวา-ฮินดูในอดีต จึงมักจะแกะสลักเป็นรูปของเทพเจ้า (พระศิวะ) เพื่อความขลังความศักดิ์สิทธิ์ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของและผู้ที่นำเอากริชไปใช้ ภาพของเทพดังกล่าวศิลปินหรือช่างผู้ประดิษฐ์กริช จะสร้างสรรค์ออกมาให้อยู่ในรูปของยักษ์หรือรากษส ซึ่งเป็นปางที่ดุร้ายขององค์พระศิวะปางหนึ่ง หรือในตอนใดตอนหนึ่งของตำนานฮินดู นอกจากนั้นในตากริชหรือใบกริชบางเล่ม ช่างตีกริชจะสร้างให้มีลายตาเป๊าะกาเยาะห์ หรือลายตีนช้างอยู่ด้วย  ซึ่งลายดังกล่างนี้เป็นสัญลักษณ์ของโยนิโทรณะหรือสัญลักษณ์ของพระอุมา กริชบางเล่มจะมีหูหรือวงช้างซึ่งเป็นสัญลักษณ์ขององค์พระคเณศวรอยู่ด้วยเช่นกัน จึงเห็นได้ว่าทั้งชุดของกริชได้แก่ ด้ามกริชและใบกริชจะมีสัญลักษณ์ของเทพในลัทธิไศวนิกาย รวมอยู่ด้วยกันทั้ง ๓ องค์  ดังนั้นการพกพากริชติดตัวหรือมีกริชเอาไว้ในบ้านเรือน ก็เสมือนดั่งมีองค์พระศิวะพระอุมาและพระคเณศวรมาคอยคุ้มครองปกป้องเจ้าของกริชและครอบครัวนั้น ๆ  อยู่ตลอดเวลา  คติความเชื่อในเรื่องกริชและค่านิยมในการใช้กริช จึงได้ซึมซ้บและขยายตัวไปทั่วพื้นที่ดินแดนต่าง ๆ ที่ลัทธิฮินดู-ชวา แผ่ขยายตัวออกไปครอบคลุม 
        จากข้อแนะนำของอาจารย์
สุชาติ นุชพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกริชกริช กล่าวว่า... กริชเกือบทั้งหมดถือเอาไศวนิกายเป็นใหญ่และมีรูปแบบด้ามทั้งพระไภรวะ (พระศิวะ) ทุรคา (พระอุมา) และพระคเนศ มีอยู่ที่เดียวที่ตีถือด้ามตามคติไวศนพนิกาย คือถือพระนารายณ์เป็นใหญ่คือกริชบูกิส เพราะเรียกลักษณะด้ามหัวจังเหลนว่าการูด้าหมายถึงครุฑซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์กริชถูกนำเข้ามาโดยกลุ่มพ่อค้าและการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มชนที่ใช้กริช ในขณะเดียวกันกริชกับมีบทบาทในแง่ศาสตราภรณ์และอาวุธป้องกันตัวมากกว่า จะเห็นได้ว่าแพร่หลายตั้งแต่ชาวบ้านจนถึงขุนนางและราชสำนัก โดยเฉพาะชาวบ้านจะแพร่หลายมากที่สุด ในขณะที่ในราชสำนักของสยามเองมีแค่รูปจากพิธีโสกันต์บางรูป ส่วนในราชสำนักของลังกาสุกะจะมีการใช้งานกริชในทุกระดับชนชั้น แต่มีกฎหรือข้อจำกัดไว้ด้วย เช่น กริชประดับทองคำจะใช้เฉพาะเขื้อพระวงศ์ หรือเป็นกริชพระราชทานให้กับขุนนาง ส่วนดินแดนด้ามขวานของไทยก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน เพราะกริชที่ปัตตานีจะมีแบบหัวพังกะไม้หรือกริชบูกิส ทั้งแบบชวาป่วยและแบบจังเหลน  รวมถึงกริชแบบคนพุทธพังกะเงิน ปรากฏขึ้นในช่วงอยุธยาตอนปลาย ซึ่งตอนนั้นอิทธิพลของพราหมณ์์ฮินดูก็เสื่อมลงไปมากแล้ว... ลักษณะของกริชแบบดั้งเดิมใบมีดจะตรงเหมือนใบหอก ต่อมาใบมีดจะมีลักษณะคดไปคดมา ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าน่าจะจําลองมาจากลักษณะดังนี้

๑. งูเลื่อย ซึ่งเป็น สัตว์ที่มีพิษ เหมือนนาค-นาคา ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีอํานาจ
๒. การสะบัดของเปลวไฟ
๓. ความสุนทรี–ความงาม

    


ภาพจาก : https://yala-patani-naratiwat.blogspot.com/2017/03/blog-post_5.html

      ธรรมเนียมนิยม      
          วิถีหรือธรรมเนียมนิยมของคนภาคใต้ตอนล่างของไทยในสมัยก่อนนั้น ครอบครัวหนึ่ง ๆ จะมีกริชไว้ประมาณ ๓-๔ เล่ม ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาไปใช้งานอะไร เมื่อลูกหลานเติมโตขึ้นมามีครอบครัวก็ต้องมี  ๔-๕  เล่มเหมือนบรรพบุรุษ และได้แพร่กระจายออกไปเรื่อย ๆ กริชบางด้ามเชื่อว่าเวลาเหน็บหรือพกพาแล้วจะทํามาค้าขายดี แต่ถ้าทําไร่ทํานาด้วยก็ต้องหาอีกเล่มหนึ่งมาไว้ในบ้าน เพื่อที่จะทําให้ได้ข้าวกล้าที่ดี สัตว์เลี้ยงบริบูรณ์ตกลูกมากหรือไม่เป็นโรคระบาดถ้าจะไปออกรบจับศึกก็ต้องมีอีกเล่ม
               ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ เรื่อยมาการนิยมกริชก็ซบเซาลง ช่างทำกริชเองก็ไม่รู้จะตีกริชขายให้ใคร ต้องปรับตัวไปผลิตมีด พร้า ขวาน ที่ใช้ในงานเกษตรกรรมและ ใช้งานในบ้านแทน ส่วนกริชที่มีอยู่ก็กลายเป็นมรดกไปอย่างบ้านหนึ่งมีกริช ๕ เล่ม เมื่อช่างเลิกตีกริชกันแล้วบ้านนั้นก็มี ๕ เล่มเหมือนเดิม พอบ้านนั้นมีลูกอีกหลายคน พ่อตายก็แบ่งกริชให้ลูก ๆ เป็นมรดกเหมือนกับการแบ่งไร่นานาน ๆ ไปลูก ๆ ก็มีลูกอีกก็ต้องแบ่งอีก จํานวนคนมันเพิ่มขึ้นแต่จํานวนกริชมีเท่าเดิมนาน ๆ ไป ก็เหลือแบ่งให้กับเฉพาะลูกชายเท่านั้น
             นอกจากนี้อาวุธที่เป็นกริช ก็สามารถชี้บอกฐานะและความสําคัญแก่ผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี โดยสังเกตดูจากการประดับประดาตก แต่งฝักและด้าม ถ้าฝักทําด้วยงาช้างหรือหุ้มด้วยเงินทองประทับแก้วมณีสีสวยสด ก็รู้ได้เลยว่าเจ้าของมิใช่ธรรมดาสามัญเสียแล้ว  กริชนอกจากจะเป็นอาวุธแล้วยังถือเป็นของขลัง และเป็นเสมือนศาสตราภรณ์เครื่องประดับของคนในภาคใต้ตอนล่างแล้ว แต่ยังมีบาทบทในวิถีชีวิตของคนใต้อีกหลาย ๆ เรื่องเพราะกริชมีความหมายในความเชื่อของท้องถิ่น ทั้งในเรื่องราวลี้ลับที่เล่าขานตลอดอิทธิพลปาฏิหาริย์ ดังเช่นเรื่องของท่านพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช

   ใบและฝัก
  
         ตัวกริชหรีอส่วนใบมีดนั้นมักจะเรียวและคด ส่วนโคนกว้างความยาวของกริชนั้นแตกต่างกันไปไม่จำกัด ใบมีดก็ตีจากแร่เหล็กต่าง ๆ กัน แต่โดยมากจะมีนิกเกิลผสมอยู่ ช่างทำกริชหรือเอมปู จะตีใบมีดเป็นชั้น ๆ ด้วยโลหะต่าง ๆ กัน กริชบางเล่มใช้เวลาสั้น างเล่มใช้เวลาตีนานเป็นปี ๆ หรือใช้เวลาชั่วชีวิตก็มี กริชที่มีคุณภาพสูงตัวใบมีดจะพับทบเป็นสิบ ๆ หรือร้อย ๆ ครั้ง โดยมีความแม่นยำสูงมาก ใบมีดนั้นอาจมีรอยประทับของช่างกริช เช่น รอยนิ้วหัวแม่มือ ริมฝีปาก ในระหว่างการตีใบมีดนั้น การใช้โลหะต่างชนิดกันมาตีเป็นมีดใบเดียว ทำให้เกิดเป็นลายน้ำที่แตกต่างกัน ซึ่งเรียกว่าปามอร์หรือปามีร์อันเป็นแนวคิดเดียวกับเหล็กกล้า ดามัสคัส และญี่ปุ่น มีการใช้กรดกัดตัวใบมีดหลังจากตีแล้ว เพื่อให้เกิดรอยเงาและทึบบนโลหะ สำหรับแหล่งแร่เหล็กนั้นจะเป็นแหล่งแร่ที่หายากแถบมาเลเซีย หรืออินโดนีเซียใบกริชนั้นจะคดหรือหยักเป็นลอนคลื่นเรียกว่าลุก กริชส่วนใหญ่มีน้อยกว่า ๑๓ หยัก (นิยมเลขคี่เสมอ)


วัตถุดิบและส่วนประกอบ

       

    วัตถุที่นำมาทำกริช
             
การทำกริชนั้นวัตถุหลักคือเหล็ก ซึ่งประกอบด้วย

๑. เหล็กเป็นหรือเหล็กบารี
๒. เหล็กแม่เหล็ก
๓. เหล็กกล้าหรือเหล็ก บายอ
๔. เหล็กกระดูกของตัวมาวะส์ หรือเหล็กตูแลมาวะส์
๕. เหล็กอาโก๊ะ (อังกุศ หรือขอช้าง)
๖. เหล็กขอช้าง
๗. เหล็กตากริช
๘. เหล็กสมอเรือ
๙. เหล็กกั้นพร้าที่หักติดอยู่ในด้าม หรือเหล็กกั้นอาวุธที่มีคมทั้งหลาย
๑๐. เหล็กคนเป็นใบ้เหล็กคนตาบอด
๑๑. เหล็กคนหูหนวก
๑๒. เหล็กโคน (ตะปูตอกโลงผี
๑๓. เหล็กสะหมิด (สําริด) ระฆัง 
๑๔. เหล็กปืนแตก (ปืนไฟ
๑๕. เหล็กสะหมิด (สําริด) ฆ้อง
๑๖. เหล็กที่ เป็นตาของกริช, มีด, พร้า, ขวาน, หอกและดาบเก่าที่ชํารศาแต่เชื่อว่ายังมีของขลังและศักดิ์สิทธิ์  นอกจากนั้นถ้ามีเศษเงิน นาก และทองคํา
       เล็ก ๆ น้อย ๆ ผสมเลือลงไปมีความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของยิ่งขึ้น
 

     ลวดลายกของกริช
            ลวดลายของกริชไม่ว่าจะเป็นหัวกริชหรือด้ามกริชสำหรับจับ นิยมทำเป็นรูปหัวคน หัวสัตว์  ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นรูปทรงเรขาคณิต ที่ไม่ผิดหลักศาสนาอิสลาม หัวกริชจะแกะจากวัสดุต่าง ๆ เช่น ไม้เนื้อแข็ง งาช้าง เขาสัตว์ หรือหล่อด้วยโลหะ ปลอกสามกั่นเป็นส่วนที่ติดกับหัวกริช เพื่อให้หัวกริชยึดติดกันอย่างมั่นคงและไม่ให้หัวกริชแตกร้าวได้ง่าย นิยมทำด้วยโลหะทองเหลือง เงิน หรือทองคำ และมีการแกะสลักลวดลายที่ประณีต ฝักกริชเป็นที่เก็บคมกริชเพื่อความสะดวกในการพกพา มักจะทำด้วยโลหะชนิดเดียวกับโลหะที่ทำปลอกสามกั่นและแกะสลักด้วยความประณีตสวยงาม ซึ่งการทํากริชนั้นหัวใจที่สําคัญคือการทําลวดลายต่าง ๆ  ในการทําลวดลายอย่างเก่านั้นหาดูได้ยากแล้ว แต่ลายที่นิยมและปรากฎอยู่มีอยู่ 2 แบบคือ “ลายบังคับ” อาทิ ขนนก ฟันปลา และ “ลายไม่บังคับ” คือเป็นเกลื้อน ดํา ๆ ด่าง ๆ

    ชื่อลายที่พบและเรียกกันในภาคใต้ตอนล่าง ประกอบด้วย

๑. ลายไข่นักคุ้ม (เปลิือกไข่)
๒. ลายก้นหยอ (ร็อกขี้หอย)
๓. ลายฟันปลา
๔. ลายระบายผ้า
๕. ลายตานกเปล้า
๖. ลายขนนก
๗. ลายแววนกยูง
๘. ลายมัดหวาย
๙. ลายเกล็ดปลา
๑๐. ลายไม้พุก (ลายไม้ผุ)
๑๑. ลายใบมะพรา้ว
๑๒. ลายใบสน
๑๓. ลายรวงข้าว
๑๔. ลายสะดือปลา
๑๕. ลายภูเขา (กุหนุง)
๑๖. ลายหนังเข้
๑๗. ลานนิ้วมือ
๑๘. ลายเข็มทอง
๑๙. ลายท้องงู
๒๐. ลายตีนช้าง

 


ผู้ประกอบการ

ภาพจาก : เพจกริชรามันห์ ; https://www.facebook.com/กริชรามันห์-513583585423367/

     การก่อเกิดกลุ่มทำกริชรามันห์
          เมื่อประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ ปีก่อน เจ้าเมืองรามันห์หรืออำเภอรามัน จังหวัดยะลาในปัจจุบัน ประสงค์จะให้มีกริชเป็นอาวุธคู่บ้านคู่เมือง และต้องการมีกริชประจำตัวด้วยถึงกับเชิญช่างผู้ชำนาญการจากประเทศอินโดนีเซีย มีชื่อว่าช่างบันไดซาระมาทำกริชที่เมืองรามันห์ในรูปแบบปัตตานีและรูปแบบรามันห์ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะจนกริชรูปแบบนี้ถูกเรียกขานในท้องถิ่นว่ากริชรูปแบบบันไดซาระ ตามชื่อของช่างทำกริชชาวชวาผู้นั้น ตั้งแต่นั้นมาจึงมีการสืบทอดการทำกริชในพื้นที่เมืองรามันห์ โดยเฉพาะที่ตำบลตะโล๊ะหะลอ มาหลายชั่วอายุคนจวบจนปัจจุบัน กริชที่เมืองรามันห์นิยมทำเป็นหัวนกพังกะมากกว่าชนิดอื่น นกพังกะคือนกที่มีปีกและตัวสีเขียวปากยาวสีแดงอมเหลือง คอขาวบ้างแดงบ้าง นอกจากนี้ยังทำเป็นหัวรูปไก่ หัวงูจงอาง และรูปคน ส่วนใหญ่สลักด้วยไม้หรือกระดูกปลา กริชมีหลายรูปแบบ เช่น กริชแบบกลุ่มบาหลี และมดุรา กริชแบบชวา กริชแบบคาบสมุทรตอนเหนือ กริชแบบบูกิส กริชแบบสุมาตรา กริชแบบปัตตานี กริชแบบซุนดา หรือซุนดัง และกริชแบบสกุลช่างสงขลา
            “ชุมชนตะโละหะลอ” ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ๕ บ้านบึงน้ำใส ตำบลตะโละหะลอ อำเภอรามัน จังวหัดยะลา เป็นพื้นที่ที่มีช่างทำกริชสืบทอดมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยมีนายตีพะลี อะตะบูเป็นผู้สืบทอดสายเลือดช่างกริชรามันห์ และถือเป็นครูภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ชำนาญการเรื่องกริชโบราณ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องราวของกริชให้กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้สืบทอดรักษามรดกนี้ไว้ กริชรามันห์เป็นกริชในตระกูลของท่านปันไดสาระ ซึ่งได้รับการยอมรับในกลุ่มคนทำกริช หรือกลุ่มผู้นิยมกริชทั่วโลก เพราะเป็นกริชที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษกว่ากริชชนิดที่อื่น โดยเฉพาะใบกริชและหัวกริช เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นศิลปะรูปนกปือกา หรือนกพังกะ เป็นนกในวรรณคดีท้องถิ่น ที่มีความหมายว่า ผู้คุ้มครอง เป็นนกที่มีลำตัวสีเขียว ปากยาวมีสีแดงอมเหลือง คอมีสีขาวสลับสีแดง กริชรามันจึงเป็นรูปนกแทบทั้งสิ้น”กริชรามันห์มีลักษณะพิเศษเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัวที่โดดเด่นงดงาม มีจิตวิญญาณของความเชื่อและ ตำนานไม่แพ้กริชของพื้นที่ใดในแหลม มลายู จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทำให้ยังมีคนนิยมเก็บสะสมกริชรามันเป็นของที่ระลึก นอกจากการสาธิตทำกริชแล้วที่นี่ยังมีการโชว์การแสดงรำกริชรามันห์ให้นักท่องเที่ยวได้ชมอีกด้วย โดยการแสดงนี้ผู้แสดงจะโชว์ลีลาลวดลายการรำกริชอย่างอ่อนช้อยและดุดันเข้มแข็ง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ได้เห็นเป็นอย่างมาก
          
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนราธิวาส (ดูแลปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส) โทร.๐๗๓-๕๔๓-๓๔๕๖

ภาพจาก : เพจกริชรามันห์ ; https://www.facebook.com/กริชรามันห์-513583585423367/


ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อ/สถานที่/เรื่อง
กริช
ที่อยู่
จังหวัด
ภาคใต้


วีดิทัศน์

บรรณานุกรม

กริช อาวุธและวัตถุมงคล ของชาวมาลายู.(2559). สืบค้นวันที่ 13 ม.ค. 63, จาก
            https://yala-patani-naratiwat.blogspot.com/2017/03/blog-post_5.html
"กริชรามันห์" สุดยอดหัตถศิลป์ วิจิตรงดงามจากภูมิปัญญาแห่ง อ.รามัน จ.ยะลา. (2562). 
            สืบค้นวันที่ 13 ม.ค. 63, จาก https://mgronline.com/travel/detail/9620000099939
เพจกริชรามันห์. (2563). สืบค้นวันที่ 13 ม.ค. 63, จาก https://www.facebook.com/กริชรามันห์-513583585423367/

เพจสืบสานศาสตราอุษาคเนย์. (2563). สืบค้นวันที่ 13 ม.ค. 63, จาก https://www.facebook.com/ancientthaiweapons/
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่. (2559). เสวนาเกร็ดความรู้เรื่องกริช. สืบค้นวันที่ 13 ม.ค. 63, จาก https://www.youtube.com/watch?v=STaZHlxtQa0

ศูนย์ประณีต มหาวิทยาลัยหาดใหญ่. (ม.ป.ท) . กริช. สืบค้นวันที่ 13 ม.ค. 63, จาก https://ebook.hu.ac.th/images/File_PDF/krid.pdf
สุธี เทพสุริวงศ์ และเบ็ญจวรรณ บัวขวัญ. (2547). การรวบรวมภูมิปัญญาพื้นบ้านในจังหวัดปัตตานี. ปัตตานี : สถบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา
           มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.


รูปภาพ
 
      Font Size  
Back to Top
Khunying Long Athakravisunthorn Learning Resources Center
Prince of Songkhla University ©2018-2024