พระเจ้าจันทรภาณุ (Chandrabhanu)
 
Back    23/04/2018, 13:31    18  

หมวดหมู่

บุคคลสำคัญ


ประวัติ


ภาพจาก : https://link.psu.th/rax8u1   

      พระเจ้าจันทรภาณุมหาราชแห่งอาณาจักรศรีวิชัย ผู้สร้างมหาเจดีย์ยอดทองคำที่ยิ่งใหญ่แห่งนครศรีธรรมราช นักรบผู้กล้าเคลื่อนทัพจากนครศรีธรรมราชนับหมื่นฝ่ามหาสมุทรเข้าตีลังกา (ศรีลังกา) ผู้เปลี่ยนแปลงด้านศาสนาพุทธแบบมหายานสู่แบบเถรวาท มีพระนามเต็มว่าพระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมราช ทรงเป็นกษัตริย์ลําดับที่ ๕ ของอาณาจักรนครศรีธรรมราช สืบต่อจากพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ซึ่งสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๑๗๗๒ เมื่อเสวยราชย์ทรงใช้พระนามอิสริยศักดิ์ว่า “พรเจ้าศรีธรรมาโศกราช" เช่น กษัตริย์องค์ก่อน ๆ แต่คนทั่วไปรวมทั้งเอกสารต่างชาติที่สืบค้นได้ต่างเรียกพระนาม “พระเจ้าจันทรภาณุ” ตามประวัติจากหลักฐานตำนานเมืองและตำนานพระธาตุระบุว่า พระเจ้าจันทรภาณุเป็นพระอนุชาของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พระองค์แรก ผู้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ศรีธรรมโศกราชหรือราชวงศ์ปทุมวงศ์ มีข้อความปรากฏอยู่ในศิลาจารึกตอนหนึ่งว่า.. ศรีสวัสดิ พระเจ้าผู้ปกครองกรุงตามพรลิงก์ เป็นผู้อุปถัมภ์ตระกูลปทุมวงค์ พระหัตถ์ของพระองค์มีฤทธิ์มีอำนาจ ด้วยอนุภาพแห่งบุญกุศล ซึ่งพระองค์ได้กระทำแก่มนุษย์ทั้งปวง ทรงเดชานุภาพดุจพระอาทิตย์พระจันทร์และมีเกียรติอันเลื่องลือทรงพระนามจันทรภาณุศิริธรรมราช... ศิลาจากรึกนี้ตรงกับปี พ.ศ ๑๗๗๓ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระเจ้าจันทรภาณุสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์แห่งอาณาจักรโปโลนนารุวะแห่งลังกาและปาณฑยะจากทางตอนใต้อินเดีย พระเจ้าจันทรภาณุขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรตามพรลิงค์ต่อจากพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชในปี พ.ศ. ๑๗๗๓ ซึ่งในตอนนั้นทางตอนเหนือของดินแดนสุวรรณภูมิอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรขอม
            พระเจ้าจันทรภาณุ ผู้ปกครองดินแดนคาบสมุทรทั้งสองฝั่ง คือทะเลฝั่งอันดามันและฝั่งตะวันออก ไม่ว่าจะในด้านการศาสนา ด้านการสงคราม หรือแม้แต่ทางด้านความสัมพันธ์ในด้านเครือญาติ สำหรับการสืบสันตติวงศ์ของพระเจ้าจันทรภาณุนั้นค่อนข้างมีความเห็นที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะบอกไปทางเดียวกันในทำนองว่า ทรงเป็นกษัตริย์ที่อพยพมาจากที่อื่น แล้วมาตั้งบ้านเมืองขึ้นที่ภาคใต้ แต่ที่มาของพระองค์บางตำนานระบุว่ามาจากอินทรปัตถ์ บางตำนานก็ระบุว่าอพยพมาจากอินเดีย ซึ่งการสืบสันตติวงศ์ ซึ่งผู้รู้หลาย ๆ ท่าน เช่น ศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม ที่ได้ค้นคว้าบันทึกทางประวัติศาสตร์ฉบับของ ศาสตราจารย์ ดร. ส.ประนะวิธาน ” ( Senarat Paranavitana ) นักโบราณคดียุคบุกเบิกของศรีลังกา นำมาเป็นข้อมูลในหนังสือทักษิณรัฐของท่าน ได้บันทึกเกี่ยวกับลำดับสายพระโลหิตของพระเจ้าจันทรภาณุไว้อย่างเด่นชัด จนสามารถสืบสาวได้ถึงชั้นพระอัยกา ทั้งฝ่ายพระราชบิดา และฝ่ายพระราชมารดา และสามารถไขปริศนาได้ว่าทำไมพระเจ้าจันทรภาณุทรงกล้ายกทัพข้ามมหาสมุทรไปโจมตีลังกาถึง ๒ ครั้ง และเหตุใดจึงทรงมีปฎิสัมพันธ์กับบ้านเมืองในฝั่งตะวันตกมากเป็นพิเศษ 
การสืบลำดับสันตติวงศ์ของพระเจ้าจันทรภาณุในฝ่ายพระราชบิดานั้นศาสตราจารย์ ส. ประนะวิธาน กล่าวว่าพระเจ้าจันทรภาณุ ทรงมีพระราชบิดาพระนามว่าพระเจ้ามาฆะราชาหรือพระเจ้ากลิงควิชัยพาหุ ซึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงโปโลนนารุวะ ซึ่งพระเจ้ามาฆะราชาเองก็เป็นพระราชโอรสของมหาราชสูรยนารายณ์ที่ ๕ กับพระนางสาวังกะสุนทรี ซึ่งมหาราชสูรยนารายณ์ที่ ๕ พระองค์ทรงเสวยราชย์สมบัติอยู่ที่ศรีวิชัย ซึ่งมหาราชสูรยนารายณ์ที่ ๕ นั้นเป็นพระราชโอรสของมหาราชปรลัมพัตร ซึ่งอาจเป็นพระองค์เดียวกับมหาราชศรีมัตไตรโลกยราชฯ ผู้สถาปนาพระนาคปรกวัดเวียง และอาจหมายถึงพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชผู้เป็นบุตร เมื่อนำเอาลำดับสันตติวงศ์ของพระเจ้าจันทรภาณุในข้างต้นมาพิจารณาจะพบว่า พระราชบิดาของพระเจ้าจันทรภาณุ ทรงสืบเชื้อสายโดยตรงมาจากมหาราชแห่งราชวงศ์ปทุมวงศ์ ผู้ปกครองชวากะรัฐ (ศรีวิชัย) โดยสืบมาทางมหาราชปรลัมพัตร ผู้เป็นพระปัยกา (ทวด) มหาราชสูรยนารายณ์ที่ ๕ ผู้เป็นพระอัยกา (ปู่) สืบมาจนถึงพระเจ้ามาฆะราชาผู้เป็นพระราชบิดา (พ่อ) และในส่วนของสันตติวงศ์ของฝ่ายพระนางสาวังกะสุนทรี ผู้เป็นพระอัยกี (ย่า) ของพระเจ้าจันทรภาณุนั้น ศาสตราจารย์ ศ. ประนะวิธาน ได้ค้นคว้าจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ของศรีลังกา แล้วพบว่าพระนางสาวังกะสุนทรี ทรงเป็นพระราชธิดาของพระเจ้านิสสังกะมัลละ พระมหากษัตริย์ลังกาผู้เป็นราชบุตรเขย ของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ ซึ่งพระเจ้านิสสังกะมัลละ ทรงมีพระนางสุภัทรา พระราชธิดาของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ เป็นพระมเหสี ซึ่งในทางลังการะบุว่าพระเจ้านิสสังกะมัลละ มีพระนามเดิมว่า "กิตติสังกะ" พระองค์ได้เดินทางมาจากชวากะรัฐ (ศรีวิชัย) เพื่อมารับราชการในราชสำนักสิงหล แต่ด้วยความที่พระองค์เป็นเชื้อพระวงศ์ และทรงมีพระปรีชาสามารถ จึงได้มีโอกาสอภิเษกสมรสกับพระนางสุภัทราและเป็นพระมหากษัตริย์แห่งลังกา
        
พระเจ้าจันทรภาณุมีพระราชมารดาพระนามว่า “พระนางปัญจาณดีเทวี” เป็นพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์แห่งแคว้นปาณฑัย ( ปาณฑัย ในปัจจุบันอยู่ทางตอนใต้สุดของอินเดีย จะเห็นได้ว่าด้วยเหตุที่พระเจ้าจันทรภาณุ ทรงมีเชื้อสายสำคัญของอาณาจักรทั้งสาม คือศรีวิชัย (ชวากะรัฐ, กลิงคะรัฐ ) สิงหล (โปโลนนารุวะ) และปาณฑัย ได้ทำให้พระองค์ทรงดำเนินการที่จะครอบครองดินแดนทั้งสองทางตะวันตกไว้ในพระราชอาณาจักรของพระองค์ จนเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุในสงครามชวากับสิงหลทั้งสองครั้ง ซึ่งการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนที่ตนมีเชื้อสายในการปกครองนั้น ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจันทรภาณุนอกเหนือจากความสามารถที่ปรีชายิ่งของพระองค์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้พระองค์ทรงกล้าที่จะพิชิตดินแดนฟากตะวันตกอันไกลโพ้น นั่นคือสายพระโลหิตที่สามารถอ้างสิทธิ์การปกครองเหนือสิงหลและปาณฑัย ทำให้พระองค์กล้าที่จะยกไพร่พลเรือนหมื่นบุกลังกาโดยปราศจากความลังเล และด้วยสายสัมพันธ์ทางพระราชวงศ์ ระหว่างพระเจ้าจันทรภาณุและพระราชวงศ์พื้นเมืองของสิงหละกับปาณฑัย ได้ทำให้พระเจ้าจันทรภาณุทรงมีอิทธิพลอย่างมากบนลังกา จนเป็นเหตุให้เกิดสงครามยุทธนาวีที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในน่านน้ำอันดามันอันไพศาล
         พระเจ้าจันทรภาณุเป็นกษัตริย์ที่ทรงมี
พระบรมเดชานุภาพเหนือกษัตริย์พระองค์อื่น ๆ ของนครศรีธรรมราช ในข้อที่ว่าพระองค์ทรงกรีธาทัพเรือไปรบลังกาซึ่งเป็นเกาะอยู่ในมหาสมุทรอินเดียในปี พ.ศ. ๑๗๙๐ จากหลักฐานต่าง ๆ เท่าที่นักประวัติศาสตร์สืบค้นได้ในเวลานี้ยืนยันได้ว่าทรงได้รับชัยชนะกลับมา โดยนักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่าได้ทรงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากลังกามายังนครศรีธรรมราชด้วย และเป็นเหตุให้ทรงดัดแปลงแก้ไขรูปทรงของพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ซึ่งเดิมเป็นศิลปะแบบศรีวิชัยมาเป็นทรงระฆังคว้าอันเป็นศิลปะลังกาดังปรากฏมาเท่าทุกวันนี้ หลังจากกรีธาทัพไปตีลังกาโดยทางเรือมาแล้วครั้งหนึ่งใน พ.ศ. ๑๘๙๐ ต่อมาในประมาณปี พ.ศ. ๑๘๐๑-๑๘๐๓ พระเจ้าจันทรภาณุก็ได้ทรงกรีธาทัพเรือไปตีลังกาอีกครั้งหนึ่ง โดยมีพวกทหารเป็นพวกโจฬะ ทมิฬ และปาณฑยะ ยกมาสมทบกับทัพนครศรีธรรมราช ทำให้ได้รับชัยชนะ มาหลังสุดท้ายแพ้ศึกเพราะภายหลังทหารปาณฑยะกลับใจไปเข้ากับลังกา ตีทหารโจฬะและนครศรีธรรมราชแตกพ่ายไป ผลการรบครั้งนี้นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่าพระเจ้าจันทรภาณุสิ้นพระชนม์ในที่รบ แต่บางท่านก็ว่าเสด็จสวรรคตที่นครศรีธรรมราช แม้ว่าจะทรงพ่ายศึกในครั้งหลัง แต่ก็ทําให้มองเห็นได้โดยชัดเจนว่า พระเจ้าจันทรภาณุทรงเป็นกษัตริย์ผู้เกรียงไกรที่สุดในดินแดนแหลมทองในเวลานั้น เพราะทรงแต่อานุภาพไปอย่างไพศาล ทําให้ต่างชาติไม่กล้ามารุกรานอาณาจักรนครศรีธรรมราชเป็นระยะเวลานาน และที่สําคัญที่สุดก็คือได้ทรงนําเอาพุทธศาสนาลักธิลังกาวงศ์จากเกาะลังกา มาเผยแผ่ในนครศรีธรรมราช และยังแผ่ไปยังกรุงสุโขทัย ซึ่งเป็นอาณาจักรที่เกิดขึ้นในยุคหลัง ก็ได้รับอิทธิพลไปอย่างเต็มที่ในเวลาต่อมา ในด้านการขยายพระราชอาณาเขตนั้นพระเจ้าจันทรภาณุทรงมีเมืองขึ้นรอบนครศรีธรรมราชถึง ๑๒ เมือง เมืองเหล่านี้เรียกกันภายหลังว่าเมืองสิบสองนักษัตร จึงนับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เกรียงไกรโดยแท้


ลำดับสายพระโลหิตของพระเจ้าจันทรภาณุ


ผลงานสำคัญ

           พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระเจ้าจันทรภาณุที่สำคัญ ประกอบด้วย
              ๑. การบูรณะพระมหาธาตุประจำเมืองนครศรีธรรมราช ให้เป็นลักษณะสถูปทรงลังกาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน รวมถึงอัญเชิญพระสงฆ์จากลังกามาเผยแพร่ศาสนา ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของศาสนาพุทธลัทธิลังกาวงศ์ ในประเทศไทย

              ๒. ประกาศอิสรภาพจากอาณาจักรศรีวิชัยให้แก่นครศรีธรรมราช ในยุคแรกเมืองนครศรีธรรมราชเป็นรัฐหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย ต่อมาเมื่อศรีวิชัยอ่อนแอลง พระเจ้าจันทรภาณุจึงประกาศเอกราชจากศรีวิชัยในปี พ.ศ. ๑๗๗๓ และหลังจากนั้นอาณาจักรศรีวิชัยก็สิ้นอำนาจลงในปี พ.ศ. ๑๘๓๘ หลังจากครองความยิ่งใหญ่มานานถึง ๕๐๐ ปี
               ๓
. ยกทัพไปตีลังกา ๒  ครั้ง 
                    
ครั้งที่ ๑ .ยกไปตีลังกาในปี พ.ศ. ๑๗๕๐ ในสมัยของพระเจ้าปรักกรมพาหุ กษัตริย์แห่งลังกา ในการรบครั้งนี้ได้รับชัยชนะ เป็นเหตุให้แสนยานุภาพของพระองค์แผ่ไปตลอดแหลมมลายู และเกิดมีอาณานิคมของตามพรลิงก์อยู่ในลังกา และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ลังกาต้องมอบพระพุทธสิหิงค์ให้ในโอกาสต่อมา และชาวลังกาเรียกพระนามของพระองค์ว่า "ชวากะ"
                    
ครั้งที่ ๒ ยกทัพไปตีลังกาครั้งนี้อยู่ในปี พ.ศ.๑๘๐๑-๑๘๐๓ การไปรบลังกาในครั้งหลังนี้พระเจ้าจันทนภาณุ ได้รับความช่วยเหลือจากทหารชาวทมิฬโจฬะ และพวกปาณฑย์ ซึ่งเป็นศัตรูกับชาวลังกามาแต่โบราณ และได้ยกพลขึ้นบกที่มหาติตถะ ทางฝ่ายนครศรีธรรมราชมีเจ้าชายวีรพาหุเป็นแม่ทัพในระยะแรกฝ่ายก็ได้รับชัยชนะ ต่อแต่ระยะหลังกองทัพของพวกปาณฑ์เกิดกลับใจไปร่วมรบกับพวกลังกาตีพวกโจฬะแตกพ่าย ทำให้ทัพของพระเจ้าจันทรภาณุถูกล้อม มีนักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในสนามรบ แต่บางท่านบอกว่าพระองค์เสด็จกลับมาได้ และอยู่ต่อมาอีกหลายปีจึงสิ้นพระชนม์
                ๔. 
ตั้งลัทธิลังกาวงศ์ขึ้นที่นครศรีธรรมราช ในช่วงที่พระเจ้าจันทรภาณุได้ส่งทูตไปเมืองลังกา เพื่อขออัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ และได้ส่งพระภิกษุชาวนครศรีธรรมราชไปศึกษาพระธรรมวินัยแบบหินยานของลังกา และตอนขากลับก็ได้เชิญพระภิกษุชาวลังกาพร้อมชนชาวลังกามาด้วย มาตั้งคณะสงฆ์ขึ้นใหม่ที่นครศรีธรรมราชเรียกว่า "พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์" แทนลัทธิเดิมซึ่งพระพุทธศาสนาแบบมหายานตามอย่างศรีวิชัย ต่อมาลัทธิลังกาวงศ์ก็แผ่ไปสู่สุโขทัยตั้งเป็นปึกแผ่นอย่างมั่นคงมาจนปัจจุบันนี้
.                 
๕. สร้างพระบรมธาตุเจดีย์ให้เป็นแบบทรงลังกา ด้วยในระยะพระบรมธาตุเดิมเป็นแบบศรีวิชัยและชำรุดทรุดโทรมมาก พระภิกษุและชนชาวลังกาที่มาอยู่ที่นครศรีธรรมราช รวมทั้งชาวนคร ลงความเห็นกันว่าเห็นควรบูรณะซ่อมแซมองค์พระบรมธาตุเสียใหม่ให้แข็งแรง โดยให้สร้างใหม่หมดทั้งองค์ตามแบบทรงลังกา และให้คร่อมทับพระเจดีย์องค์เดิมไว้โดยสร้างเป็นพระสถูปทรงโอคว่ำ 


ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อ/สถานที่/เรื่อง
พระเจ้าจันทรภาณุ (Chandrabhanu)
ที่อยู่
จังหวัด
นครศรีธรรมราช


รูปภาพ
 
      Font Size  
Back to Top
Khunying Long Athakravisunthorn Learning Resources Center
Prince of Songkhla University ©2018-2026