"ติณสูลานนท์" นี้เป็นนามสกุลของหลวงวินิจทัณฑกรรม นามเดิมว่าบึ้ง ผู้เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้องรวม ๔ คน ของนายสุกและนางขลิบ ราษฎรชาวสวนแห่งบ้านทำใหญ่ ตำบลท่าดี อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นตำบลในเขตอำเภอเมือง นายบึ้งเกิดเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๒๔ นามสกุล "ติณสูลานนท์" ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) เมื่อวันที่มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๒ ตามพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ. ๒๔๕๖ ที่มีวัตถุประสงค์ให้ปวงชนชาวไทยได้มีนามสกุลเพื่อเป็นหลักของการสืบเชื้อลาย เป็นธงชัยแห่งครอบครัว และให้ผู้สืบสกุลได้ตั้งมั่นในคุณงามความดี โดยการรักษาชื่อเสียงเกียรติยศของบรรพบุรุษผู้เป็นต้นตระกูล ให้มีความเจริญรุ่งเรืองมั่นคงสืบไป ความหมายของคำว่า "ติณสูลานนท์" มีความหมายดังนี้
- ความหมายที่ ๑ ติณ แปลว่า หญ้า, สูลา แปลว่า คมหรือยอด, นนท์ แปลว่า ความพอใจ ความยินดี รวมกันเป็นติณสูลานนท์ แปลว่าความพอใจหรือความยินดีในหญ้าที่มีคม
- ความหมายที่ ๒ พระมหาเวก ทัยยสุวัณโณ วัดชนะสงคราม ได้อธิบายว่า ติณสูล แปลว่า ของมีคม เช่น หลาว หอก ดาบ, นนท์ แปลว่า ความเบิกบาน ความยินดี รวมกันเป็นติณสูลานนท์ แปลว่า ความเบิกบานหรือความยินดีในของมีคม อันเป็นเครื่องมือสำหรับพะทำมะรง (พัสดี) ในการป้องกันปราบปรามมิให้นักโทษก่อความวุ่นวาย
เมื่อพิจารณาโดยสรุปความ "ติณสูลานนท์" อาจจะหมายถึงความยินดีในการปฏิบัติหน้าที่ พะทำมะรง (พัสดี) ที่มีเครื่องหมายเป็นของมีคม เช่น หลาว หอก ดาบ ที่รองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) ได้รับตำแหน่งในขณะที่ได้รับพระระราชทานนามสกุล
ชีวิตของต้นตระกูล
หลวงวินิจทัณฑกรรม (บึง ติณสูลานนท์) เกิดเมื่อวัน ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นบุตรของ นายสุก นางขลิบ มีภูมิลําเนาเดิมอยู่ที่ หมู่ที่ 9 ตําบลท่าดี อําเภอ เมือง (ปัจจุบันคืออําเภอลานสกา) จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพี่น้องร่วมบิดา มารดา รวม ๔ คน คือ
| ๑. นายบึง ติณสูลานนท์ |
| ๒. นางช่วย (มีสามีชื่อนายรอด ศรีจํานอง) |
| ๓. นายเที่ยง (มีภรรยาชื่อนางสัง) |
| ๔. นางยก (มีสามีชื่อนายชื่น รสมัย) |
หลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) ได้ถือกําเนิด ณ หมู่ที่ ๑ ตําบลท่าดี อําเภอเมือง (ปัจจุบันคืออําเภอลานสกา) จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อมีอายุอันสมควร บิดามารดาก็ได้ส่งให้ไปอุปสมบทที่สํานักวัดพระนครเมืองนครศรีธรรมราช (โดยที่เพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันจากตําบลท่าดีไปศึกษาเล่าเรียนด้วยคือนายแคล้ว นายสุย และนายคลิ้ง) หลังจากอุปสมบทได้ ๑ พรรษา ก็ได้ไปเรียนหนังสือไทยที่โรงเรียนสุขุมาภิบาลวิทยาในสํานักวัดท่าโพธิ์ (ต่อมาคือโรงเรียนศรีธรรมราชแล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็นโรงเรียนเบญจมราชูทิศ เรียนได้ ๑ ปี ก็สอบไล่ได้รับประกาศนียบัตร สําหรับความรู้หนังสือไทย ชั้น ๒-๓ เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ ขณะนั้นอายุได้ ๑๕ ปี ในช่วงระหว่างการศึกษาเล่าเรียน หลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) ได้มาเยี่ยมเยียนบิดามารดาที่บ้านท่าดี โดยการเดินทางทางเรือที่บ้านหัวท่า ตําบลนา อาเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปตําบลท่าดีใช้ระยะเวลาการเดินทาง รวม ๒ วัน ใน ระหว่างการเดินทางต้องแวะพักค้างคืนที่บ้านชัน ๑ คืน แล้วไปขึ้นที่ท่าเรือใกล้วัดปะ (ในขณะนั้นประชาชนใช้เส้นทางคลองท่าใหญ่เพื่อการขนส่งสินค้า ระหว่างนครศรีธรรมราชกับคีรีวง) ส่วนการเดินทางจากท่าเรือวัดปะ (ตําบลท่าดี) ไปบ้านหัวท่า ตาบลนา ใช้ระยะเวลาเดินทาง ๑ วัน เนื่องจากเรือล่องตามสายน้ําจากคลองท่าใหญ่ ซึ่งมีต้นน้ําที่ตําบลคีรีวง อําเภอลานสกาในปัจจุบัน ด้วยเหตุที่การศึกษาสมัยโบราณต้องอาศัยพระภิกษุเป็นผู้สอน นายสุกและนางขลิบ จึงได้ส่งนายบึ้ง บุตรชายคนโตให้เข้ามาบวชเรียนที่วัดพระนคร อันเป็นสํานักศึกษาพระพุทธศาสนาและหนังสือที่สําคัญแห่งหนึ่งของเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยนั้น
.jpg)
นางยก รสมัย น้องคนสุดท้อง (ถึงแก่กรรมแล้ว)
(ภาพจาก : เกิดถิ่นใต้, 2529,)
.jpg)
วัดท่าโพธิ์
(ภาพจาก : เกิดถิ่นใต้, 2529,)
ชีวิตราชการ
เมื่อสําเร็จการศึกษาได้สมัครเข้ารับราชการเป็นเสมียนกองมหาดไทยเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้รับราชการและเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการมาโดยลําดับ ภายหลังจากการรับราชการหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึง ติณสูลานนท์) ก็ต้องโยกย้ายไปปฏิบัติราชการ จึงทํา ให้ห่างเหินจากบ้านเกิดเมืองนอนและญาติพี่น้อง แต่ก็ได้มาร่วมงานศพบิดามารดาและน้อง ๆ ที่วัดปะ ตามประเพณีนิยมของสังคมไทย เป็นครั้งคราว นอกจากนั้นยังได้อนุเคราะห์ช่วยเหลือน้อง ๆ ตามสมควร
หลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) ไดเรับราชการและเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการมาโดยลําดับ โดยมีตําแหน่ง ดังนี้
| - พ.ศ. ๒๕๔๕ เสมียนกองมหาดไทยเมืองนครศรีธรรมราช |
| - พ.ศ. ๒๕๔๗ เสมียนกองอัยการเมืองนครศรีธรรมราช |
| - พ.ศ. ๒๔๔๕ แห่งเมืองนครศรีธรรมราช |
| - พ.ศ. ๒๔๕๕ ยกระบัตรเมือง ประจําอําเภอปากพนัง |
| - พ.ศ. ๒๔๕๗ พะท่ามะรง เมืองสงขลา |
| -พ.ศ. ๒๔๗๐ พะท่ามะรงพิเศษ |
บรรดาศักดิ์
| - ปี ๒๔๕๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์ให้เป็นขุนวินิจทัณฑกรรม ถือศักดินา ๔๐๐ ไร่ |
| - ปี ๒๔๖๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็นหลวงวินิจทัณฑกรรม ถือศักดิ้น ๖๐๐ ไร่ |
.jpg)
หลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) ขณะอายุได้ ๒๙ ปี
(ภาพจาก : เกิดถิ่นใต้, 2529,)
ครอบครัว
รักแรกพบของหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) กับนางสาวออด มัฏฐกุล เริ่มต้นจากงานฉลองซึ่งกํานันตําบลนาได้จัดให้มีขึ้นในครั้งนั้น มีลิเกมาแสดง บรรดาข้าราชการเสมียนกองมหาดไทย เมืองนครศรีธรรมราช คือนายบึง ติณสูลานนท์ และเพื่อน คือนายกลอน มัลลิกะมาศ (ขุนอาเทศคดี) ก็ได้มาดูลิเกในครั้งนั้นด้วยหลังจากนั้นท่านก็เกิดความสนิทสนมคุ้นเคยกับนางออด มัฏฐกุล จนกระทั่งได้แต่งงานกัน โดยนางออด ติณสูลานนท์ เป็นบุตรสาวของนายหมี นางสัง (บางคนเรียกว่านางมุดสัง) ตั้งบ้านเรือนอยู่หมู่ที่ ๒ บ้านหัวคูตะวันตก ตําบลนา อําเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๓ คน ประกอบด้วย
| ๑. นางแหมะ มัฏฐกุล (มีสามีชื่อนายปั้น) |
| ๒. นายพลับ มัฏฐกุล (มีภรรยาชื่อนางปลึก) |
| ๓. นางออด มัฏฐกุล |
ภายหลังจากการแต่งงานแล้วนายบึง ติณสูลานนท์ ก็ได้มาพักอาศัยอยู่กับพ่อตา แม่ยาย คือนายหมี-นางสัง ที่บ้านหัวคูตะวันตก จนกระทั่งมีบุตรคนแรก คือนาย ชุบ ติณสูลานนท์ จึงได้ย้ายไปรับราชการที่อําเภอปากพนัง และมีบุตรธิดาต่อมาคือ นายเลข ติณสูลานนท์ และนางขยัน (ติณสูลานนท์) โมนยะกุล ต่อมาได้ย้ายไปรับราชการที่จังหวัดสงขลา มีบุตรธิดาคือ นายสมนึก ติณสูลานนท์ นายสมบุญ ติณสูลานนท์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เด็กหญิงปรี ติณสูลานนท์ และนายวีระณรงค์ ติณสูลานนท์ ชีวิตครอบครัวของตระกูล “ติณสูลานนท์” ก็เหมือนกับชาวชนบทโดยทั่วไป ที่จะต้องต่อสู้ดิ้นรนเลี้ยงลูก ๘ คน ให้ได้รับความสุขตามควรแก่อัตภาพ ถึงแม้ว่ารายได้หลักของครอบครัวมีเพียงเงินเดือนของหลวงวินิจทัณฑกรรม แต่ด้วยความมานะ อดทน ก็สามารถให้การเลี้ยงดูลูกทุกคนได้อย่างมีความสุข ด้วยเหตุที่หลวงวินิจ ทัณฑกรรมรับราชการ และได้เล็งเห็นความสําคัญของการศึกษา จึงได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เพียงเพื่อให้ลูกได้รับการศึกษา เฉกเช่นครอบครัวอื่นทั้งหลาย เพราะตระหนักดีว่าโตยฐานะครอบครัวของข้าราชการที่กอร์ปด้วยความซื่อสัตย์สุจริต การศึกษาเท่านั้นที่จะช่วยให้ลูกมีอนาคตได้ จึงพยายามเก็บหอมรอมริบ เพื่อเป็นการทุนสําหรับส่งเสียให้ลูกได้มี โอกาสรับการศึกษาอย่างดีที่สุดเท่าที่สามารถจะให้ได้
หลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) กับนางวินิจทันตกรรม (ออก ติณสูลานนท์) ได้ใช้ชีวิตเพื่อหยิบยื่นความสุขในท่ามกลางความเหนื่อยยาก เพื่อยังความเจริญ ให้แก่ลูกทุกคนโดยมีหวังสิ่งใดตอบแทนมากไปกว่าความภาคภูมิใจ
.jpg)
บ้านหลังแรก
(ภาพจาก : เกิดถิ่นใต้, 2529,)
ความผูกพันแน่นแฟ้นในบวรพระพุทธศาสนา
หลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) เป็นบุคคลหนึ่งที่มีจิตใจน้อมนําเข้าถึงพระพุทธศาสนา นับเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีเป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลทั้งหลาย ซึ่งจะ เห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ทั้งในเบื้องต้น ในช่วงกลางและในบั้นปลายชีวิต ได้มีความผูกพันแน่นแฟ้นกับพระภิกษุสงฆ์ตลอดมา กล่าวคือในช่วงวัยหนุ่ม บิดา มารดาได้ส่งตัวท่านจากบ้านตําบลท่าดีมาอยู่วัดพระนคร เมื่ออายุพอสมควรก็ได้อุปสมบทเป็นระยะเวลา ๑ พรรษา หลังจากนั้นก็ได้เข้าเรียนภาษาไทยที่โรงเรียนสุขุมาภิบาลวิทยาในสํานักวัดท่าโพธิ์ เมื่อย้ายไปรับราชการที่จังหวัดสงขลาก็ได้เป็นประธานในการบูรณะปฏิสังขรณ์พระวิหารวัดมัชฌิมาวาส และเมื่อเกษียณอายุแล้วไปอยู่กรุงเทพมหานคร ก็ยังได้ปรารภกับพระครูธรรมสารศีลวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดดอนรัก จังหวัดสงขลาว่า ....
อยู่ทางกรุงเทพฯ ไกลวัด ไม่เหมือนอยู่สงขลา ได้ไปหาพระเจ้าพระสงฆ์ สนทนาธัมโมธัมมะ ทําให้จิตใจสบาย ดังคําไว้อาลัยที่พระครูธรรมสารศีลวัฒน์ ได้เขียนไว้ในหนังสือที่พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพรองอํามาตย์โท หลวงวินิจทัณฑกรรม (บึง ติณสูลานนท์) ณ ฌาปนสถาน กองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร วันเสาร์ที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๖ ความตอนหนึ่งว่า...
อาตมาได้รู้จักสนิทสนมกับคุณหลวง เมื่อปี ๒๔๗๓ ซึ่งขณะนั้นอาตมาบวชได้เป็นพรรษาที่ ๒ คุณ หลวงยังดำรงบรรดาศักดิ์เป็น นวินิจทัณฑกรรม ท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์พระธรรมวิโรจนเถร (พลับ ฐิติกโร) ยังดํารงสมณศักดิ์เป็นพระครูศาสนภารพินิจ เจ้าอาวาสวัดมัชฌิมาวาส พระอารามหลวง และเจ้าคณะจังหวัดสงขลา ได้ปรารภกับพระยาศรีธรรมราช (ทองคำ กาญจนโยธิน) สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยคณะกรรมการ ปรารภเพื่อจะปฏิสังขรณ์พระวิหาร พระยาศรีธรรมราช ได้เลือกเอาขุนวินิจทัณฑกรรมเป็นประธาน ขุนประธานราษฎร์นิกร เป็นที่ปรึกษา ก่อสร้างเปลี่ยนเครื่องไม้หลังคาทั้งหมด เอาฝาประจันห้องหน้าพระประธาน ออกและก่ออิฐช่วงโค้งระหว่างเสาระเบียง ขึ้นตั้งกรอบหน้าต่างติดลูกกรงเหล็กและที่ประตูดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ การบูรณะปฏิสังขรณ์ได้สําเร็จลงโดยรวดเร็ว พระวิหารหลังนี้พระยาวิเชียรคีรี (บุญสังข์ ณ สงขลา) เป็นผู้สร้าง งานเสร็จไปโดยเรียบร้อยในปีนั้นเพราะได้รับความสนับสนุนจากพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดม (เช่ง อุตตโม) วัดราชาธิวาส เจ้าคณะมณฑลภูเก็ต และนครศรีธรรมราช ได้สนับสนุนประมาณ ๖,000 บาท สมทบทุนกับผู้บริจาค จนพระวิหารสําเร็จเรียบร้อยและในปี นั้นท่านเจ้าคุณธรรมวโรดมกับท่านพระครูศาสนภารพินิจ ได้เสนอขอเลื่อนบรรดาศักดิ์ขุนวินิจทัณฑกรรมและขุนประธานราษฎร์นักร ขึ้นเป็นหลวงวินิจทัณฑกรรม และหลวงประธานราษฎร์นักร ในวันเฉลิมพระชนพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ....
นอกจากความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นในบวรพระพุทธศาสนาแล้ว หลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) ยังได้ให้ความเคารพนับถือพระสงฆ์ ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า จนถึงกับได้กราบนมัสการให้พระรัตนธัชมุนีศรีธรรมราช (แบน ฤทธิโชติ) เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งชื่อให้บุตรเพื่อเป็นมงคลนามดังจะเห็นได้จากคําไว้อาลัยของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่เขียนในหนังสือรัตนธัชมุนีอนุสรณ์ที่ได้ จัดพิมพ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพพระรัตนธัชมุนี ณ เมรุวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร วันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ตอนหนึ่งว่า...
“ท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนีศรีธรรมราช เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพระเถระที่เปี่ยมไปด้วยพระพรหมวิหารธรรม สมบูรณ์ ด้วยคุณสมบัติควรแก่การสักการบูชา ระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่ได้เทศนาอบรมธรรม ให้แก่ประชาชนทั้งในเขตปกครองและนอกเขตปกครอง นอกจากนี้ยังเป็นนักพัฒนา โดยเริ่มจัดตั้งโรงเรียนฝึกทอผ้าขึ้นที่วัดพระมหาธาตุ รมหาวิหาร พัฒนาวัดวาอารามต่าง ๆ ให้มีสภาพดีขึ้น ส่งเสริมอบรมศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ให้ได้ ศึกษาเล่าเรียนมีวิชาความรู้จึง อนึ่งท่านเจ้าคุณและบิดาของกระผมเป็นศิษย์ร่วมอุปัชฌาย์อาจารย์เดียวกันและบิดาของกระผมเป็นผู้กราบนมัสการขอให้ท่านเจ้าคุณตั้งชื่อให้กระผม จึงนับได้ว่าท่านเจ้าคุณเป็นผู้มีพระคุณต่อกระผมเป็นส่วนตัวด้วย...”
วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช. ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้. (2529). เกิดถิ่นใต้. นครศรีธรรมราช : ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช.