
พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี หรือหลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๐ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ที่ตำบลบ่อแสน อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา พ่อแม่ส่งมาเป็นศิษย์ของพ่อท่านเฒ่าแห่งวัดฉลองตั้งแต่วัยเด็ก ต่อมาได้บรรพชาเป็นสามเณร ในปี พ.ศ. ๒๓๙๐ มีอายุครบ ๒๐ ปี ได้อุปสมบทที่วัดฉลอง โดยมีพ่อท่านเฒ่าเป็นพระอุปัชฌาย์ โดยอยู่จำพรรษาที่วัดฉลอง จากนั้นก็ไดศึกษาวิชากจากพ่อท่านเฒ่าจนเชี่ยวชาญทางวิปัสสนาธุระ ในปี พ.ศ. ๒๓๙๓ พ่อท่านเฒ่ามรณภาพ ท่านจึงได้เป็นเจ้าอาวาสวัดฉลอง ปี พ.ศ. ๒๔๑๙ กรรมกรเหมืองแร่จำนวนมากในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียงได้ซ่องสุมผู้คนก่อตั้งเป็นคณะขึ้นเรียกว่า “อั้งยี่” แล้วก่อเหตุวุ่นวายหมายจะยึดการปกครองจังหวัดเป็นของพวกตน โดยที่ทางราชการไม่สามารถปราบให้สงบราบคาบได้ พวกอั้งยี่ถืออาวุธไล่ ยิง ฟัน ชาวบ้านล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่รอดชีวิตบ้างก็หนีเข้าป่าบางส่วนหนีเข้าวัดฉลอง โดยปล่อยทิ้งบ้านเรือนให้พวกอั้งยี่เผา (ต่อมาหมู่บ้านนี้จึงได้ชื่อว่าบ้านไฟไหม้) ชาวบ้านที่หลบหนีเข้ามาในวัดฉลองถูกพวกอั้งยี่รุกไล่เข้ามาใกล้วัด ต่างก็เข้าไปแจ้งให้หลวงพ่อแช่มทราบ และนิมนต์ให้ท่านหลบหนีออกจากวัดฉลองไปด้วย แต่หหลวงพ่อท่านไม่ยอมหนี เมื่อชาวบ้านเห็นว่าท่านไม่หนีพวกเขาก็ไม่หนีจะขอสู้กับพวกอั้งยี่ ท่านจึงได้ทำผ้าประเจียดแจกให้ชาวบ้านโพกศีรษะคนละผืน เพื่อเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันตัวออกไปสู้รบกับพวกอั้งยี่ หลังจากข่าวนี้แพร่ออกไปชาวบ้านที่หลบอยู่ในป่าก็กลับมารวมกันอยู่ในวัด ต่างหาอาวุธ ปืน มีด เตรียมต่อสู้กับพวกอั้งยี่ พอพวกอั้งยี่เที่ยวรุกไล่ฆ่าฟันชาวบ้านมาจนถึงวัดฉลอง เหล่าชาวบ้านที่ได้รับผ้าประเจียดจากพ่อท่านแช่มโพกศีรษะไว้ ก็ออกต่อสู้กับพวกอั้งยี่เป็นกำลังโดยไม่มีใครบาดเจ็บหรือล้มตาย จนในที่สุดพวกอั้งยี่ก็แตกพ่ายหนีไป ต่อมาพวกอั้งยี่ได้ให้ฉายานักรบชาวบ้านฉลองว่า “พวกหัวขาว” ซึ่งมาจากผ้าประเจียดของพ่อท่านแช่มที่ชาวบ้านโพกหัวไว้นั่นเอง เมื่อข่าวชนะศึกครั้งแรกของชาวบ้านฉลองรู้ถึงพวกที่หลบหนีอยู่ตามที่ต่าง ๆ ก็พากันมารวมตัวกันที่วัดฉลอง และอาสาว่าถ้าพวกอั้งยี่มารบอีกก็จะร่วมต่อสู้ และขอให้พ่อท่านแช่มจัดเครื่องคุ้มครองตัวให้ หลวงพ่อแช่มก็ได้ทำผ้าประเจียดแจกจ่ายให้คนละผืน พร้อมกับพูดกับชาวบ้านว่า...ข้าเป็นพระสงฆ์จะรบราฆ่าฟันกับใครไม่ได้ พวกสูจะรบก็คิดอ่านกันเอาเอง ข้าจะทำเครื่องคุณพระให้ไว้สำหรับป้องกันตัวเท่านั้น...หลังจากนั้นกลุ่มอั้งยี่ก็ยกพวกมาโจมตีชาวบ้านฉลองหลายครั้ง ชาวบ้านถือเอากำแพงพระอุโบสถเป็นแนวป้องกัน พวกอั้งยี่จึงไม่สามารถตีฝ่าเข้ามาได้ ภายหลังอั้งยี่จัดเป็นกองทัพยกทัพเข้าล้อมกำแพงพระอุโบสถ มีทั้งยิงปืน พุ่งแหลนเข้ามาที่กำแพง แต่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักบรรดาชาวบ้านที่ได้เครื่องคุ้มกันตัวจากหลวงพ่อ ต่างแคล้วคลาดไม่ถูกอาวุธของพวกอั้งยี่เลย รบกันจนเที่ยงพวกอั้งยี่ยกธงขอพักรบ ถอยไปพักกันใต้ร่มไม้หุงหาอาหารต้มข้าวต้มกินกัน ใครมีฝิ่นก็เอาฝิ่นออกมาสูบ อิ่มหนำสำราญแล้วก็นอนพักผ่อน ชาวบ้านแอบดูอยู่ในกำแพงโบสถ์เห็นได้โอกาสในขณะที่พวกอั้งยี่เผลอก็ออกไปโจมตีบ้าง พวกอั้งยี่ไม่ทันรู้ตัวก็ล้มตายและแตกพ่ายไป ต่อมาหัวหน้าอั้งยี่ประกาศให้สินบนใครสามารถจับตัวหลวงพ่อแช่มวัดฉลองไปมอบตัวให้จะให้เงินถึง ๕,๐๐๐ เหรียญ เล่าลือกันทั่วไปในวงการอั้งยี่ว่า คนไทยชาวบ้านฉลองซึ่งได้รับผ้าประเจียดของหลวงพ่อแช่มโพกศีรษะ ล้วนแต่เป็นยักษ์มารคงทนต่ออาวุธ ไม่สามารถทำร้ายได้ ยกทัพมาตีกี่ครั้งๆ ก็ถูกตีโต้กลับไป ในทุกครั้ง จนต้องเจรจาขอหย่าศึกยอมแพ้แก่ชาวบ้านศิษย์หลวงพ่อแช่มโดยไม่มีเงื่อนไข
จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นความทราบถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะกรมการเมืองภูเก็ต นิมนต์หลวงพ่อแช่มให้เดินทางไปยังกรุงเทพฯ ด้วยมีพระราชประสงค์จะทรงปฏิสันถารกับท่านด้วยพระองค์เอง ในคราวนั้นท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ใเป็นที่พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี ตำแหน่งสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของบรรพชิตในสมัยนั้น ในโอกาสเดียวกันทรงพระราชทานนามวัดฉลองเป็นวัดไชยาธารารามจนถึงปัจจุบันนี้
ลำดับปีและเหตุการณ์
- ปี พ.ศ. ๒๓๗๐ เกิดที่ ตำบลบ่อแสน อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา ต่อมาย้ายมาอยู่ที่ ตำบลฉลอง จังหวัดภูเก็ต
- ปี พ.ศ. ๒๓๙๐ อุปสมบทที่วัดฉลอง มีพ่อท่านเฒ่าเป็นพระอุปัชฌาย์
- ปี พ.ศ. ๒๓๙๓ พระ พ่อท่านเฒ่าพระอุปัชฌาย์มรณภาพ รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดฉลอง
- ปี พ.ศ. ๒๔๑๙ เป็นศูนย์รวมจิดใจชาวบ้านในการปราบอั้งยี่ โดยทำผ้าประเจียดแจกชาวบ้าน
- ปี พ.ศ. ๒๔๒๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี ได้รับพระราชทานพัดยศ เป็นสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต
- ปี พ.ศ. ๒๔๔๑ พบกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ในเมืองภูเก็ต มีการบันทึกเรื่องราวของหลวงพ่อแช่ม ในชื่อเรื่องพระครูวัดฉลอง ในหนังสือนิทานโบราณคดี (ตีพิมพ์ครั้งแรก ปี พ.ศ. ๒๔๘๗) ทำให้คนทั่วไปรู้จักท่านอย่างแพร่หลาย
- ปี พ.ศ. ๒๔๔๕ พบกับพลเอกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่วัดฉลอง บันทึกเรื่องกรมพระยานริศราฯ ที่มานมัสการหลวงพ่อเจ้าวัดและหลวงพ่อแช่ม และทำตะกรุดมอบให้
- ปี พ.ศ. ๒๔๔๗ อายุ ๗๗ ปี เริ่มชราภาพ หลวงพ่อไข่ วัดมงคลนิมิตร เข้ามาช่วยปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่เมืองภูเก็ตแทน
- ปี พ.ศ. ๒๔๕๑ อายุ ๘๑ ปี พรรษา ๖๑ ถึงแก่มรณภาพ (วันที่ ๑๘ เม.ย.) ด้วยโรคอุจจาระธาตุพิการ (โรคระบบสำไส้ขับถ่ายผิดปกติ)
บารมีหลวงพ่อแช่ม
จากคำบอกเล่าของคณะผู้ติดตามหลวงพ่อแช่มไปในครั้งนิมนต์หลวงพ่อแช่ม ให้เดินทางไปยังกรุงเทพฯ ด้วยมีพระราชประสงค์จะทรงปฏิสันถารกับท่านนั้น ฝ่ายมหาเล็กแจ้งว่ามีพระสนมองค์หนึ่งในรัชกาลที่ ๕ ป่วยเป็นอัมพาต หลวงพ่อแช่มได้ทำน้ำพระพุทธมนต์ให้รดตัวรักษา ปรากฏว่าอาการป่วยหายลงโดยเร็วสามารถลุกนั่งได้ สำหรับการเดินทางไปและกลับระหว่างจังหวัดภูเก็ตกับกรุงเทพมหานคร ต้องผ่านวัดๆ หนึ่งในจังหวัดชุมพร หลวงพ่อแช่มและคณะได้เข้าพักระหว่างเดินทาง ณ ศาลาหน้าวัด เจ้าอาวาสวัดนั้นได้นิมนต์ให้หลวงพ่อแช่มเข้าไปพักในวัด แต่หลวงพ่อเกรงใจและแจ้งว่าตั้งใจจะพักที่ศาลาหน้าวัด เจ้าอาวาสและชาวบ้านในละแวกนั้นบอกว่า การพักที่ศาลาหน้าวัดอันตรายอาจเกิดพวกโจรจะมาลักเอาสิ่งของของหลวงพ่อแช่มและคณะไปหมด หลวงพ่อแช่มก็ตอบว่าเมื่อมันเอาไปได้มันก็คงเอามาคืนได้ เจ้าอาวาสวัดและชาวบ้านสุดจะอ้อนวอนก็ไม่ทำให้ท่านเปลี่ยนใจ ท่านก็คงยืนยันขอพักที่ศาลาหลังนั้นตามเดิม ต่อมาตกตอนดึกในคืนนั้นมีพวกโจรป่าประมาณ ๖ คน เข้ามาล้อมศาลาไว้ในขณะที่ลูกศิษย์และคนอื่น ๆ หลับหมดแล้ว คงเหลือแต่หลวงพ่อแช่มรูปเดียว พวกโจรก็เอื้อมมือเอาของแต่เอื้อมไม่ถึง หลวงพ่อแช่มก็ช่วยผลักของให้ สิ่งของส่วนมากในสมัยนั้นจะบรรจุปิ๊บใส่สาแหรก พวกโจรพอได้ของก็พากันขนเอาไปหมด พอรุ่งเช้าเจ้าอาวาสและชาวบ้านมาเยี่ยม ทราบเหตุที่เกิดขึ้นก็พากันไปตามกำนันนายบ้านมาเพื่อจะไปตามล่าพวกโจร หลวงพ่อแช่มก็ห้ามไม่ให้ตามไป ต่อมาครู่หนึ่งพวกโจรก็กลับมาแต่การกลับมาคราวนี้หัวหน้าโจรถูกหามกลับมาพร้อมกับสิ่งของซึ่งลักขโมยไปกลับมาด้วย กำนันนายบ้านก็เข้าคุมตัวหัวหน้าโจรปวดท้องจุดเสียดร้องครางโอดโอย ทราบว่าระหว่างที่ขนของซึ่งพวกตนขโมยไปนั้น คล้ายมีเสียงบอกว่าให้ส่งของกลับไปเสีย มิฉะนั้นจะเกิดอาเพศแต่พวกโจรไม่เชื่อขนของต่อไปอีก หัวหน้าโจรจึงเกิดมีอาการจุกเสียดขึ้น จนไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ เลยปรึกษากันตกลงขนสิ่งของกลับมาคืนทั้งหมด หลวงพ่อแช่มก็สั่งสอนว่าต่อไปขอให้เลิกเป็นโจรอาการปวดก็หาย กำนันนายบ้านจะจับพวกโจรส่งกรมการเมืองชุมพร แต่หลวงพ่อแช่มได้ขอร้องมิให้จับกุมขอให้ปล่อยตัวไป
ความเลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อแช่มนั้นไม่เพียงแต่ชนชาวไทยในภูเก็ตเท่านั้น แต่ชาวจังหวัดใกล้เคียงต่าง ๆ หรือแม้แต่ชาวนมาเลเซีย เช่น ที่ปีนัง ต่างก็ให้ความคารพนับถือในองค์หลวงพ่อเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะในปีนังยังยกย่องหลวงพ่อแช่มเป็นเสมือนสังฆปาโมกข์เมืองปีนังด้วย การปราบอั้งยี่ในครั้งนั้นเมื่อพวกอั้งยี่แพ้ศึกแล้วก็หันมาเลื่อมใสให้ความเคารพนับถือต่อหลวงพ่อแช่มเป็นอย่างมาก แม้แต่ผู้ซึ่งนับถือศาสนาอื่นก็มีความเคารพเลื่อมใสต่อหลวงพ่อแช่ม เกิดเหตุอาเพศต่าง ๆ ในครัวเรือนต่างก็บนบานหลวงพ่อแช่มให้ช่วยขจัดปัดเป่าให้ มีชาวเรือกลุ่มหนึ่งลงเรือพายออกไปหาปลาในทะเลถูกคลื่นและพายุกระหน่ำ จนเรือจวนล่มต่างก็บนบานสิ่งศักดิ์ต่าง ๆ ให้คลื่นลมสงบ แต่คลื่นลมกลับรุนแรงขึ้น ชาวบ้านคนหนึ่งนึกถึงหลวงพ่อแช่มได้ก็บนหลวงพ่อแช่ม ว่าขอให้หลวงพ่อแช่มบันดาลให้คลื่นลมสงบเถิด รอดตายกลับถึงบ้านจะติดทองที่ตัวหลวงพ่อแช่มคลื่นลมก็สงบ มาถึงบ้านก็นำทองคำเปลวไปหาหลวงพ่อแช่ม เล่าให้หลวงพ่อแช่มทราบและขอปิดทองที่ตัวท่าน หลวงพ่อแช่มบอกว่าท่านยังมีชีวิตอยู่จะปิดทองยังไงให้ไปปิดทองที่พระพุทธรูป ชาวบ้านกลุ่มนั้นก็บอกว่าถ้าหากหลวงพ่อไม่ให้ปิดหากแรงบนทำให้เกิดอาเพศอีกจะแก้อย่างไร ในที่สุดหลวงพ่อแช่มก็จำต้องยอมให้ชาวบ้านปิดทองที่ตัวท่านโดยให้ปิดที่แขนและเท้า ชาวบ้านอื่น ๆ ก็บนตามอย่างด้วยเป็นอันมาก พอหลวงพ่อแช่มออกจากวัดไปทำธุระในเมือง ชาวบ้านต่างก็นำทองคำเปลวรอคอยปิดที่หน้าแขนของหลวงพ่อแทบทุกบ้านเรือน จนถือเป็นธรรมเนียม เมื่อกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาจังหวัดภูเก็ตนิมนต์ให้หลวงพ่อแช่มไปหา ก็ยังทรงเห็นทองคำเปลวปิดอยู่ที่หน้าแข้งของหลวงพ่อแช่ม นับเป็นพระภิกษุองค์แรกของเมืองไทยที่ได้รับการปิดทองแก้บนทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือแม้แต่ไม้เท้าของหลวงพ่อแช่ม ซึ่งท่านถือประจำกายก็มีความขลังเรื่องความขลังของไม้เท้ามีดังนี้... เด็กหญิงรุ่นสาวคนหนึ่งเป็นคนชอบพูดอะไรแผลง ๆ ครั้งหนึ่งเด็กหญิงคนนั้นเกิดปวดท้องจุดเสียดอย่างแรง กินยาอะไรก็ไม่ทุเลาจึงบนหลวงพ่อแช่มว่า ขอให้อาการปวดท้องหายเถิด ถ้าหายแล้วจะนำทองไปปิดที่ของลับของหลวงพ่อแช่มอาการปวดท้องก็หายไป เด็กหญิงคนนั้นเมื่อหายแล้วก็ไม่สนใจถือว่าพูดเล่นสนุก ๆ ต่อมาอาการปวดท้องเกิดขึ้นมาอีก พ่อแม่สงสัยจะถูกแรงสินบนจึงปลอบถามเด็ก เด็กก็เล่าให้พ่อแม่ฟัง พ่อแม่จึงนำเด็กไปหาหลวงพ่อแช่มหลวงพ่อแช่มกล่าวว่า ลูกมึงบนสัปดนอย่างนี้ใครจะให้ปิดทองอย่างนั้นได้ พ่อแม่เด็กต่างก็อ้อนวอนกลัวลูกจะตายเพราะไม่ได้แก้บน ในที่สุดหลวงพ่อแช่มคิดแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ โดยเอาไม้เท้านั่งทับสอดเข้าให้เด็กหญิงคนนั้นปิดทองที่ปลายไม้เท้า กลับบ้านอาการปวดท้องจุดเสียดก็หายไป ไม้เท้านั่งทับของหลวงพ่อแช่มอันนี้ยังคงมีอยู่ และใช้เป็นไม้สำหรับจี้เด็ก ๆ ที่เป็นไส้เลื่อน เป็นฝีเป็นปาน อาการเหล่านั้นก็หายไปหรือชงักการลุกลามต่อไป
หลวงพ่อแช่มมรณภาพในวันที่ ๑๘ เม.ย. พ.ศ. ๒๔๕๑ ด้วยโรคอุจจาระธาตุพิการ (โรคระบบสำไส้ขับถ่ายผิดปกติ) เมื่อมรณภาพบรรดาศิษย์ได้ตรวจหาทรัพย์สินของหลวงพ่อแช่ม ปรากฏว่าหลวงพ่อแช่มมีเงินเหลือเพียง 50 เหรียญเท่านั้น ความทราบถึงบรรดาชาวบ้านปีนังและจังหวัดอื่นในมาเลเซีย ต่างก็นำเงินเอาเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่าง ๆ เช่น ข้าวสาร เป็นต้น มีคนมาช่วยเหลือหลายเรือสำเภา งานศพของหลวงพ่อแช่มจัดได้ใหญ่โตมโหฬารที่สุดในจังหวัดภูเก็ต หรืออาจจะกล่าวได้ว่ามโหฬารที่สุดในภาคใต้ บารมีของหลวงพ่อแช่มก็มีมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
ประวัติหลวงพ่อเเช่ม วัดฉลองจังหวัดภูเก็ต. (2560). สืบค้น 02 ก.ค.69, จาก https://link.psu.th/Cd187H