พระยาแก้วโกรพพิชัยเขตวิเศษราชกิจพิพิธภักดีอภัยพิริยพาหะ (พระยาพัทลุง (ขุน))
 
Back    15/12/2022, 10:23    12  

หมวดหมู่

บุคคลสำคัญ


ประวัติ


ภาพจาก : https://link.psu.th/ZuEWeY

          พระยาแก้วโกรพพิชัยเขตวิเศษราชกิจพิพิธภักดีอภัยพิริยพาหะ หรือที่รู้จักกันในนามพระยาพัทลุง (ขุน) หรือขุนคางเหล็ก อดีตผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง (ระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๑๕-๒๓๓๒) ต้นตระกูล ณ พัทลุง  พระยาพัทลุง (ขุน) หรือขุนคางเหล็ก เดิมชื่อ "ขุน" เป็นบุตรชายของพระยาราชบังสัน (ตะตา) รับราชการในกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ บุตรชายของพระยาพัทลุง (ฮุเซน) บุตรของสุลต่านสุลัยมาน (ปู่ทวด) แห่งนครซิงโกล่าหรืออำเภอสิงหนครในปัจจุบัน เกิดและเติบโตในกรุงศรีอยุธยา เมื่อมีอายุ ๑๔ ปี ได้เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีได้เข้าถวายตัวกับสมเด็จพระเจ้าตาก ปี พ.ศ. ๒๓๑๒ ตามเสด็จลงไปปราบก๊กเจ้านครศรีธรรมราช และได้เป็นพระยาภักดีนุชิต สิทธิสงคราม ผู้ช่วยราชการนครศรีธรรมราช ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๑๕ โปรดฯ ให้ไปเป็นเจ้าเมืองพัทลุง ในราชทินนามพระยาแก้วโกรพพิชัยเขตวิเศษราชกิจพิพิธภักดีอภัยพิริยพาหะ ท่านสมรสกับคุณหญิงแป้น บุตรีท่านเศรษฐีเต็ม บ้านโตระ เมืองพัทลุง คุณหญิงแป้นเป็นชาวมอญและเป็นน้องสาวท้าวทรงกันดาล (ทองมอญ) มีบุตร-ธิดาร่วมกัน ๕ คน ประกอบด้วย พระยาพัทลุง (ทองขาว) เป็นผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง สมรสกับคุณหญิงปล้อง ธิดาของพระยาราชวังสัน (หวัง) และเป็นพระมาตุจฉาในสมเด็จพระศรีสุลาลัย นางสมรสกับนายด่อน หลานชายเจ้าพระยานครศรีธรรมราช เจ้าจอมมารดากลิ่นเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเป็นพระชนนีในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไกรสรวิชิต ต้นราชสกุลสุทัศน์ พระทิพกำแหงสงคราม (กล่อม) รับราชการปลัดอยู่เมืองพัทลุง และเจ้าจอมฉิมเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระยาแก้วโกรพพิชัยเขตวิเศษราชกิจพิพิธภักดีอภัยพิริยพาหะ เดิมท่านเป็นมุสลิมแต่หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาแตกผ่านแก่พม่า ท่านได้พาครอบครัวไปอาศัยอยู่แถววัดพลับ (วัดราชสิทธาราม) ไม่ห่างไกลกันนักกับบรรดาญาติ ๆ ซึ่งมีเชื้อสุลต่านสุลัยมาน ต่อมาท่านได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธตามพระเจ้าแผ่นดิน 
     สมญานาม “คางเหล็ก”
             
นามคางเหล็กพงศาวดารพัทลุงว่ากล่าวว่า... พระยาพัทลุง (ขุน) ได้สมญานามว่าพัทลุงคางเหล็ก (กล้าพูด กล้าทำ และเสียสละ) น่าจะมาจากสาเหตุ ๒ ประการ คือ
            ประการ
ที่ ๑ กล่าวว่าเมื่อครั้งพระเจ้าตากเสียพระสติ รับสั่งถามข้าราชการว่าใครจะตามเสด็จกูขึ้นสวรรค์ได้บ้าง ข้าราชการต่างคนต่างนิ่ง...พระยาพัทลุง (ขุน) ทูลอย่างฉลาดเฉลียวว่าเป็นเรื่องเหลือวิสัยผู้หาบุญไม่ได้ (คือคนไม่มีบุญ) จะตามเสด็จขึ้นสวรรค์ในเวลาที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่นั้นเป็นไปไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าจะคอยตามเสด็จเมื่อข้าพระพุทธเจ้าหาชีวิตไม่แล้ว... พระเจ้าตากได้ฟังก็โปรดว่าพูดถูกคนอื่นหรือจะมีบุญญาธิการเหมือนพระองค์ เป็นคำที่กล้ากล่าวทูลเพื่อเตือนสติจึงได้นามว่า “คางเหล็ก” 
          ประการที่ ๒ กล่าวกันว่าเมื่อครั้งพระยาพัทลุง (ขุน) คุมทัพเรือตามเสด็จกรมสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) ไปตีเมืองปัตตานี ปรากฎว่าเหล่าทหารในกองทัพอดน้ำจืดกัน พระยาพัทลุง (ขุน) จึงเอาเท้าแช่ลงในทะเลก็บันดาลน้ำเค็มให้จืด พวกพลทหารได้ตวงตักน้ำจืดไว้ดื่มก็รอดพ้นความกันดารไปได้ ภายหลังพระยานครฯ ได้ทูลฟ้องว่าพระยาพัทลุงทำน้ำเค็มให้จืดได้จะเป็นขบถในอนาคต จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระกระทู้ถามพระยาพัทลุง (ขุน) ไป ท่านก็แก้ความว่าพวกพลหทารอดน้ำได้รับความลำบาก จึงเสี่ยงเอาพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวเป็นที่พึ่งน้ำในทะเลจึงบันดาลจืดได้ พวกทหารได้ดื่มเป็นกำลังรับราชการต่อไปหาใช่ด้วยอำนาจวาสนาของท่านเองไม่นับเป็นการแก้ตัวที่ฉลาดจึงกลับได้รับความชอบ 
         
พระยาแก้วโกรพพิชัยเขตวิเศษราชกิจพิพิธภักดีอภัยพิริยพาหะหรือที่รู้จักกันในนามพระยาพัทลุง (ขุน) ในช่วงปลายชีวิตหลังจากสิ้นสมัยกรุงธนบุรีแล้ว พงศาวดารพัทลุงกล่าวว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๒๓ เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) ปราบดาภิเษกแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านคงเป็นพระยาพัทลุงต่อไป พระยาพัทลุง (ขุน) เป็นนักปกครองที่มีความสามารถสูง ดังจะเห็นได้จากการปรับเปลี่ยนท่าทีตามนโยบายของส่วนกลางมาตลอด เช่น ในสมัยกรุงธนบุรีได้เปลี่ยนวิธีอิสลามมานับถือพุทธศาสนา นอกเหนือจากเป็นนักปกครองที่มีความสามารถสูงแล้ว ท่านยังเป็นนักรบที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว เช่น เมื่อคราวสงครามเก้าทัพในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ ได้ร่วมมือกับพระมหาช่วย พระภิกษุผู้มีความรู้ทางไสยศาสตร์แห่งวัดป่าเลไลย์ ปลุกระดมมหาชนชาวพัทลุงต่อสู้พม่า เพื่อปกป้องแผ่นดินไว้ด้วยชีวิต โดยพระมหาช่วย วัดป่าแขวงเมืองพัทลุง ผู้มีความรู้ทางไสยศาสตร์ลงเลขยันต์ตะกรุดผ้าประเจียด ให้พวกพลแต่งทัพออกรับพม่าที่ตำบลคลองท่าเสม็ด พม่าได้มาตั้งค่ายประชิดคนละฟากคลอง แต่ปรากฎว่าพม่าได้ข่าวว่าทัพหลวงพ่ายแพ้กองทัพที่ยกลงมาช่วยทำให้ต้องเลิกทัพกลับไป หลังจากเสร็จศึกท่านกลับไปเฝ้าวังหน้าที่เมืองสงขลา กราบทูลความชอบพระมหาช่วย จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระมหาช่วยลาอุปสมบทแล้วแต่งตั้งให้เป็นพระยาทุกขราษฎร์ ผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุง และครั้งพระยาจะนะ (เณรหรืออินท์) น้องชายของท่านคิดมิชอบลอบมีหนังสือถึงพม่าข้าศึก กรมสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) วังหน้าได้โปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้พี่ทำหน้าที่เป็นตุลาการ ชำระเป็นสัตย์แล้วรับสั่งถามว่าจะควรประการใด ท่านกราบทูลว่าควรประหารชีวิตตามบทพระอัยการ จึงได้ประหารชีวิตพระยาจะนะตามคำตัดสินของพี่ชาย ต่อจากนั้นได้เป็นแม่กองทัพเรือคุมทัพเมืองพัทลุงและเมืองจะนะ ยกไปตีเมืองปัตตานีร่วมกับทัพหลวง จนตีเมืองปัตตานีได้ในที่สุด พระยาแก้วโกรพพิชัยเขตวิเศษราชกิจพิพิธภักดีอภัยพิริยพาหะ พระยาพัทลุง (ขุน) หรือขุนคางเหล็ก มีบุตรและธิดาทั้งหมด ๙ คน ประกอบด้วย นายทองขาว นางสาวนาง เจ้าจอมมารดากลิ่น นายกล่อม เจ้าจอมมารดาฉิม นายด่อน นายชู นางสาวบุญศรี และนางสาวบุญไทย นายทองขาวต่อมาได้เป็นหลวงนายศักดิ์ และต่อมาได้เป็นพระยาแก้วโกรพพิชัย ผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง และเป็นผู้สร้างวัดวัง นายกล่อม ได้เป็นพระทิพกำแหงสงคราม ท่านว่าราชการเมืองพัทลุงอยู่ ๑๗ ปี  และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๒ ด้วยคุณงามความดีที่สร้างให้เมืองพัทลุง ยังคงอยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวพัทลุงตลอดไป


ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อ/สถานที่/เรื่อง
 พระยาแก้วโกรพพิชัยเขตวิเศษราชกิจพิพิธภักดีอภัยพิริยพาหะ (พระยาพัทลุง (ขุน))
ที่อยู่
จังหวัด
พัทลุง


วีดิทัศน์

บรรณานุกรม

เอนก นาวิกมูล. (2566). ไฉนเรียกบิดาเจ้าจอมใน ร.1 ว่า “พระยาพัทลุงคางเหล็ก” คางเหล็ก-คางเหลือง คืออะไร?., ศิลปวัฒนธรรม,
             ฉบับกุมภาพันธ์ 2562, สืบ 16 ก.ค. 69, จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_64058


รูปภาพ
 
      Font Size  
Back to Top
Khunying Long Athakravisunthorn Learning Resources Center
Prince of Songkhla University ©2018-2026