.png)
ภาพจาก : https://link.psu.th/ZuEWeY
พระยาแก้วโกรพพิชัยเขตวิเศษราชกิจพิพิธภักดีอภัยพิริยพาหะ หรือที่รู้จักกันในนามพระยาพัทลุง (ขุน) หรือขุนคางเหล็ก อดีตผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง (ระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๑๕-๒๓๓๒) ต้นตระกูล ณ พัทลุง พระยาพัทลุง (ขุน) หรือขุนคางเหล็ก เดิมชื่อ "ขุน" เป็นบุตรชายของพระยาราชบังสัน (ตะตา) รับราชการในกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ บุตรชายของพระยาพัทลุง (ฮุเซน) บุตรของสุลต่านสุลัยมาน (ปู่ทวด) แห่งนครซิงโกล่าหรืออำเภอสิงหนครในปัจจุบัน เกิดและเติบโตในกรุงศรีอยุธยา เมื่อมีอายุ ๑๔ ปี ได้เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีได้เข้าถวายตัวกับสมเด็จพระเจ้าตาก ปี พ.ศ. ๒๓๑๒ ตามเสด็จลงไปปราบก๊กเจ้านครศรีธรรมราช และได้เป็นพระยาภักดีนุชิต สิทธิสงคราม ผู้ช่วยราชการนครศรีธรรมราช ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๑๕ โปรดฯ ให้ไปเป็นเจ้าเมืองพัทลุง ในราชทินนามพระยาแก้วโกรพพิชัยเขตวิเศษราชกิจพิพิธภักดีอภัยพิริยพาหะ ท่านสมรสกับคุณหญิงแป้น บุตรีท่านเศรษฐีเต็ม บ้านโตระ เมืองพัทลุง คุณหญิงแป้นเป็นชาวมอญและเป็นน้องสาวท้าวทรงกันดาล (ทองมอญ) มีบุตร-ธิดาร่วมกัน ๕ คน ประกอบด้วย พระยาพัทลุง (ทองขาว) เป็นผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง สมรสกับคุณหญิงปล้อง ธิดาของพระยาราชวังสัน (หวัง) และเป็นพระมาตุจฉาในสมเด็จพระศรีสุลาลัย นางสมรสกับนายด่อน หลานชายเจ้าพระยานครศรีธรรมราช เจ้าจอมมารดากลิ่นเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเป็นพระชนนีในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไกรสรวิชิต ต้นราชสกุลสุทัศน์ พระทิพกำแหงสงคราม (กล่อม) รับราชการปลัดอยู่เมืองพัทลุง และเจ้าจอมฉิมเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระยาแก้วโกรพพิชัยเขตวิเศษราชกิจพิพิธภักดีอภัยพิริยพาหะ เดิมท่านเป็นมุสลิมแต่หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาแตกผ่านแก่พม่า ท่านได้พาครอบครัวไปอาศัยอยู่แถววัดพลับ (วัดราชสิทธาราม) ไม่ห่างไกลกันนักกับบรรดาญาติ ๆ ซึ่งมีเชื้อสุลต่านสุลัยมาน ต่อมาท่านได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธตามพระเจ้าแผ่นดิน
สมญานาม “คางเหล็ก”
นามคางเหล็กพงศาวดารพัทลุงว่ากล่าวว่า... พระยาพัทลุง (ขุน) ได้สมญานามว่าพัทลุงคางเหล็ก (กล้าพูด กล้าทำ และเสียสละ) น่าจะมาจากสาเหตุ ๒ ประการ คือ
ประการที่ ๑ กล่าวว่าเมื่อครั้งพระเจ้าตากเสียพระสติ รับสั่งถามข้าราชการว่าใครจะตามเสด็จกูขึ้นสวรรค์ได้บ้าง ข้าราชการต่างคนต่างนิ่ง...พระยาพัทลุง (ขุน) ทูลอย่างฉลาดเฉลียวว่าเป็นเรื่องเหลือวิสัยผู้หาบุญไม่ได้ (คือคนไม่มีบุญ) จะตามเสด็จขึ้นสวรรค์ในเวลาที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่นั้นเป็นไปไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าจะคอยตามเสด็จเมื่อข้าพระพุทธเจ้าหาชีวิตไม่แล้ว... พระเจ้าตากได้ฟังก็โปรดว่าพูดถูกคนอื่นหรือจะมีบุญญาธิการเหมือนพระองค์ เป็นคำที่กล้ากล่าวทูลเพื่อเตือนสติจึงได้นามว่า “คางเหล็ก”
ประการที่ ๒ กล่าวกันว่าเมื่อครั้งพระยาพัทลุง (ขุน) คุมทัพเรือตามเสด็จกรมสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) ไปตีเมืองปัตตานี ปรากฎว่าเหล่าทหารในกองทัพอดน้ำจืดกัน พระยาพัทลุง (ขุน) จึงเอาเท้าแช่ลงในทะเลก็บันดาลน้ำเค็มให้จืด พวกพลทหารได้ตวงตักน้ำจืดไว้ดื่มก็รอดพ้นความกันดารไปได้ ภายหลังพระยานครฯ ได้ทูลฟ้องว่าพระยาพัทลุงทำน้ำเค็มให้จืดได้จะเป็นขบถในอนาคต จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระกระทู้ถามพระยาพัทลุง (ขุน) ไป ท่านก็แก้ความว่าพวกพลหทารอดน้ำได้รับความลำบาก จึงเสี่ยงเอาพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวเป็นที่พึ่งน้ำในทะเลจึงบันดาลจืดได้ พวกทหารได้ดื่มเป็นกำลังรับราชการต่อไปหาใช่ด้วยอำนาจวาสนาของท่านเองไม่นับเป็นการแก้ตัวที่ฉลาดจึงกลับได้รับความชอบ
พระยาแก้วโกรพพิชัยเขตวิเศษราชกิจพิพิธภักดีอภัยพิริยพาหะหรือที่รู้จักกันในนามพระยาพัทลุง (ขุน) ในช่วงปลายชีวิตหลังจากสิ้นสมัยกรุงธนบุรีแล้ว พงศาวดารพัทลุงกล่าวว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๒๓ เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) ปราบดาภิเษกแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านคงเป็นพระยาพัทลุงต่อไป พระยาพัทลุง (ขุน) เป็นนักปกครองที่มีความสามารถสูง ดังจะเห็นได้จากการปรับเปลี่ยนท่าทีตามนโยบายของส่วนกลางมาตลอด เช่น ในสมัยกรุงธนบุรีได้เปลี่ยนวิธีอิสลามมานับถือพุทธศาสนา นอกเหนือจากเป็นนักปกครองที่มีความสามารถสูงแล้ว ท่านยังเป็นนักรบที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว เช่น เมื่อคราวสงครามเก้าทัพในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ ได้ร่วมมือกับพระมหาช่วย พระภิกษุผู้มีความรู้ทางไสยศาสตร์แห่งวัดป่าเลไลย์ ปลุกระดมมหาชนชาวพัทลุงต่อสู้พม่า เพื่อปกป้องแผ่นดินไว้ด้วยชีวิต โดยพระมหาช่วย วัดป่าแขวงเมืองพัทลุง ผู้มีความรู้ทางไสยศาสตร์ลงเลขยันต์ตะกรุดผ้าประเจียด ให้พวกพลแต่งทัพออกรับพม่าที่ตำบลคลองท่าเสม็ด พม่าได้มาตั้งค่ายประชิดคนละฟากคลอง แต่ปรากฎว่าพม่าได้ข่าวว่าทัพหลวงพ่ายแพ้กองทัพที่ยกลงมาช่วยทำให้ต้องเลิกทัพกลับไป หลังจากเสร็จศึกท่านกลับไปเฝ้าวังหน้าที่เมืองสงขลา กราบทูลความชอบพระมหาช่วย จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระมหาช่วยลาอุปสมบทแล้วแต่งตั้งให้เป็นพระยาทุกขราษฎร์ ผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุง และครั้งพระยาจะนะ (เณรหรืออินท์) น้องชายของท่านคิดมิชอบลอบมีหนังสือถึงพม่าข้าศึก กรมสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) วังหน้าได้โปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้พี่ทำหน้าที่เป็นตุลาการ ชำระเป็นสัตย์แล้วรับสั่งถามว่าจะควรประการใด ท่านกราบทูลว่าควรประหารชีวิตตามบทพระอัยการ จึงได้ประหารชีวิตพระยาจะนะตามคำตัดสินของพี่ชาย ต่อจากนั้นได้เป็นแม่กองทัพเรือคุมทัพเมืองพัทลุงและเมืองจะนะ ยกไปตีเมืองปัตตานีร่วมกับทัพหลวง จนตีเมืองปัตตานีได้ในที่สุด พระยาแก้วโกรพพิชัยเขตวิเศษราชกิจพิพิธภักดีอภัยพิริยพาหะ พระยาพัทลุง (ขุน) หรือขุนคางเหล็ก มีบุตรและธิดาทั้งหมด ๙ คน ประกอบด้วย นายทองขาว นางสาวนาง เจ้าจอมมารดากลิ่น นายกล่อม เจ้าจอมมารดาฉิม นายด่อน นายชู นางสาวบุญศรี และนางสาวบุญไทย นายทองขาวต่อมาได้เป็นหลวงนายศักดิ์ และต่อมาได้เป็นพระยาแก้วโกรพพิชัย ผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง และเป็นผู้สร้างวัดวัง นายกล่อม ได้เป็นพระทิพกำแหงสงคราม ท่านว่าราชการเมืองพัทลุงอยู่ ๑๗ ปี และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๒ ด้วยคุณงามความดีที่สร้างให้เมืองพัทลุง ยังคงอยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวพัทลุงตลอดไป
เอนก นาวิกมูล. (2566). ไฉนเรียกบิดาเจ้าจอมใน ร.1 ว่า “พระยาพัทลุงคางเหล็ก” คางเหล็ก-คางเหลือง คืออะไร?., ศิลปวัฒนธรรม,
ฉบับกุมภาพันธ์ 2562, สืบ 16 ก.ค. 69, จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_64058