พระยาเดชานุชิตสยามมิศร์ภักดี (หนา บุนนาค)
 
Back    31/01/2022, 16:10    4  

หมวดหมู่

บุคคลสำคัญ


ประวัติ

       
ภาพจาก : https://link.psu.th/Gmfnrq

         พระยาเดชานุชิตสยามมิศร์ภักดี (หนา บุญนาค) เกิดปี พ.ศ. ๒๔๐๘ มีนามเดิมว่าหนา บุนนาค เป็นบุตรพระยาอรรคราชนารถภักดี (หวาด บุนนาค) กับคุณหญิงบัว ต.จ. (สกุลเดิมสมบัติศิริ) มีน้องร่วมบิดามารดาได้แก่ พระยาวิชยาธิบดี (แบน) พระยาศรีธรรมศกราช (ปิ๋ว) พระยาวิสุทธิราชรังสรรค์ (ใหญ่) ท่านได้เดินทางไปศึกษาต่อในประเทศเยอรมนี ได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูงด้านวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการทำเครื่องอาวุธยุธโธปกรณ์ จากวิทยาลัยเมืองชาร์ลอตเตนเบอร์ก แล้วกลับเข้ามารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่ต้อนรับแขกเมืองและเป็นล่ามแปลภาษา โดยได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นหลวงอุดมสมบัติ เมื่อกองทหารฝรั่งเศสมาตั้งฐานทัพอยู่จังหวัดจันทบุรีในรัตนโกสินทรศก ๑๑๒ ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงอุดมสมบัติทำหน้าที่เป็นข้าหลวงฝ่ายไทย กำกับกองทัพฝรั่งเศสในจันทบุรี ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพระมนตรีพจนกิจ รับราชการที่เชียงใหม่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยพระยาทรงสุรเดช ในการวางระเบียบราชการบริหารมณฑลพายัพ ให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศักดิ์เสนีรับราชการในจังหวัดสงขลา เพื่อช่วยงานเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ตั้งแต่ยังเป็นที่พระยาสุขุมนัยวินิต ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้บัญชาการกรมไปรษณีย์โทรเลขระยะเวลาปีเศษ ต่อมาเป็นสมุหเทศาภิบาล มณฑลปัตตานี ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๕๕ ผลัดแผ่นดินเข้าสู่รัชสมัยพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาเดชานุชิตสยามิศรภักดิ์ พิริยะพาหะ อันเป็นตำแหน่งเก่าแก่ที่นับถือของหัวเมืองแขกทั้ง ๗  หัวเมือง สมรสกับเบอร์ธา ชุลช์ หรือคุณหญิงแหม่ม ชาวเยอรมัน

            ลำดับบรรดาศักดิ์          
           - ปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นหลวงอุดมสมบัติ ต่อมาเมื่อกองทหารฝรั่งเศสมาตั้งอยู่ ณ จังหวัดจันทบุรี ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้หลวงอุดมสมบัติ ทำหน้าที่เป็นข้าหลวงฝ่ายไทยกำกับกองทัพฝรั่งเศส ณ จันทบุรี ช่วยงานท่านบิดา ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี (พระยาอรรคราชนารถภักดี (หวาด) ซึ่งขณะนั้นเป็นพระยาวิชยาธิบดี)
           - ปี พ.ศ. ๒๔๓๙ กลับเข้ามาทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพระมนตรีพจนกิจ ไปรับราชการที่จังหวัดเชียงใหม่ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยพระยาทรงสุรเดช ในการวางระเบียบราชการบริหารมณฑลพายัพ ให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศักดิ์เสนี โปรดเกล้าฯ ให้ไปจังหวัดสงขลา เพื่อช่วยงานเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม ตั้งแต่ยังเป็นที่พระยาสุขุมนัยวินิต) สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรี ธรรมราช ปราบปราม ๗ หัวเมืองที่ก่อเหตุร้ายเนือง ๆ ให้สงบราบคาบ หัวเมืองแขกทั้ง ๗ นี้ ได้แก่ ยะหริ่ง ยะลา ตานี รามันห์ ระแงะ หนองจิก และสายบุรี
           - ปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้บัญชาการกรมไปรษณีย์โทรเลขอยู่ปีเศษ ต่อมาเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลปัตตานีถึง ๒๒ ปี 
           - ปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาเดชานุชิต สยามิศรภักดิ์ พิริยะพาหะ อันเป็นตำแหน่งเก่าแก่ที่นับถือของหัวเมืองแขกทั้ง ๗ นั้น งานที่สำคัญในภาคใต้คือการตัดถนนจำนวนหลายสาย ทำให้การการคมนาคมและค้าขายมีความสะดวกมากขึ้น พระยาเดชานุชิตสยามมิศร์ภักดี (หนา บุญนาค) เป็นแม่กองอำนวยการสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามแม่น้ำตานี พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เสนาบดีกระทรวงคมนาคม ประทานนามให้เกียรติยศแก่ผู้สร้างว่า "สะพานเดชานุชิต" 
          - ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลมหาราษฎร์
          - ปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการ รับพระราชทานบำนาญ

     พระยาเดชานุชิตสยามมิศร์ภักดี (หนา บุนนาค) เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลปัตตานีนานถึง ๑๗ ปี ได้สร้างความเจริญให้แก่ปัตตานีมากมายจนมีอนุสรณ์ให้ระลึกถึงท่านจากชื่อสถานที่หลายแห่ง อาทิ โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล เดิมทีปัตตานีมีโรงเรียนประจำมณฑลปัตตานี เป็นโรงเรียนชายหญิงเรียนรวมกัน (สมัยนั้นนักเรียนหญิงยังเรียนกันไม่มาก) พระยาเดชานุชิตสยามมิศร์ภักดี (หนา บุนนาค เป็นผู้นำในการบูรณะต่อเติมอาคารเรียน และพัฒนาโรงเรียนประจำมณฑลปัตตานีให้พร้อมในทุก ๆ ด้าน โดยมีพ่อค้า คหบดี ข้าราชการ และประชาชนชาวปัตตานีให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งท่านพระยาได้จูงใจว่าเพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยะมหาราช (รัชกาลที่ ๕) ทุกอย่างจึงได้เสร็จสมบูรณ์ ใน พ.ศ. ๒๔๕๗ โดยมีนายโต๊ะ เป็นครูใหญ่คนแรก โดนท่านได้มีหนังสือถึงเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี เสนาบดีกระทรวงธรรมการในขณะนั้น เพื่อขอพระราชทานนามโรงเรียนจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) พระองค์ได้พระราชทานนามโรงเรียนว่า "เบญจมราชูทิศ" และได้ทำพิธีเปิดโรงเรียนเบญจมราชูทิศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ต่อมาคุณหญิงเบอร์ธา ชุลช์ หรือคุณหญิงแหม่มมีความเห็นว่าควรจะแยกนักเรียนหญิงออกมาเรียนต่างหาก จึงได้ยกบ้านพักที่ใช้สำหรับให้ข้าราชการต่างเมืองต่างมณฑลมาพัก ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ จวน (ที่พัก) ของสมุหเทศาภิบาลมณฑลฯ ให้เป็นสถานที่เรียนสำหรับสตรีเรียกว่าโรงเรียนสตรีมณฑลปัตตานี โดยคุณหญิงแหม่มได้ให้คุณใหญ่ (นวม) ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ กรุงเทพฯ มาเป็นครูผู้สอน โรงเรียนสตรีมณฑลปัตตานี ได้เปิดสอนอย่างไม่เป็นทางการอยู่เดือนกว่า ๆ จึงได้เปิดสอนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ ๒๔๕๖ จัดการเรียนการสอนโดยอาศัยที่ของรัฐบาลหลายแห่งเป็นสถานที่เรียนจนกระทั่งถึงปี พ.ศ ๒๔๖๕ พระยาเดชานุชิตสยามมิศร์ภักดี (หนา บุนนาค) และคุณหญิงแหม่ม จึงได้หาเงินมาสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนให้เป็นการถาวร โดยได้รับความร่วมมือจากข้าราชการ พ่อค้า คหบดีของจังหวัดปัตตานีเป็นอย่างดี โรงเรียนสตรีมณฑลปัตตานีจึงได้มีสถานที่เรียนเป็นการถาวรที่ถนนสะบารัง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาท่านพระยาและคุณหญิงแหม่ม ได้ขอให้กระทรวงธรรมการในสมัยนั้นเป็นผู้ตั้งชื่อของโรงเรียนใหม่ ดังมีรายละเอียดปรากฏในหนังสือราชการที่พระยาเดชานุชิตสมุหเทษาภิบาลมณฑลปัตตานี มีไปถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มาตรี เสนาบดีกระทรวงธรรมการ เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ มีใจความตอนหนึ่งว่า... ด้วยโรงเรียนสตรีมลฑลปัตตานี ได้เริ่มเปิดสอนมาครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๖ อาศัยสถานที่เรียนของรัฐบาลหลายแห่งเป็นที่สั่งสอน คุณหญิงเดชานุชิต ผู้อุปการะได้ตั้งใจที่จะขยายสถานที่ให้เป็นที่สง่าผ่าเผย กว้างขวางสืบไป จึงได้เริ่มบอกบุญแก่บรรดาข้าราชการ ราษฏรในมณฑลปัตตานี ได้เงินเป็นก้อนหนึ่ง แต่หาพอกับการปลูกสร้างไม่ จึงได้จ่ายเงินบำรุงการศึกษา ที่มีเหลืออยู่รวมกันเข้าได้เงิน ๑๒๕,๐๐๐ บาท ว่าจ้างช่างรับเหมาปลูกสร้างขึ้นเป็นรูปตึก ๒ ชั้น ขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๔ เมตร แบ่งเป็นห้องเรียน ๘ ห้อง บัดนี้โรงเรียนหลังนี้ได้ปลูกสร้างจวนจะเสร็จอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจะกำหนดเปิดและทำบุญฉลองในราวต้น ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ ข้าพเจ้าและท่านผู้มีอุปการะประสงค์จะให้มีชื่ออันเป็นมงคลแก่ตึกหลังนี้ เพื่อเป็นเกียรติประวัติการสืบไป เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าขอความกรุณาเป็นที่พึ่งขอให้กระทรวงธรรมการตั้งนามตึกอันเป็นโรงเรียนสตรีนี้ต่อไปด้วย…. เสนาบดีกระทรวงธรรมการ คือเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้ให้ชื่อโรงเรียนสตรีแห่งนี้ชื่อว่า “เดชะปัตตนยานุกูล” ทั้งนี้เพื่อนเป็นอนุสรณ์แก่พระยาเดชานุชิตและคุณหญิงแหม่ม ในฐานะที่เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งและเป็นผู้อุปการะโรงเรียนมาโดยตัดเอาคำ ”เดชา” ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา และมีขุนวิลาศจรรยา (นายทองสุข สุขพลินท์) เป็นผู้บริหารโรงเรียนคนแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๖ กรมสามัญศึกษาได้ตั้งงบประมาณให้จัดสร้างโรงเรียนแห่งนี้ใหม่ โดยนายชาติ บุญยรัตพันธ์ ผู้ว่าราชการจัดหวัดปัตตานีในสมัยนั้นได้เอาที่ดินราชพัสดุเนื้อที่ ๑๙ ไร่ ๒ งาน ๖ ตารางวา เป็นที่ตั้งโรงเรียน ส่วนงบประมาณที่ได้จากกรมสามัญศึกษาก็ได้นำไปซื้อที่ดินเพิ่มเติมจากเอกชนที่ติดกับโรงเรียนเพิ่มเติม
         พระยาเดชานุชิตสยามมิศร์ภักดี (หนา บุนนาค) ได้ปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณ ให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยอย่างเรียบร้อยเสมอมา จนถึงปีพุทธศักราช ๒๔๖๘ ได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการรับพระราชทานบำนาญ พระยาเดชานุชิตได้รับพระราชทานยศเป็นมหาอำมาตย์ตรีแล้วเป็นมหาเสวกตรี มหาเสวกโทตามลำดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดที่ได้รับพระราชทาน ได้แก่ ประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎสยาม และทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ พระยาเดชานุชิตถึงแก่อนิจกรรม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙  สิริอายุ ๘๑ ปี 


ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อ/สถานที่/เรื่อง
พระยาเดชานุชิตสยามมิศร์ภักดี (หนา บุนนาค)
ที่อยู่
จังหวัด
ปัตตานี


บรรณานุกรม

เพจ Thai สโมสร. (2562). พระยาเดชานุชิตสยามมิศร์ภักดี สมุหเทศาภิบาลคนแรกของมณฑลปัตตานี. สืบค้น 15 มิ.ย. 69,  
              จาก https://link.psu.th/Gmfnrq


รูปภาพ
 
      Font Size  
Back to Top
Khunying Long Athakravisunthorn Learning Resources Center
Prince of Songkhla University ©2018-2026