เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย)
 
Back    29/07/2021, 15:40    33  

หมวดหมู่

บุคคลสำคัญ


ประวัติ

         เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) หรือเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช ชาติเดโชชัย มไหสุริยาธิบดี มีนามเดิมว่าน้อย ณ นคร หรือพระองค์เจ้าน้อย ปกครองเมืองนครศรีธรรมราช ระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๑๙-๒๓๘๒) เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านเกิดที่เมืองนครศรีธรรมราช เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเจ้าหญิงปราง และเป็นบุตรบุญธรรมของพระอุปราช (พัฒน์)  (เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์)) เมื่อวัยเยาว์บิดาบุญธรรมได้นำไปเข้าเฝ้าถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้พระราชทานตำแหน่งเป็นนายสรรพวิไชย มหาดเล็กหุ้มแพร ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นพระบริรักษ์ภูเบศร์ ตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราช และโปรดเกล้าฯ ให้กลับไปรับราชการที่เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อพม่ายกทัพมาตีเมืองถลางและภูเก็ตในปี พ.ศ. ๒๓๕๒ พระบริรักษ์ภูเบศร์ (น้อย) ได้ติดตามบิดาบุญธรรมไปตั้งทัพเรือขึ้นที่เมืองตรัง เพื่อยกทัพเข้าต่อสู้กับพม่าที่ภูเก็ต ฝ่ายพม่าซึ่งเข้ายึดเมืองภูเก็ตไว้ได้ยินเสียงคลื่นลมเข้าใจว่าทัพเรือไทยยกมาจึงถอยออกจากภูเก็ต เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์ และพระบริรักษ์ภูเบศร์จึงนำทัพเรือของเมืองนครฯ เข้ายึดเมืองภูเก็ตได้สำเร็จ 
        ในปี พ.ศ. ๒๓๕๔ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) กราบทูลต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่า ตนเองมีความชราภาพขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยฯ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์ (น้อย) ขึ้นเป็นพระยานครศรีธรรมราช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ตอนนั้นท่านมีอายุได้ ๓๕ ปี นับเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ขณะนั้นสุลต่านอาหมัดทัจอุดดินฮาลิมชาฮ์ (Ahmad Tajuddin Alim Shah) แห่งไทรบุรี หรือตวนกูปะแงหรัน (Tunku Pangeran) เกิดความขัดแย้งกับตนกูบิศนู (Tunku Bisnu) ผู้เป็นน้องชาย จนฝ่ายสยามต้องไกล่เกลี่ยด้วยการให้ตนกูิศนุมาเป็นเจ้าเมืองสตูล ตนกูบิศนูเข้านอบน้อมต่อเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๕๘ สุลต่านมูฮัมหมัด (Muhammad) แห่งรัฐกลันตัน ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของรัฐตรังกานู  มีความขัดแย้งกับสุลต่านแห่งตรังกานู จึงร้องขอเข้ามายังพระยาวิเศษภักดี (เถี้ยนจ๋ง) เจ้าเมืองสงขลาให้ไกล่เกลี่ย แต่พระยาวิเศษภักดีนิ่งเฉยเสีย สุลต่านมูฮัมหมัด (Muhammad) แห่งรัฐกลันตัน จึงร้องขอต่อเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) และขอเป็นประเทศราชต่อกรุงเทพฯ โดยตรงไม่ผ่านตรังกานูอีกต่อไป ต่อมาจึงมีพระราชโองการให้เมืองกลันตันเป็นประเทศราชแยกต่างหาก ให้ส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองแก่กรุงเทพฯ โดยตรงและขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช

        ครอบครัวและบุตรธิดา
               เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) สมรสกับท่านผู้หญิงอิน ซึ่งเป็นธิดาของพระยาพินาศอัคคี มีบุตรธิดากับภรรยาต่าง ๆ รวมกันทั้งสิ้น ๓๔  คน เช่น
               
คุณหญิงน้อยใหญ่ เป็นเจ้าจอมมารดาน้อยใหญ่ ในรัชกาลที่ ๒ ประสูติพระโอรสคือพระองค์เจ้าเฉลิมวงศ์
               คุณหญิงน้อยเล็ก เป็นเจ้าจอมน้อยเล็กในรัชกาลที่ ๓
               คุณชายน้อยใหญ่ เป็นพระเสน่หามนตรี ต่อมาเป็นพระยาพัทลุง ต่อมาเป็นเจ้าพระยามหาศิริธรรม (น้อยใหญ่) ต้นสกุลโกมารกุล ณ นคร
               คุณชายน้อยกลาง เป็นพระเสน่หามนตรี ต่อมาเป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนที่ ๔
               คุณชายน้อยเอียด เป็นพระเสน่หามนตรี ต้นสกุลจาตุรงคกุล
               คุณชายแสง เป็นพระภักดีบริรักษ์ ต่อมาเป็นพระยาอภัยธิเบศร์เจ้าเมืองไทรบุรี ต่อมาเป็นพระยาบริรักษ์ภูธรเจ้าเมืองพังงา

          กบฏไทรบุรีครั้งแรก
          ในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ พระเจ้าจักกายแมงแห่งพม่า มีพระราชโองการให้เตรียมเกณฑ์ทัพจากเมืองมะริดและตะนาวศรีเข้ารุกรานไทย ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ทรงทราบข่าวทัพพม่า จึงมีพระราชโองการให้จัดเตรียมทัพไปตั้งรับ ในขณะนั้นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ท่านล้มป่วยลงจึงมีพระราชโองการให้พระวิชิตณรงค์ ไปรักษาการณ์เมืองนครศรีธรรมราช และให้พระพงษ์นรินทร์ซึ่งเป็นหมอหลวงเดินทางมารักษาอาการป่วยของท่าน และมีตราสารลงมาว่าหากทัพพม่าบุกเข้ามา ให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชเป็นแม่ทัพ พระวิชิตณรงค์เป็นปลัดทัพ และพระพงษ์นรินทร์เป็นยกกระบัตรทัพ แต่สุดท้ายแล้วทัพพม่าก็ไม่ได้ยกมารุกรานแต่อย่างใด ฝ่ายสุลต่านตวนกูปะแงหรันแห่งไทรบุรี เมื่อทราบข่าวว่าพม่าจะยกทัพมายังภาคใต้ จึงติดต่อสัมพันธไมตรีกับฝ่ายพม่า ตนกูมอม (Tunku Mom) น้องชายของสุลต่านตวนกูปะแงหรัน มาแจ้งความแก่เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ว่าตวนกูปะแงหรันลักลอบติดต่อกับพม่า นอกจากนี้พ่อค้าชาวจีนในทะเลอันดามัน ชื่อว่าลิมหอยพบสาส์นของพม่าถึงสุลต่านตวนกูปะแงหรัน ความทราบถึงฝ่ายกรุงเทพฯ จึงมีตราสารเรียกตัวสุลต่านตวนกูปะแงหรัน แต่สุลต่านตวนกูปะแงหรันไม่ไป พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงมีพระราชโองการ ให้พระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ยกทัพไปตีเมืองไทรบุรี ท่านได้ยกทัพเรือจากเมืองพัทลุงและสงขลา โดยแสร้งว่าจะโจมตีมะริดและตะนาวศรี โดยพระยานครฯ (น้อย) ได้แจ้งแก่ทางไทรบุรีว่าขอเสบียงสนับสนุน ซึ่งทราบอยู่แล้วว่าฝ่ายไทรบุรีคงไม่ส่งเสบียงมาสนับสนุนตามที่ขอไปแน่ ท่านพระยานครฯ (น้อย) จึงได้ยกทัพเรือไปยังเมืองอาโลร์เซอตาร์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของไทรบุรี ฝ่ายเมืองไทรบุรียังไม่ทราบเจตนารมณ์ของท่าน จึงให้การต้อนรับ เมื่อพระยานครฯ (น้อย) เข้าไปอยู่ในเมืองอาโลร์เซอตาร์แล้ว จึงเข้าโจมตีและยึดเมืองไทรบุรีได้สำเร็จ ในเดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ. ๒๓๖๔ แต่สุลต่านตวนกูปะแงหรันสามารถหลบหนีได้ทัน โดยหนีไปยังเกาะปีนังหรือเกาะหมาก ซึ่งไทรบุรีได้ยกให้แก่อังกฤษให้เช่าตั้งแต่ปี พ.ศ.  ๒๓๒๙ เมื่อยึดไทรบุรีได้แล้วพระยานครฯ (น้อย) จึงตั้งให้บุตรชายคือพระภักดีบริรักษ์ (แสง) เป็นเจ้าเมืองไทรบุรีแทน และให้บุตรชายอีกคนคือนายนุชมหาดเล็กเป็นปลัดเมืองไทรบุรี ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระภักดีบริรักษ์ (แสง) เป็นพระยาอภัยธิเบศร์เจ้าเมืองไทรบุรี และแต่งตั้งนายนุชมหาดเล็กเป็นพระเสนานุชิตปลัดเมืองไทรบุรี

         เจรจากับอังกฤษ
           เมื่อเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ยึดไทรบุรีแล้ว สยามจึงเข้าปกครองเมืองไทรบุรีโดยให้ขึ้นตรงกับนครศรีธรรมราช มีข้าราชการกรมการเมืองสยามเข้าปกครอง และไม่มีการแต่งตั้งสุลต่านเหมือนในอดีตอีกต่อไป ส่วนอดีตสุลต่านตวนกูปะแงหรันที่พำนักอยู่ที่เกาะปีนังภายใต้ความคุ้มครองของอังกฤษ ฝ่ายอังกฤษที่เกาะปีนัง เห็นว่าสยามเข้าปกครองไทรบุรีโดยตรงเกรงว่าสยามจะส่งทัพมาโจมตีเกาะปีนัง มาร์เควสแห่งเฮสติงส์ (Marquess of Hastings) ผู้ปกครองบริติชอินเดีย ส่งนายจอห์น ครอว์เฟิร์ด (John Crawfurd) เป็นทูตมายังสยามเพื่อดูท่าที นายครอว์เฟิร์ตเดินทางถึงเกาะปีนังในเดือนธันวาคม เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) จึงส่งสาส์นถึงนายครอว์เฟิร์ตที่เกาะปีนังว่า ฝ่ายสยามไม่มีเจตนาที่จะยกทัพบุกเกาะปีนัง เมื่อนายครอว์เฟิร์ตเดินทางถึงกรุงเทพฯ ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๓๖๕ ได้ยื่นหนังสือของตวนกูปะแงหรันให้แก่พระยาสุริยวงศ์โกษา (ดิศ) กล่าวโทษเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) การเจรจาระหว่างสยามและอังกฤษครั้งนั้นยังไม่ประสบผล หลังจากการปราบกบฏไทรบุรี และการเจรจากับอังกฤษ พระยานครฯ (น้อย) จึงได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๖๘ ท่านได้จัดเตรียมทัพเรือเพื่อเข้าโจมตีรัฐเปรักและเซอลาโงร์ เนื่องจากรัฐเซอลาโงร์ได้ขัดขวางไม่ให้รัฐเปรักถวายบรรณาการให้แก่กรุงเทพฯ นายโรเบิร์ต ฟุลเลอร์ตัน (Robert Fullerton) เจ้าเมืองปีนัง แจ้งแก่เจ้าพระยานครฯ (น้อย) ว่าถ้าฝ่ายสยามนำทัพเข้ารุกรานเปรักและเซอลาโงร์ จะเป็นการละเมิดต่อสนธิสัญญาอังกฤษ-ฮอลันดา (Anglo-Dutch Treaty of ๑๘๒๔) โดยส่งเรือรบของอังกฤษมาปิดกั้นปากแม่น้ำตรังไว้ ทำให้กองทัพเรือของเจ้าพระยานครฯ (น้อย) ต้องยุติการโจมตีรัฐเประก์และเซอลาโงร์
          ต่อมาในเดือนตุลาคมปี พ.ศ. ๒๓๖๘ ฝ่ายอังกฤษส่งนายเฮนรี เบอร์นี (Henry Burney) หรือหันตรีบารนี เป็นตัวแทนของอังกฤษเข้ามาขอทำสนธิสัญญาทางการค้ากับสยาม นายเบอร์นีเดินทางถึงเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมามีพระราชโองการให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) นำนายเบอร์นีเข้าไปยังกรุงเทพฯ นำไปสู่การตกลงสนธิสัญญาเบอร์นี (Burney Treaty) ในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. ๒๓๖๙ โดยมีผู้แทนฝ่ายสยามได้แก่กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) และเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ฝ่ายอังกฤษยอมรับอำนาจของสยามเหนือไทรบุรี โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าสยามงดการรุกรานรัฐเซอลาโงร์และอนุญาตให้มีการค้าขายระหว่างสยามและเกาะปีนัง ใ
นปีเดียวกันนี้เกิดขบฏเจ้าอนุวงศ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มีตราให้เจ้าพระยานครฯ (น้อย) เกณฑ์พลหัวเมืองปักษ์ใต้ขึ้นไปรบกับลาว แต่เจ้าพระยานครฯ (น้อย) ถวายรายงานว่าอังกฤษนำเรือมาไว้ที่เกาะปีนัง จึงให้พระเสน่หามนตรี (น้อยกลาง) บุตรชายยกทัพไปส่วนหนึ่งตามท้องตราไปแทน
 
        
กบฏไทรบุรีครั้งที่ ๒, ๓
            ในปี พ.ศ. ๒๓๗๕ ตนกูกูเด่น (Tunku Kudin) ผู้เป็นหลานของอดีตสุลต่านตวนกูปะแปหรัน ปลุกระดมชาวเมืองไทรบุรีให้ลุกฮือขึ้นและเข้ายึดเมืองไทรบุรีได้ พระยาอภัยธิเบศร์ (แสง) เจ้าเมืองไทรบุรี และพระเสนานุชิต (นุช) บุตรทั้งสองของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ได้หลบหนีไปยังเมืองพัทลุง ซึ่งขณะนั้นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) อยู่ที่กรุงเทพฯ ได้มีคำสั่งให้พระสุรินทร์ซึ่งเป็นข้าหลวงในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ลงไปช่วยพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) โดยการเกณฑ์หัวเมืองปัตตานีมารบกับไทรบุรี แต่ฝ่ายบรรดาเจ้าเมืองปัตตานี ๕ เมือง จาก ๗ เมือง นำโดยพระยาตานี (ต่วนสุหลง) ทราบว่าต้องนำพลไปรบกับไทรบุรี จึงได้ก่อการกบฏขึ้นประกาศตนไม่ขึ้นกับเมืองสงขลา ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้ายเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้มีพระราชโองการให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) ยกทัพลงมาช่วยเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) ยกทัพมาถึงเมืองสงขลาในเดือนมีนาคม ซึงขณะนั้นเจ้าเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ไดเเข้ายึดเมืองไทรบุรีได้แล้ว ต่อจากนั้นทั้งเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เจ้าพระยานครฯ (น้อย) และพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) ก็ยกทัพเข้าตีเมืองปัตตานี พระยาตานี (ต่วนสุหลง) สู้ไม่ได้จึงหลบหนีไปยังกลันตัน ฝ่ายทัพสยามยกตามไปต่อที่กลันตัน สุลต่านมูฮัมหมัดแห่งกลันตันผู้เป็นญาติของพระยาตานี ไม่สู้รบขอเจรจาแต่โดยดีและมอบตัวพระยาตานีให้แก่ฝ่ายสยาม หลังจากปราบกบฎไทรบุรีลงได้แล้ว เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) จึงมีคำสั่งให้พระยาอภัยธิเบศร์ และพระเสนานุชิตบุตรทั้งสองครองเมืองไทรบุรีตามเดิม ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๘๐ กรมสมเด็จพระศรีสุลาลัยสิ้นพระชนม์ ท่านและข้าราชการกรมการของหัวเมืองปักษ์ใต้ได้เดินทางไปยังกรุงเทพฯ เพื่อร่วมพระราชพิธี ทำให้หลาน ๒ คน ของตวนกูปะแงหรัน คือตนกูมูฮาหมัดซาอัด (Tunku Muhammad Sa'ad) และตนกูมูฮาหมัดอากิบ (Tunku Muhammad Akib) ร่วมมือกับหวันหมาดหลีซึ่งเป็นโจรสลัดในทะเลอันดามัน นำทัพเรือเข้าบุกยึดเมืองไทรบุรีในเดือนกุมพาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๘๑ พระยาอภัยธิเบศร์และพระเสนานุชิตหลบหนีไปตั้งมั่นที่เมืองพัทลุง ในขณะนั้นท่านได้ล้มป่วยอยู่ที่กรุงเทพฯ จำต้องรีบรุดเดินทางลงมายังเมืองนคร เพื่อปราบกบฏไทรบุรีอีกครั้งพร้อมกับพระวิชิตไกรสร แต่อาการป่วยของท่านไม่ลุเลา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (ทัต) ยกทัพมาช่วยเจ้าพระยานครฯ พระยาอภัยธิเบศร์ พระเสนานุชิต และพระวิชิตไกรสรสามารถยึดเมืองไทรบุรีคืนได้อีกในเดือนเดียวกันนั้นเอง

          ถึงแก่อสัญกรรม
           เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ถึงแก่อสัญกรรมที่เมืองนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๘๑ สิริอายุ ๖๑ ปี ๒๖๐ วัน หลังจากที่ท่านถึงแก่อสัญกรรมแล้ว พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (ทัต) จัดการปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ใหม่ โดยยกตนกูอาหนุ่มซึ่งเป็นญาติของตวนกูปะแงหรัน ขึ้นเป็นสุลต่านแห่งไทรบุรี และให้ชาวมลายูเข้าปกครองเมืองไทรบุรีอีกครั้ง การปกครองไทรบุรีโดยตรงของเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งดำเนินมาเป็นเวลาสิบแปดปีจึงสิ้นสุดลง ส่วนพระยาอภัยธิเบศร์ และพระเสนานุชิตนั้น พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (ทัต) ตั้งให้พระยาอภัยธิเบศร์ (แสง) เป็นเจ้าเมืองพังงา และให้พระเสนานุชิต (นุช) เป็นปลัดเมืองพังงา นอกจากนี้ยังตั้งให้บุตรชายคนที่สองของเจ้าพระยานครฯ (น้อย) คือพระเสน่หามนตรี (น้อยกลาง) ขึ้นเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนที่ ๔ ได้รับโปรดเกล้าฯอแต่งตั้งให้เป็นพระยานครศรีธรรมราช ส่วนบุตรชายคนโตของเจ้าพระยานครฯ (น้อย) คือพระยาพัทลุง (น้อยใหญ่) โปรดเกล้าฯ เข้าไปช่วยราชการที่กรุงเทพฯ คุณชายนุช เป็นพระเสนานุชิตปลัดเมืองไทรบุรี ต่อมาเป็นปลัดเมืองพังงา ต่อมาเป็นพระยาเสนานุชิตเจ้าเมืองตะกั่วป่า


ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อ/สถานที่/เรื่อง
เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย ณ นคร)
ที่อยู่
จังหวัด
สงขลา


วีดิทัศน์

บรรณานุกรม

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี. (2566).  เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย ณ นคร).  สืบค้น 22 ธ.ค. 66, จาก https://kyl.psu.th/1CmqK


 
      Font Size  
Back to Top
Khunying Long Athakravisunthorn Learning Resources Center
Prince of Songkhla University ©2018-2026