สุรินทร์ พิศสุวรรณ
 
Back    23/04/2018, 15:08    4  

หมวดหมู่

บุคคลสำคัญ


ประวัติ

     
ภาพจาก : https://link.psu.th/93arNn

            ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเลขาธิการอาเซียน มีชื่อเดิมว่าอับดุลฮาลีม บินอิสมาแอล ซึ่งแปลว่าผู้มีจิตใจสุขุมเยือกเย็น โกรธยาก อภัยเร็ว เป็นชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ตอนแรกเกิด  ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ที่บ้านตาล ตำบลกำแพงเซา อำเภอเมือง จังหงัดนครศรีธรรมราช บิด่าชื่อฮัจยี อิสมาแอล มารดาชื่อซอฟียะห์  เป็นลูกชายคนโตจากทั้งหมด ๑๑ คน คุณตาชื่อฮัจจียะโกบ พิศสุวรรณ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนปอเนอะบ้านตาลหรือโรงเรียนประทีปศาสน์ โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามของเอกชน ส่วนคุณตาทวดของท่านชื่ออิหม่ามตูวันฆูอัลมัรฮูม ฮัจยีซิดฎิก พิศสุวรรณ ผู้บุกเบิกชุมชนมุสลิมในแถบจังหวัดนครศรีธรรมราช
        การศึกษา   
               ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนวัดบ้านตาล มัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ม้ธยมศึกษาตอบปลายที่โรงเรียนเบญจบราชูทิศ นครศรีรรมราช ระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแคลร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา ต่อมาได้ทุนศึกษาต่อในปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์ และปริญญาเอก สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  สหรัฐอเมริกา 
        
หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ
 
           หลังจากจบการศึกษาปริญญาเอกจาก Harvard University ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ สุรินทร์ พิศสุวรรณ กลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตามเงื่อนไขของทุนการศึกษาที่ได้รับไปศึกษาในระดับปริญญาโทและเอก ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ชีวิตการเป็นนักการเมืองของท่านจึงได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อนายสัมพันธ์ ทองสมัคร นายมาโนชย์ วิชัยกุล และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาหาท่านที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ชักชวนให้ท่านลงสมัคร ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช ในนามของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในตอนแรกนั้นท่านไม่ได้ตอบรับในทันที แต่ในเวลาต่อมาก็ตอบรับคำที่จะลงสมัคร ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช ในนามของพรรคประชาธิปัตย์ และก็ได้รับเลือกตั้งในที่สุด เมื่อได้เป็น ส.ส. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในขณะนั้นได้ชักชวนให้ท่านมารับหน้าที่เป็นเลขานุการประธานสภาฯ ต่อมาเมื่อมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ สุรินทร์ พิศสุวรรณ ก็ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. อีกครั้ง และได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขานุการให้กับไตรรงค์ สุวรรณคีรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วยเหตุที่ท่านศึกษามาทางด้านรัฐศาสตร์อยู่แล้ว ทางผู้ใหญ่ในพรรคจึงเห็นว่าน่าจะเหมาะสมที่จะไปช่วยงานในกระทรวงมหาดไทย หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อนายชวน หลีกภัย ได้รับการเลือกตั้งจากสภาฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลชวน หลีกภัย ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๕-๒๕๓๘) ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยประสบวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งหรือวิกฤตการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้ลาออกจากตำแหน่ง เปิดทางให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ และในครั้งนั้น นายชวน หลีกภัย ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ ๒ (รัฐบาลชวน หลีกภัย ๒ พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๔) ครั้งนี้ได้ท่านได้โปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เพื่อนำพาประเทศกลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงมีการผลักดันบทบาทของอาเซียนในการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างสมาชิกภายในอาเซียนอีกด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ประเทศไทยได้รับสิทธิในการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ จึงได้ทำการสรรหาบุคคลที่ประเทศไทยจะส่งไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว และในที่สุดจึงได้เสนอชื่อ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑-๒๕๕๕ ในระหว่างการเป็นเลขาธิการอาเซียนนั้นท่านได้ดำเนินการเพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียนให้สามารถประกาศใช้ได้ และยังรณรงค์และประชาสัมพันธ์ เพื่อประชาชนในประเทศสมาชิกตระหนักถึงความสำคัญของอาเซียน หลังจากหมดวาระก็ยังทำงานในการเผยแพร่และให้ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนต่อไป ต่อมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มอบตำแหน่งธรรมศาสตราภิชาน ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านจาก การสัมภาษณ์ผู้ที่ใกล้ชิดท่านกล่าวว่าการตัดสินใจลงรับสมัครเป็นผู้แทนในครั้งนั้น ดูเหมือนครอบครัวจะไม่เห็นด้วย เพราะมองว่างานอาจารย์เป็นอาชีพที่มั่นคงและการสอนหนังสือเป็นสิ่งที่พ่อซึ่งทำงานด้านสอนศาสนาเห็นดีด้วย แต่ท้ายที่สุดเมื่อท่านเดินเข้าสู่ถนนการเมือง ครอบครัวคือผู้เบื้องหลังที่ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และบุคคลอีก ๒ ท่าน คือนายสัมพันธ์ ทองสมัคร และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่เป็นผู้ชักชวนให้เข้ามาทำงานเพื่อประชาชน และในก็ที่สุดประสบความสำเร็จ ได้เป็น ส.ส. นครศรีธรรมราช บ้านเกิด สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และนั่งเก้าอี้นี้ติดต่อกันถึง ๗ สมัย 
       
ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ มีผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติมากมาย อาทิ การส่งเสริมผลักดันการรวมตัวของประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งเร็วขึ้นกว่ากําหนดเดิม  ๕ ปี รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิทธิมนุษยชนแก่ประเทศในอาเซียน โดยยึดหลักสันติและไม่แทรกแซงการเมืองภายในประเทศ อีกท้ังยังให้ความรู้เก่ียวกับการเป็นประชาคมอาเซียนแก่ทุกหน่วยงานท้ังภาครัฐและภาคเอกชนในลักษณะของการปาฐกถา การสัมมนา การอภิปราย เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของไทย และเผยแพร่เกี่ยวกับความร่วมมือในการเป็นประชาคมอาเซียนแก่ประเทศต่าง ๆ บทบาททางอย่างสำคัญในเรื่องการต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผลงานที่โดดเด่นอยู่ ๒ เรื่องคือ
            ๑. ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นผู้รณรงค์หาเสียง และสนับสนุน ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ขณะนั้น ให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization; WTO) ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้นต้องแข่งกับ ไมค์ มัวร์ (Mike Moore) อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ในการแข่งขันการเป็นผู้อำนวยการใหญ่ WTO นี้มีการแข่งขันอย่างดุเดือดมากถึงขั้นมีการเดินขบวนนำพวงหรีดไปวางไว้ที่หน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย จนอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ จนในท้ายที่สุดท่านได้มีโอกาสคุยโทรศัพท์กับแมเดลีน อัลไบรท์ (Madeleine Albright) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ในเรื่องดังกล่าวจนนำไปสู่ข้อเสนอของท่านที่ให้ผลัดกันเป็นผู้อำนวยการใหญ่ WTO คนละ ๓ ปี โดยให้ไมค์ มัวร์ ได้เป็นก่อนแล้วตามด้วย ดร.ศุภชัย ในวาระต่อไปอีก ๓ ปี
         ๒. ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นคนสำคัญที่ไปเจรจาของบประมาณช่วยเหลือจากญี่ปุ่น เพื่อใช้ในการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ ไทย-ฟิลิปปินส์ เพื่อไปรักษาสันติภาพในติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) หรือติมอร์ตะวันออก (East Timor) ซึ่งเพิ่งแยกตัวออกและจากอินโดนีเซีย และในขณะนั้นเกิดความขัดแย้งและความวุ่นวายจนบานปลายกลายเป็นปัญหาระหว่างอินโดนีเซีย-ติมอร์-เลสเต จนนำไปสู่การฆ่าพลเมืองติมอร์-เลสเต จำนวนมาก ประชาคมโลกต้องการให้เหตุการณ์ดังกล่าวยุติลง แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีประเทศมหาอำนาจใดเข้ามาควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าบริเวณดังกล่าวจะอยู่ภายใต้เขตอิทธิพลของออสเตรเลีย แต่ออสเตรเลียก็กลัวที่จะเข้าไปแทรกแซง เพราะอาจจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ในท้ายที่สุดจึงประสานให้ไทยซึ่งขณะนั้นอยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ช่วยเป็นแกนหลักในการขอความช่วยเหลือจากประเทศในอาเซียน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ดังกล่าว แม้แต่โคฟี อันนัน (Kofi Annan) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (United Nations) และบิล คลินตัน (Bill Clinton) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ขอความช่วยเหลือให้ไทยช่วยเป็นแกนนำหลักในการแก้ปัญหาดังกล่าว ในท้ายที่สุดก็ได้ข้อยุติโดยมีฟิลิปปินส์กับไทยที่พร้อมจะส่งกองกำลังรักษาสันติภาพจำนวน ๓,๔๐๐ นาย ไปที่ติมอร์-เลสเต แต่ด้วยที่ทั้งไทยและฟิลิปปินส์ประสบปัญหาในวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง หรือวิกฤตการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐ อยู่จึงไม่มีงบประมาณในการสนับสนุนการส่งกองกำลังดังกล่าวได้ ในที่สุดท่านก็ได้ไปเจรจาของบประมาณสนับสนุนดังกล่าวจากญี่ปุ่น และญี่ปุ่นได้อนุมัติเงินจำนวน ๑๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การส่งกองกำลังร่วมไทย-ฟิลิปปินส์เพื่อไปรักษาสันติภาพที่ติมอร์-เลสเตประสบความสำเร็จในที่สุด    
     

    ถึงแก่อนิจกรรม
            ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ได้ถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ณ โรงพยาบาลรามคำแหง ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน สิริอายุรวมได้ ๖๘ ปี 


ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อ/สถานที่/เรื่อง
สุรินทร์ พิศสุวรรณ
ที่อยู่
จังหวัด
นครศรีธรรมราช


วีดิทัศน์

 
      Font Size  
Back to Top
Khunying Long Athakravisunthorn Learning Resources Center
Prince of Songkhla University ©2018-2026