.png)
เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (บุญสัง) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาลำดับที่ ๕ เป็นบุตรของพระยาศีรีสมบัติจางวาง (บุญชิ้น) ผู้เป็นน้องเจ้าพระยาพิชัยครศรสมุทสงคราม (บุญหุ้ย) และพระอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยว) แต่ต่างมารดากัน เกิดปี พ.ศ. ๒๓๓๙ ปีมะโรง ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาล ที่ ๑) จากพงศาวดารเมืองสงขลา ซึ่งเรียบเรียงโดยพระยาวิเชียรคีรี (ชม) เมื่อยังเป็นพระยาสุนทรานุรักษ์ กล่าวถึงผลงานที่มีคุณูปการของท่านเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (บุญสัง) เอาไว้ตอนหนึ่งว่า...ครั้น ณ บีกุนนพศก ศักราช ๑๑๘๙ อ้ายอนุเวียงจันทน์เบ็นกบฏ โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาเกณฑ์กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลาเมืองพัทลุง พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ได้ ๑,๐๐๐ เศษ รีบยกกองทัพเข้าไปถึงกรุงเทพฯ แต่ไม่ทันจะได้เข้ารบกับอ้ายอนุกบฏ เพราะการสงบเรียบร้อยแล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลาทำบ้อมที่เมืองสมุทรปราการ พระยาสงขลาคุมไพร่ ๑๐๐ เศษ ทำบ้อมอยู่ที่เมืองสมุทรปราการปีหนึ่งจึงเสร็จราชการ แล้วกราบถวายบังคมลาออกมาเมืองสงขลา ครั้น ณ ปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๙๐ โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาให้พระยาสงขลาต่อเรือศีรษะง้าว ๓๐ ลํา พระยาสงขลาให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการคุมไพร่ ๑,๐๐๐ คน ไปตั้งต่อเรืออยู่ที่เมืองเทพา และในปีฉลูเอกศกนั้นฝนตกน้อยราษฎรทำนาไม่ได้รับผล ราษฎรเกิดระส่ำระสายด้วยข้าวแพง พระยาสงขลาจึงให้เลิกการต่อเรือเสีย และในปีขาลโทศกกำลังข้าวแพงอยู่นั้น โปรดเกล้าฯ ให้หมื่นสมันพันธรเชิญท้องตราออกมาสักเลขเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลาเบ็นแม่กองตั้งโรงสักเลขที่ศาลากลาง ภายหลังโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเสนา ๕ นายแต่ไม่ปรากฏนาม เชิญท้องตราออกมาประเมินนาและออกตราแดงให้แก่ราษฎรเบ็นครั้งแรก ในปีขาลโทศกนี้ พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ ๑,๐๐๐ คน ไปต่อเรือที่เมืองเทพาอีก การต่อเรือยังไม่ทันเสร็จ ครั้น ณ วันเดือนหกปีเถาะตรีศก ตนกูเดนบุตรเจ้าพระยาไทรซึ่งยกอพยพยพครอบครัวหนีไปอยู่เมืองเกาะหมาก คิดอ่านช่องสุมผู้คนบ่าวไพร่ได้มากแล้วยกเข้าตีชิงเอาเมืองไทรบุรีคืนได้ แล้วรวบรวมคบคิดกับพระยาตาตานี พระยายิริง พระยายะลา ยกกองทัพมาตีเมืองสงขลา ตั้งค่ายอยู่ที่เขาลูกช้างและบางกระดาน กองทัพเมืองสงขลาออกต่อสู้ต้านทานไว้เป็นสามารถ ครั้น ณ วันเดือนห้าขึ้นค่ำหนึ่ง ศักราช ๑๑๙๔ บีมะโรงจัตวาศก โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลังที่สมุหพระกลาโหมเป็นแม่ทัพ ยกกองทัพเรือออกมาถึงเมืองสงขลา ตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ตำบลบ้านบ่อพลับ พระยาตานี พระยายะลา พระยายิริง เห็นว่ากองทัพหลวงยกออกมาถึงเมืองสงขลา ก็พาอพยพครอบครัวหนีไปเมืองกลันตัน แต่พระยารามันห์ พระยาหนองจิก ยกครอบครัวหนีไปทางบกไปอยู่ที่ตำบลบ้านนาที่บาโรมแขวงเมืองแประ เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่มีบัญชาสั่งให้พระยาสงขลายกกองทัพออกไปตีเอาเมืองตานี เมืองหนองจิก และให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการ คุมไพร่ตามออกไปรวบรวมเสบียงอาหารไว้ที่เมืองตานี แล้วเจ้าพระยาพระคลังกับพระยานครศรีธรรมราชยกกองทัพหลวงออกไปราชการตั้งอยู่ที่เมืองตานี โปรดให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยคุมไพร่ ๓๐๐๐ คน ตามไปจับตัวพระยารามันห์ หลวงสุนทรนุรักษ์คุมไพร่ตามไปจับตัวพระยารามันห์ได้ที่บ้านนา ตำบลบาโรมแขวงเมืองแประได้สิ้นทั้งครอบครัว แต่พระยาหนองจิกออกต่อสู้กับพวกทหารไทยตายเสียในที่รบ จับได้แต่บุตรภรรยาสมัครพรรคพวกแล้วตัดเอาศีรษะพระยาหนองจิกมาส่งเจ้าพระยาพระคลัง แม่ทัพใหญ่ที่เมืองตานี เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ให้จำต้าตัวพระยารามันห์เข้าไป ณ กรงเทพฯ แต่บุตรภรรยาสมัครพรรคพวกพระยารามันห์นั้นให้กลับไปอยู่เมืองรามันท์ตามเดิม แต่สมัครพรรคพวกและบุตรภรรยาครอบครัวพระยาหนองจิกพระยาตานีนั้นให้ส่งเข้าไป ณ กรุงเทพฯ ทั้งสิ้น จัดราชการเมืองตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองรามันท์ เบ็นปกติเรียบร้อยแล้ว เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ ยกกองทัพกลับเข้ามาพักอยู่ที่เมืองสงขลา และได้สถาปนาพระเจดีย์ไว้บยอดเขาเมืองแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว จึงยกกองทัพกลับเข้าไป ณ กรุงเทพฯ ในปีเถาะนพศกฝนตกน้ำท่วมจนท้องนาของราษฎรทำนามิได้ผลรับประทานเลย ราษฎรได้รับความเดือดร้อนในการที่ไม่มีอาหารรับประทาน ถึงแก่ล้มตายกลางถนน ที่ยกอพยพครอบครัวไปอยู่บ้านเมืองอื่นเสียโดยมาก เวลานั้นข้าวสารราคาเกวียนละ ๕๐๐ เหรียญ ก็ยังไม่มีที่จะซื้อ พระยาสงขลารีบเข้าไปกรุงเทพฯ นำความที่ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ไม่มีอาหารรับประทานขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๓ ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ขอรับพระราชทานซื้อข้าวสารออกมาเจือจานราษฎรในเมืองสงขลา ๑,๐๐๐ เกวียน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยกภาษีข้าวสารให้แก่พระยาสงขลา ท่านได้กราบถวายบังคมลาออกมาถึงเมืองสงขลาในเดือนยี่ปีมะโรงจัตวาศก ครั้น ณ ปีมะเส็งเบญจศก ศักราช ๑๑๙๕ พระยาสงขลาให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการ คุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการ และเงินส่วยต่าง ๆ เข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย พณหัวเจ้าท่านสมุหพระกลาโหม เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่นำหลวงสุนทรนุรักษ์เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายต้นไม้ทองเงิน แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าหลวงสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา มีความชอบมากด้วยได้ยกทัพติดตามจับตัวพระยารามันท์และครอบครัว พระยาหนองจิกได้ในแขวงเมืองแประ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้หลวงสุนทรนุรักษ์ เป็นพระสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา พระสุนทรนุรักษ์กราบถวายบังคมลา
กลับออกมาเมืองสงขลา ครั้น ณ ปีวอกอัฐศก ศักราช ๑๑๙๙ โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาให้พระยาสงขลาก่อบ้อมกําแพงเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ พระราชทานยกเงินภาษีอากรเมืองสงขลาให้ ๑๐๐ ชั่ง พระยาสงขลาก็กะเกณฑ์ไพร่ลงมือก่อบ้อมและกำแพงเมืองยังไม่ทันเสร็จในปีนั้น พระยาสงขลาพาพระยาตานี พระยายิริง พระยาสายบุรี พระยายะลา พระยาระแงะ พระยารามันห์ เข้าไปเฝ้าในงานถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระพันบี้หลวง เจ้าพระยานครศรีธรรมราชก็เข้าไปเฝ้าพร้อมกัน ในศักราช ๑๒๐๐ ปีนั้น ตนกูหมัดสะวะหลานเจ้าพระยาไทรบุรีซึ่งหนีไปอยู่เมืองเกาะหมากแต่ครั้งก่อน ซ่องสุมสมัครพรรคพวกได้แล้วยกเข้ามาตีขิงเอาเมืองไทรบุรีได้อีก พระยาอภัยธิเบศร์พระยาไทรบุรี บุตรเจ้าพระยานครทานกำลังตนกูหมัดสะวะไม่ได้ ก็ยกครอบครัวล่าถอยเข้ามาตั้งอยู่ที่ตำบลท่าหาดใหญ่ แขวงเมืองสงขลา พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา แต่งให้ขุนต่างตาคุมไพร่ ๕๐๐ คน ไปตั้งค่ายมั่นรักษาอยู่ที่พะตงการำริมเขตแดนเมืองไทรบุรี แล้วรีบแต่งให้เรือศีรษะฉลอมถือใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ตนกูหมัดสะวะหลานเจ้าพระยาไทรบุรี ซึ่งหนีออกไปอยู่เมืองเกาะหมากแต่ก่อนคิดกบฏยกกองทัพมาตีขิงเอาเมืองไทรปรีคืนได้ พระยาอภัยธิเบศร์พระยาไทรบรี ล่าทัพถอยมาตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลท่าหาดใหญ่แขวงเมืองสงขลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบประพฤติเหตุแล้ว โปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยานครกับพระยาสงขลารีบกลับออกมาเมืองสงขลา แล้วเกณฑ์กองทัพออกไปปราบข้าศึกให้จงได้ พระยาสงขลากราบถวายบังคมลากลับออกมาถึงเมืองสงขลาในเดือนสิบสองไม่ปรากฏว่าขึ้นแรมกี่ค่ำ พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ได้เสร็จแล้วรีบยกขึ้นไปตั้งอยู่ที่ทำหาดใหญ่ ให้พระสุนทรนุรักษ์อยู่รักษาเมืองแล้วพระยาสงขลามีหนังสือให้กรมการถือออกไปเมืองแขกทั้ง ๕ เมือง ให้ยกกองทัพมาช่วยระดมรบเมืองไทรบุรี พระยาตานี (ทองอยู่) พระยายิริง (พ่าย) พระยาสาย (ระดะ) พระจะนะ (บัวแก้ว) ยกกองทัพไปรวมกันกับทัพพระยาสงขลา แต่งให้พระยายิริง พระยาตานี พระยาสาย พระจะนะ หลวงนา หลวงพล ขุนต่างตา คุมไพร่ ๑๐๐๐ คน ขึ้นไปรบกับตนกูหมัดสะวะ ที่ค่ายทุ่งโพในแขวงเมืองไทรบุรี ตนกูหมัดสะวะมีกำลังมากแต่งกองทัพตัดหลังเข้ามาทางสะบ้าเพน เผาเรือนราษฎรในแขวงเมืองจะนะ จนกระทั่งถึงบ้านพระจะนะ พวกแขกในเมืองจะนะก็กลับเข้าสมัครอยู่ด้วยตนกูหมัดสะวะทั้งสิ้น พวกไทยในเมืองจะนะมีน้อยก็พาครอบครัวหนีเข้ามาอยู่ในแขวงเมืองสงขลาทั้งสิ้น พวกแขกในแขวงเทพา เมืองหนองจิก เมืองตานี เมืองยิริง ก็กลับกำเริบขึ้น พระยาสงขลาจึงจัดให้พระยาตานี พระยายิริง พระยาสาย พระจะนะ คุมไพร่ ๑๐๐๐ คนไปตั้งรักษาทางตำบลบ้านพะตง บ้านการำไว้ ให้หลวงพลสงคราม หลวงไชยสุรินทร์คุมไพร่ ๕๐๐ คน รีบยกไปตั้งรักษาทางเมืองจะนะไว้ และให้หลวงบริรักษ์ภูเบศร์ผู้ช่วยราชการเมืองสงชลาเบ็นกอง ส่งเสบียงอาหารอยู่ที่ตำบลท่าหาดใหญ่ แล้วพระยาสงขลารีบกลับลงมาจัดการในเมืองสงขลา แต่งให้หลวงยกกระบัตรคุมไพร่ ๓๐๐ คนไปตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลปลักแรด ในระหว่างเขาสำโรงและเขาลกข้าง ซึ่งเดี๋ยวนี้เรียกว่า ทเววิเชียรรัถยานั้นค่ายหนึ่ง และที่ตำบลวัดเกาะถ้ำค่าค่ายหนึ่ง ที่ตำบลเขาเก้าเส่งริมทะเลค่ายหนึ่งเสร็จแล้วพอพวกแขกกบฎเมืองไทย ยกเข้ามาตีตำบลที่พะพะตงที่การำแตก พระยาตานี พระยายิริง พระยาสาย ล่าทัพเข้ามาตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลบ้านน้ำกระจาย กองทัพเมืองไทรบุรีรุกตามเข้ามาทัน กองพระยาสายที่ทุ่งนาหน้าบ้านน้ำกระจาย ได้รบพุ่งกันถึงตะลุมบอน พวกแขกเมืองไทรบุรีเสียทีล่าถอยไป กองทัพพระยาสายตั้งค่ายมั่นลงได้ที่ริมเขาลูกช้าง พระยาตานีตั้งค่ายมั่นลงที่เขาเก้าเส่ง แต่กองทัพหลวงไชยสุรินทร์ หลวงพลสงคราม ทานกำลังแขกเมืองไทรบุรีไม่ได้ก็ถอยทัพลงมาตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลปลักแรด พร้อมกันกับกองทัพเมืองสงขลา พวกแขกเมืองไทร เมืองจะนะ ยกตามมาตั้งค่ายลงที่หน้าค่ายปลักแรด พวกแขกกบฏยังตั้งค่ายไม่ทันเสร็จ พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ยกกองทัพพวกจีนสี่กองพร้อมกับกองทัพหลวงพลสงคราม หลวงไชยสุรินทร์ เข้าระดมตีค่ายพวกแขกเบ็นสามารถถึงตะลุมบอน พวกแขกกบฏทานกำลังไม่ได้ก็ล่าถอยหนีไป พวกจีนตัดศีรษะพวกแขกกบฏมาได้หลายสิบศีรษะ พระยาสงขลา (เถียนเส้ง) รางวัลให้พวกจีนที่ตัดศีรษะแขกกบฏมาได้ศีรษะละ ๕๐ เหรียญ แล้วพระยาสงขลา (เถียนเส้ง) ให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ที่ตำบลปลักแรด รีบมีใบบอกให้หลวงพัฒนสมบัติ (กุ้งโบ้ย) ถือเข้าไป ณ กรุงเทพฯ ด้วยเรือศีรษะฉลอม ในใบบอกมีความว่า แขกเมืองจะนะ เมืองเทพา เมืองหนองจิก คิดกบฏสมทบกับแขกเมืองไทรบุรียกกองทัพเข้าตีเมืองสงขลา พระยาสงขลา (เถี่ยนเส้ง) ได้เกณฑ์กองทัพจีนและไทยออกไปต่อสู้กับพวกแขกกบฏ ที่ตำบลปลักแรด ในระหว่างเขาสำโรงและเขาลูกข้างใกล้กับเมืองสงขลาระยะทางประมาณ ๙๐ เส้น กองทัพเมืองสงขลารบปะทะตั้งมั่นกันอยู่ ราษฎรเมืองสงขลาก็มีน้อยตัวพวกแขกกบฏมีกำลังมาก ขอรับพระราชทานกองทัพหลวงออกไปช่วย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบประพฤติเหตุแล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิชิตณรงค์กับพระราชวรินทร์กรมพระตำรวจ คุมไพร่ ๕๐๐ คนเบ็นกองทัพหน้ารีบยกออกมาก่อน ให้พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา จางวางพระคลังสินค้าเบ็นแม่ทัพใหญ่กับเจ้าพระยายมราช พระยาเพชรบุรี คุมไพร่ ๓,๐๐๐ คน ยกตามออกมา กองทัพพระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ ร์ ยกออกมาถึงเกาะหนูหน้าเมืองสงขลายังไม่ทันยกกองทัพขึ้นบก พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) เห็นกองทัพหลวงยกออกมาถึงเกาะหนูแล้ว จึงให้พวกทหารในค่ายปลักแรดยกปืนจ่ารงขึ้นตั้งบนค่ายเขาเกาะถ้ำ แล้วให้บวงสรวงกระทำสักการบูชาโดยพิสดารหลายอย่าง และกระทำพิณพาทย์ย่ำฆ้องชัยตั้งโห่ ๓ ลาเสร็จแล้ว จึงให้ยิงยืนจ่ารงตรงเข้าไปในค่ายแขกกบฎ เดขะพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นมหามหัศจรรย์ กระสุนปืนจ่ารงที่บรรจุ ๒ นัด ไปตกลงในกลางค่ายพวกแขกกบฏ แขกกบฏก็แตกทัพหนีกลับไปในเวลาพลบค่ำวันนั้น ปืนจ่ารงกระบอกนั้นก็ร้าวแตกมาจนทุกวันนี้ และปืนจ่ารงนั้นเป็นปืนเหล็กรางเกวียนยาว ๕ ศอก กระสน ๔ นิ้ว ครั้นพวกแขกกบฏแตกไปแล้ว พระยาสงขลา (เถียนเส้ง) กับพระสนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ก็ลงไปรับพระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ ขึ้นจากเรือรบมาพักอยู่ที่จวนพระยาสงขลา พระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ จึงปรึกษากับพระยาสงขลา (เถียนเส้ง) ว่าพวกแขกกบฏก็แตกไปหมดแล้ว ตัวพระยาตานี พระยายbริง พระยาสาย ก็ยังติดอยู่ที่เมืองสงขลา ในแขวงเมืองตานี เมืองยิริง เมืองสาย จะเบ็นประการใดบ้างก็ยังไม่ได้ทราบ ควรให้พระยายิริง พระยาตานี พระยาสาย รีบล่วงหน้าไปรักษาราชการเมืองเสียก่อนจึงจะชอบ ปรึกษาเห็นพร้อมกันแล้ว จึงให้พระยาตานี พระยายิริง พระยาสาย รีบพาพวกแขกลงไปรักษาราชการเมืองตานี เมืองย์ริง เมืองสายเสียก่อน อยู่สองวันสามวัน พระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์กับพระยาสงขลา ก็ยกกองทัพบุกเรือตามออกไปเมืองตานี ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) อยู่รักษาราขการเมืองสงขลา ส่วนกองทัพบุตรเจ้าพระยานคร ยกเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองไทรบุรีได้ แขกเมืองไทรบุรีซึ่งกบฏก็ยกหนีลงเรือไปอยู่เมืองเกาะหมาก พระยาสงขลา (เถียนเส้ง) พระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ จัดราชการอยู่เมืองตานีเดือนเศษ ต่อกองทัพพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา เจ้าพระยายมราช พระยาเพธรบุรี ออกมาถึงเมืองสงขลา ณ เดือน ๒ ขึ้น ๘ ค่ำ บีกุนเอกศก ศักราช ๑๒๐๑ ยกกองทัพขึ้นตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลบ้านบ่อพลับ พระยาศรีพิพัฒน์แน์แม่ทัพมีหนังสือออกไปหาตัวพระยาไทรบุรี บุตรเจ้าพระยานคร กับพระยาสงชลา (เถียนเส้ง) ซึ่งตั้งรักษาราชการอยู่ที่เมืองตานีให้รีบเข้าไปเมืองสงขลา พระยาสงขลา (เถียนเส้ง) ได้ทราบความตามหนังสือแม่ทัพแล้ว จึงจัดแจงให้พระยาวิชิตณรงค์กับนายเม่นมหาดเล็ก บุตรพระยาสงขลา (เถียนจ๋ง) อยู่รักษาราชการเมืองตานี พระยาสงขลา (เถียนเส้ง) กับ พระ ยาราช วรินทร์ก็รีบกลับเข้าเมืองสงขลา พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานคร ก็ยกเข้ามาเมืองสงขลาพร้อมกัน พระยาไทรบุตรเจ้าพระยานคร ตั้งค่ายพักอยู่ที่ตำบลท่าว้านในขณะนั้น พระยากลันตันตันกับพระยาจางวางชื่อตนกูปะสา วิวาทกันกันขึ้นพระยากลันตันมีหนังสือบอกเข้ามาให้นำกราบเรียนพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพ และขอให้ยกกองทัพไทยลงไประงับเหตุที่วิวาท พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพจึงแต่งให้หลวงศรเสนีปลัดกรมอาสาจามรีบลงไปห้ามปราม พระยากล้นต้นกับพระยาวางวาง หลวงศรเสนีลงไปถึงเมืองกลันตัน ได้ห้ามปรามทั้งสองฝ่ายก็หาฟังไม่ หลวงศรเสนีบอกหนังสือ กราบเรียนมายังพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพ ท่านจึงจัดให้พระยาราชบุรี พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) คุมไพร่ ๒,๐๐๐ คนเศษ รีบยกไปตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ตำบลยากัง แขวงเมืองสายบุรี ริมเขตแดนเมืองกลันต้น แล้วมีหนังสือให้หลวงโกชาอิศหากล่าม รีบถือหนังสือลงไปหาตัวพระยากลันตันกับตนกูปะสาให้รีบเข้ามาเมืองสงขลา หลวงโกชาอิศหากล่ามถือหนังสือลงไปเมืองกลันตัน และพาตัวพระยากลันตันกับตนกูปะสาเข้ามาเมืองสงขลาได้ พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพว่ากล่าวระงับการวิวาทให้พระยากลันตันกับตนกูปะสา เลิกการวิวาทโดยเรียบร้อยแล้ว พระยากลันตันกับตนกูปะสาก็ลาพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพกลับออกไปรักษาราชการเมืองกลันต้นตามเดิม ส่วนเมืองไทรบรี พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพให้พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานคร กลับไปรักษาราชการอยู่ตามเติม ให้ตนกูเดหวาเป็นผู้ว่าราชการเมืองสตูล แต่ให้ขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ให้พระปลัดเมืองพัทลงไปว่าราชการเมืองพัทลุง และยกพะโคะะแขวงเมืองพัทลุงให้เป็นแขวงเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพจัดราชการสงบเรียบร้อยแล้ว จึงมีหนังสือออกไปหาพระยาเพชรบุรี พระสุนทรนรักษ์ (บุญสัง) ซึ่งรักษาราชการอยู่ที่เมืองสายให้กลับเข้ามาเมืองสงขลาสองปี พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพจัดราชการอยู่ที่เมืองสงขลา ๒ ปี และได้สถาปนาพระเจดีย์ไว้บนเขาเมืองสงขลาองค์หนึ่งเสร็จแล้ว จึงได้ยกกองทัพกลับเข้าไป ณ กรุงเทพฯ นำข้าราชการขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าเมืองไทรบุรีนั้นครั้นจะให้คนไทยเบ็นผู้ว่าราชการเมืองสืบต่อไปคงจะไม่เบ็นการเรียบร้อย ควรแบ่งเมืองไทรบุรีออกเบ็นสามเมืองเหมือนอย่างเมืองตานี จึงจะเบ็นปกติเรียบร้อยได้ ขอรับพระราชทานให้ยมตวันซึ่งเบ็นพระยาไทรบุรีมาแต่ก่อน เป็นพระยาไทรบุรีสืบต่อไป ให้ตนกูธานมเป็นพระยาบังปะสู ให้ตนกูเสศอะเส้มเบ็นพระยาปลิด ให้ตนกูเดหวาเบ็นพระยาสตูล แต่ให้ขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ให้พระปลัดเมืองพัทลุงเบ็นพระยาพัทลุง ส่วนพระยาพัทลุงบุตรเจ้าพระยานครนั้น ควรพาตัวเข้ามาทำราชการเสียในกรุงเทพฯ แต่เมืองพังงานั้นเจ้าเมืองถึงแก่กรรมขอรับพระราชทานให้พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานคร ไปเบ็นที่พระยาบริรักษ์ภูธร พระยาพังงา ให้พระนุชิตเบ็นที่พระยาตะกั่วบำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีตราตั้งเจ้าเมืองและผู้ว่าราชการเมือง ออกมาตามความเห็นพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพ ราชการบ้านเมืองก็เบ็นปกติไม่มีกบฏสืบต่อมาทุกวันนี้
ตําแหน่งยศในราชการ
- อายุ ๑๖ ปี ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๕ รับราชการเวรเดชอยู่ในอยู่กรุงเทพฯ ปรากฏว่าท่านมีความอุตส่าห์มาก พอออกราชการบ่าย ๒ โมงก็ลงเรือล่องลงไปตรวจการต่อสําเภาหลวงที่บ้านคอกกระบือ (ปัจจุบันคือเขตยานนาวา) แล้วกลับบ้าน เวลาพลบค่ำก็เข้าวังอีกทํารายงานการต่อสําเภาถวาย แล้วเฝ้าทูลละอองอยู่จนเวลา ๔ ทุ่ม เสด็จขึ้นแล้วจึงกลับ เป็นนิจอย่างนี้เสมอ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๕๕-๒๓๕๘
- ปี พ.ศ. ๒๓๕๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายพลพ่ายมหาดเล็กหุ้มแพรนายยามย้ายมาเวรสิทธิ์
- ปี พ.ศ. ๒๓๖๐ เมื่อพระสุนทรนุรักษ์ (เถี้ยนเส้ง) ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาวิเชียรคีรีผู้สําเร็จราชการเมืองแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้นายพลพ่าย (บุญสัง) เป็นหลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการ กลับออกมารับราชการเมืองสงขลาอยู่กับพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง)
- ปี พ.ศ. ๒๓๗๖ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยศเป็นพระสุนทรนุรักษ์ โดยมีความชอบที่ได้ช่วยปราบกบฏเมืองตานี จับตัวพระยารามันห์ และครอบครัว พระยาหนองจึก และพระยาตานี ( ตนกูปสา ) ได้ที่บ้านนาตําบลบาโรมแขวงเมืองแประ
- ปี พ.ศ. ๒๓๙๐ ปีมะแม เมื่อพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ถึงแก่อนิจกรรมแล้วได้เป็นผู้รั้งราชการเมืองสงขลา
- ปี พ.ศ. ๒๓๙๒ จัดการสร้างเมรุพระราชทานเพลิงศพพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ที่ทุ่งเมรุหลังเมืองเมื่อเดือน ๗ สิ้นเงินถึง ๒๐,๖๒๐ เหรียญ
- ปี พ.ศ. ๒๓๙๓ พระสุนทรนุรักษ์ ผู้รั้งราชการเข้าไปกรุงเทพฯ หลวงธนุรักษ์นะคร์ (แสง) บุตรพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) รักษาเมืองเกิดเหตุจีนสลัดพวกไหหลำมาเรือสําเภาจอดที่ทะเลน่านอก แล้วลงเรือสําปั้นโล้เข้ามาปล้นบ้านหลวงอนุรักษ์ภูเบศ์ร ซึ่งอยู่ริมทะเลใน ผู้ร้ายเอาปืนยิงและกระทุ้งถูกผ่าเพี้ยมในบ้านและกําแพงตึกเป็นรอยและทะลุหลายแห่ง หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ไม่ทันรู้ตัว จีนสลัดจับเอาตัวไปกักไว้ในสําเภาหลายวัน ต้องเอาเงินไปไถ่จึงได้ตัวมา พระสุนทรนุรักษ์เข้าไปกรุงเทพฯ ครั้งนั้น เป็นคราวที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประชวรสวรรคต ต้องค้างอยู่กรุงเทพฯ ปีเศษ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสวยราชสมบัติแล้ว เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๔ จึงได้พระราชทานสัญญาบัตรตั้งพระสุนทรนุรักษ์เป็นพระยาวิเชียรคีรีฯ ผู้สําเร็จราชการเมืองสงขลาถือ ศักดินา ๕,๐๐๐ ไร่ และพระราชทานพานหมากทองคําเป็นเครื่องยศด้วย เมื่อกลับออกมาแล้วขึ้นอยู่ในจวนกลางซึ่งพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) สร้างไว้
- ปี พ.ศ. ๒๔๐๓ ได้เป็นผู้สําเร็จราชการเมืองได้ ๙ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเป็นเจ้าพระยา ณ วันที่ ๔ เดือน ๖ แรม ๘ ค่ำ มีนามตามประกาศตั้งว่า “เจ้าพระยาวิเชียรคีรีศรีสมุทวิสุทธิศักดามหาพิไชย สงครามรามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ" ถือศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่
ราชการพิเศษ
๑. สร้างป้อมรักษาขอบเขตต์ก่อด้วยศิลา ที่ตําบลบ้านแหลมทรายใกล้กับปากน้ำ เป็นป่อมรูป ๔ เหลี่ยมสูงประมาณ ๕ ศอก กว้างยาว ๑๐ วาเศษ
๒. สร้างสะพานช้างข้ามคลองขวางกลางเมือง
๓. สร้างสระบัวที่น่าบ้าน (ออก) ตะวันออก เขื่อนและขอบสระก่อด้วยศิลา
๔. สร้างฉางข้าวหลวง ที่ริมทะเลในใกล้ ๆ กับจวน
๕. สร้างบ่อนเบี้ยเป็นตึกแบบจีนอยู่ในตลาด
๖. ต่อกําปั้นไว้ใช้ราชการ ๒ ลํา ชื่อวิเชียรคีรี ๑ ชื่อมณีกลอกสมุทลำ ๑
๗. ปี พ.ศ. ๒๔๐๑ มีตราสั่งให้ยกท้องที่อําเภอกําแพงเพ็ช์ร แขวงเมืองพัทลุง มาขึ้นเมืองสงขลา
๘. ปี พ.ศ. ๒๔๐๒ ปีมะแม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลปักษ์ใต้ โดยเรือพระที่นั่งกลไฟมณีเมขลา เสด็จขึ้นประพาสเมืองนครศรีธรรมราช ก่อนแล้วเสด็จมาถึงเมืองสงขลา วันที่ ๒๐ สิงหาคม ประทับแรมที่พลับพลาตําบลแหลมทราย ซึ่งเจ้าพระยาสงขลาจัดทํารับเสด็จริมทะเลถึง ๓ ราตรี การจัดรับเสด็จครั้งนี้แข็งแรงยิ่งนัก แต่เฉเพาะบริเวณพลับพลาที่ประทับฝ่ายในมีถึง ๒๒ หลังทําอย่างวิจิตร์ ส่วนที่พักของราชบริพารฝ่ายหน้าอีกเป็นอักมาก ประทับแรมอยู่จนถึงวันที่ ๒๔ สิงหาคม จึงได้เสด็จกลับ เป็นประวัติศาสตร์ที่พระเจ้าแผ่นดินได้เสด็จออกมาถึงเมืองสงขลาปลายพระราชอาณาจักรฝ่ายใต้ครั้งแรก เมื่อประทับอยู่เมืองสงขลา พระยากลันตันและท้าวพระยาเมืองแขกเข้ามาเฝ้า เว้นแต่พระยาตรังกานูป่วยให้ศรีตวันกรมการมาแทน เสด็จออกพลับพลารับแขกเมือง และทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้มีละครหลวงข้างในแสดงที่โรงในค่ายหลวงให้แขกเมืองเป็นการสนุกรื่นเริงทั่วกัน และได้ทรงบําเพ็ญพระราชกุศลเป็นอเนกประการ พระราชทานเงินแจกคนชราถึง ๓,๘๖๓ คน ๆ ละ ๑ บาท กับพระราชทานบําเหน็จรางวัลแก่ข้าราชการกรมการเมืองอีกเป็นเงิน ๑๒๗ ชั่งเศษ
๙. ปี พ.ศ. ๒๔๐๒ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนหลวงสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) บุตรเจ้าพระยาสงขลา (บุญสัง) เป็นพระสมบัติภิรมย์ ถือศักดินา ๑๐๐๐ ไร่
๑๐. ปี พ.ศ. ๒๔๐๓ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวร เสด็จออกไปถึงเมืองสงขลา ณ วันที่ ๑ เดือน ๖ ขึ้น ๙ ค่ํา ประทับแรมอยู่ที่ค่ายหลวงแหลมทราย ๑๐ ราตรี
๑๑. ปี พ.ศ. ๒๔๐๕ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระสงขลาจัดสร้างทางหลวงจากเมืองสงขลาไปต่อพรมแดนเมืองไทรบุรี พระราชทานเงินส่วยเมืองสงขลา ๓ ปีให้ทํา และให้เจ้าพระยาไทรทําต่อไปในแขวงเมืองไทรบุรี พระราชทานเงินอากรรังนกเมืองสตูล ๑๕,๐๐๐ เหรียญเป็นทางหลวงข้ามแหลมมลายูสาย ๑ ใช้เป็นประโยชน์มาจนบัดนี้
๑๒. ปี พ.ศ. ๒๔๐๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จทดลองเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช ๒ ปล่องจักรข้างที่สร้างขึ้นใหม่ ออกมาถึงเมืองสงขลาเป็นครั้งที่ ๒ ณ วันที่ ๙ กันยายน ประทับแรมอยู่ ๔ ราตรี แล้วเสด็จเลยลงไปถึงเมืองตานีทอดเรือ พระที่นั่งอยู่หน้าเมืองพระยาตานีและกรมการลงมาเฝ้าในเรือขากลับโปรดเกล้าฯ ให้แวะรับพระองค์เจ้าปัทมราช พระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ที่เมืองนครศรีธรรมราช ลงเรือมหาพิไชยเทพเข้ามาพระนคร
เจ้าพระยาสงขลา (บุญสัง สมรสกับท่านผู้หญิงชื่อชุม เป็นบุตรหลวงเทพภักดียกกระบัตร์เมืองพัทลุง และเป็นน้องของท่านผู้หญิงแก้วในพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) แต่ว่าไม่มีบุตรด้วย ส่วนบุตรทีกำเนิดกับภรรยาท่านอื่น มีดังนี้คือ
๑. ท่านเรือนใหม่ (กลิ่น) ถวายตัวทําราชการฝ่ายในแล้วลาออกไปอยู่เมืองสงขลา
๒. พระยาวิเชียรคีรี (ชุ่ม)
๓. พระอนุรักษ์ภูเบศร์ (ถัด)
๔. พระยาหนองจิก (ทัด)
๕. ท่านปลั่ง มหาดเล็ก
๖. ท่านแคล้ว
๗. ท่านเคล้า
๙. ท่านกลิ้ง
เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (บุญสัง) ไถึงอสัญกรรมในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ สิริอายุ ๖๘ ปี
พระยาวิเชียรคีรี (ชม). (2515). พงศาวดารเมืองสงขลา. สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย.