หลวงพ่อสงฆ์ จนฺทสโร
 
Back    23/02/2021, 15:25    97  

หมวดหมู่

บุคคลสำคัญ


ประวัติ

           
             หลวงพ่อสงฆ์ จนฺทสโร ยอดพระคณาจารย์แห่งเมืองชุมพร ผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรมต่อสรรพสัตว์ ท่านถือกําเนิดในตระกูลชาวนาชาวสวน บิดาชื่อแดง มารดาชื่อนุ้ย ที่บ้านวิสัยเหนือ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เมื่อวันอังคารที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๓ ตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ ปีขาล ท่านใฝ่ใจศึกษาหาความรู้และรักการอ่านเขียนมาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่ออายุได้ ๑๘ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดสวี บวชได้ ๒ พรรษา ได้ศึกษาด้านพระธรรมวินัย พระปริยัติธรรม และอักษรขอม จนอายุครบอุปสมบทจึงได้อุปสมบทที่วัดวิสัยเหนือ โดยมีหลวงพ่อชื่น วัดแหลมปอ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "จนฺทสโร" และย้ายมาจำพรรษาที่วัดควน อําเภอเมืองชุมพร เป็นเวลา ๑ พรรษา   เพื่อศึกษาด้านกรรมฐานและวิทยาคมต่าง ๆ อีก ๑ พรรษา จากนั้นออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ จนมาถึงภูเก็ตได้พบกับพระอาจารย์รอด วัดโต๊ะแซหรือตอแซ (วัดโฆษิตวิหารในปัจจุบัน) พระเกจิชื่อดังผู้ทรงฌานสมาบัติสูงรูปหนึ่งในภูเก็ต ซึ่งผู้คนให้ความเคารพนับถือมาก ท่านจึงฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิทยาคมต่าง ๆ จนหมดสิ้นเป็นเวลา ๒ พรรษา จากนั้นกราบลาอาจารย์ออกธุดงค์ต่ออีก ๗ ปี เมื่อได้ศึกษาพระธรรมวินัย ได้พบปะครูบาอาจารย์มากมาย ทั้งศึกษาเพิ่มเติมและแลกเปลี่ยนวิชากัน ต่อมาท่านได้นําวิชาการต่าง ๆ เหล่านี้มาทําการสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนตามที่เห็นสมควร การร่ำเรียนของหลวงปู่สงฆ์ที่ถูกถ่ายทอดโดยพระอาจารย์รอดใช้เวลาพอสมควร จนสามารถปฏิบัติกรรมฐานได้อย่างคล่องแคล่ว
ท่านมีความชำนาญในเรื่องสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยก่อนโน้นทางภาคใต้นับตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป ครูบาอาจารย์ต่าง ๆ มักจะสนใจปฏิบัติสมถกรรมฐานแล้วเดินจิตเล่นฤทธิ์กันเสียโดยส่วนมาก สำนักเรียนวิชาต่าง ๆ ภายใน (จิต) เช่น สำนักเขาอ้อ มีชื่อเสียงมากในเรื่องนี้ แต่หลวงพ่อสงฆ์ท่านสามารถหันเข้ามาดำเนินจิตสู่วิปัสสนากรรมฐานเสีย เพราะเป็นหนทางออกจากความยึดมั่น ในอำนาจจิตอำนาจฌานได้อย่างสิ้นเชิง ต่อมาท่านเกิดสติปัญญามองเห็นภัยในวัฎสงสารที่มันเคยแปรปรวน หมุนเวียน ไม่รู้จบ ท่านเกิดเบื่อหน่าย คิดดำเนินชีวิตในป่าดงพงไพร ทำจิต เร่งบำเพ็ญเพียร เพื่อความพ้นทุกข์ การเดินธุดงคกรรมฐานของครูบาอาจารย์นั้นมิใช่ว่าจะเดินไปในที่แห่งหนึ่ง แล้วไปในที่แห่งหนึ่ง พึงรีบเดินเพื่อให้ถึงเร็ว ๆ นั้น หาไม่ แต่การเดินธุดงค์ก็เหมือนการเดินแบบปกติ หรือเดินจงกรมนั่นเอง ท่านเดินอย่างมีสติคือขณะที่ก้าวเดินไปนั้นท่านกำหนดคำบริกรรมหรือพิจารณาธรรมไปเรื่อย ๆ โดยไม่นับก้าวแต่อย่างใดท่านเดินด้วยสติ แม้อะไรจะเกิดขึ้นมาในช่วงนั้น ท่านก็รู้ชัดไม่มีอาการของ จิตแส่ส่ายไปมา เพราะสติเป็นกำลังอันสำคัญขณะทำความเพียร เช่น อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ท่านได้อาศัยชีวิตอยู่ในป่าดงเป็นเวลาหลายปี อาศัยโคนไม้ ถ้ำผาต่าง ๆ เป็นที่พักผ่อน ไม่มีความอาลัยในชีวิตว่าจะสุขหรือทุกข์ ท่านมุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อความรู้ธรรม เมื่อรู้ธรรมแล้วท่านก็นำธรรมะนั้นมาสอนจิตสอนใจตนเอง ขัดเกลา กิเลส ตัณหา อุปาทาน ซึ่งเป็นสมบัติประจำสันดานมนุษย์ ให้หลุดให้ลอกออกไปจากจิตใจ ชำระจิตใจด้วยธรรม เพื่อความสะอาดหมดจดแห่งชีวิต ๗ ปี แห่งการทรมานกิเลส ภายในจิตใจของท่าน ซึ่งไม่เคยออกจากป่าสู่เมืองเลย ทำให้สภาพจิตสดใสแจ่มแจ้งในธรรมะ แต่สภาพสังขารดูออกจะเป็นฤาษีชีไพร หนวดเครารุงรัง ผมเผ้ายาว จีวร สบง ขาดรุ่งริ่ง นั่งภาวนาในป่าเมืองชุมพร ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่มีความอดทน ค้นคว้า สัจธรรม ความเป็นจริงของพระพุทธเจ้า ด้วยชีวิตเป็นเดิมพัน ๑๐ พรรษา ท่ามกลางป่าดง ท่านอาศัยภูเขาลำเนาไพรมาโดยตลอด การบิณฑบาตท่านโคจรไปในหมู่บ้านชาวป่า ได้บ้างอดบ้างตามอัตภาพ จนมีความพอดีแก่จิตใจ ปล่อยวางของหนักได้หมดสิ้นแล้วอย่างมั่นใจ จึงได้ออกธุดงค์ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นป่าช้าหรือถ้ำ สถานที่อันห่างไกล ป่าเขาลึก เพราะท่านไม่ลดละต่อการบำเพ็ญภาวนา เพื่อแสวงหาประสบการณ์ทางจิตในหลากหลายสถานที่ ท่านบำเพ็ญภาวนาทั้งนั่งสมาธิและเดินจงกรม จนเกิดความเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิด น้อมนำหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปฏิบัติ ขัดเกลาจิตใจของตนเองให้ผ่องใส มีสติเพื่อให้รู้เท่าทันกิเลส มีครั้งหนึ่งท่านได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อให้รู้แจ้งในความเป็นจริงของสัจธรรมจนไม่สนใจร่างกาย ทำให้ร่างกายของท่านซูบผอม สบง จีวรขาดรุ่งริ่ง ในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ วันหนึ่งนางร่อยพร้อมด้วยลูกชายเดินทางไปทำนา ซึ่งไกลจากบ้านหลายกิโลเมตร ขณะเดินทางพลันได้ยินเสียงของนกร้องว่า "หนักก็วางเสีย หนักก็วางเสีย" เมื่อมองหานกตัวนั้นพบนกก็บินไปแล้ว สองแม่ลูกจึงตามไปพอตามมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งก็พบพระสงฆ์รูปหนึ่ง นุ่งห่มจีวรเก่าขาดรุ่งริ่ง ท่าทางสงบนิ่ง เมื่อได้สติจึงเข้าไปกราบสอบถามอย่างละเอียด ด้วยความเลื่อมใสจึงได้นิมนต์ท่านไปจำพรรษา ณ วัดร้างใกล้หมู่บ้าน ซึ่งมีแต่ซากสิ่งก่อสร้างที่ทรุดโทรมมาก กุฏิเก่า ๆ โบสถ์เหลือแต่เสาต้นใหญ่ ๔ ต้น พระพุทธรูปองค์ใหญ่ก็ชำรุด มีต้นไม้ต้นหญ้าขึ้นรกรุงรังทั่วบริเวณ แม้จะเป็นเพียงซากปรักหักพังต่างๆ แต่ตามสภาพโดยรวมแล้วสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาและถูกทิ้งรกร้างมายาวนาน หลังจากหลวงพ่อสงฆ์รับนิมนต์จากชาวบ้านมาจำพรรษาที่วัดร้างนี้แล้ว ก็ได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือจากชาวบ้านมาช่วยกันหักร้างถางต้นไม้และบูรณะสิ่งก่อสร้างและเสนาสนะต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่ จนเป็นวัดที่มั่นคง โดยให้ชื่อวัดตามชื่อหมู่บ้านว่า “วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย” เหตุที่มีคำว่า ‘เจ้าฟ้า’ นำหน้านั้น ด้วยหลวงพ่อสงฆ์บอกว่า... ในอดีตเป็นวัดที่มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเคยมาบวชเป็นเจ้าอาวาสอยู่... และท่านมักกล่าวเสมอ ๆ ว่า... เจ้าวัดที่นี่ไม่ใช่เราแต่เป็นปู่เจ้าฟ้า... ดังนั้นทุกครั้งที่มีการบวชนาคจะต้องนำเจ้านาคไปฝากตัวกับปู่เจ้าฟ้าก่อน ซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณีสืบจนปัจจุบัน
           
       
  ความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารที่เล่าขาน             .
           วัตถุมงคลต่าง ๆ ที่หลวงพ่อสงฆ์จัดสร้างนั้น ล้วนมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างเสนาสนะต่าง ๆ ในวัด และเพื่อประโยชน์แก่พระบวรพุทธศาสนาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง เครื่องราง ลูกอม ยาฉุนหรือยาเส้น ซึ่งล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์และมีพุทธานุภาพมากมายเป็นที่ปรากฏ ทั้งเมตตามหานิยม โชคลาภ แคล้วคลาดปลอดภัยและมหาอุด นอกจากนี้ยังเป็นที่ร่ำลือกันว่าหลวงพ่อสงฆ์นั้นมีวาจาสิทธิ์เปล่งวาจาใดก็เป็นอย่างนั้น ถ้าท่านบอกว่าเป็น “ยา” ก็จะเป็นยารักษาโรคได้ แม้แต่น้ำล้างก้นบาตรของท่านก็มีพุทธคุณแก่ผู้เลื่อมใสศรัทธา แต่ท่านไม่เคยทำรูปของตนเองเลย จะมีก็แต่ลูกศิษย์ลูกหาที่จัดสร้างแล้วนำไปให้ท่านปลุกเสกเดี่ยว กระนั้น วัตถุมงคลรุ่นดัง ๆ ซึ่งเป็นที่รู้จัก เช่น พระพุทธชินราชยุคแรก ปี ๒๔๙๕ เหรียญกลมรุ่นแรกที่ระลึกงานผูกพัทธสีมา วัดหาดแก้ว ปี ๒๕๐๒ เพื่อสร้างอุโบสถ พระหล่อโบราณรุ่นแรก และเหรียญรูปเหมือน ปี ๒๕๐๕ ในพิธีผูกพัทธสีมา เหรียญหลวงพ่อสงฆ์ ปี ๒๕๑๑ สร้างอุโบสถวัดดอกรัก พระปิดตารุ่นแรกเนื้อนวโลหะ ปี ๒๕๑๙ แต่ที่นิยมที่สุดก็น่าจะเป็น “เหรียญกลมหลวงพ่อสงฆ์ ปี ๒๕๑๗ สร้างโดยพ่อหลวงเสี้ยง ปชาโน ผู้เป็นลูกศิษย์ เนื่องจากหลวงพ่อสงฆ์ได้ออกปากชมว่าดี เป็นที่ได้ยินกันในหมู่ลูกศิษย์ลูกหา รวมทั้งพระกริ่งเจ้าฟ้า ปี ๒๕๑๙ พระกริ่งรุ่นแรกและรุ่นเดียวของหลวงพ่อ เป็นเนื้อนวโลหะกลับดำที่มีพุทธลักษณะงดงาม ทั้งยังมีพิมพ์เดียวและสร้างจำนวนน้อยมาก
 
         หลวงพ่อสงฆ์ท่านมีอุปนิสัยมักน้อย สมถะ เรียบง่าย สันโดษ ส่วนการปฏิบัติของท่านโดยทั่วไปนั้นเรียกได้ว่าเคร่งครัดมาก ท่านจะฉันมื้อเดียว โดยจะนำอาหารที่ญาติโยมนำมาถวาย ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน นำมาใส่รวมกันในบาตรแล้วฉัน หลวงพ่อสงฆ์เป็นพระเกจิที่เคร่งในวัตรปฏิบัติ มีปฏิปทาและเมตตาธรรมสูงส่ง เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชน รวมทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลาย เล่ากันว่า... ครั้งหนึ่งเคยมีกวางตัวหนึ่งหลงเข้ามาในวัด ท่านก็ได้ให้ผลไม้และอาหารมันกิน มันอยู่ที่วัดได้ปีหนึ่งก็กลับเข้าป่าไปปรากฏว่ามันสามารถรอดพ้นจากการไล่ล่าได้ทุกครั้ง บางครั้งมันจะกลับมาหาหลวงพ่อที่วัดอยู่ ๒-๓ วัน ก็กลับเข้าป่าไปอีกกระทั่งเต่าที่อยู่แถวป่าไผ่ใกล้วัด ที่มีบ่อและสระน้ำเป็นเต่าตัวโต ๆ มาจากไหนไม่รู้ บางครั้งก็เห็นมันเดินมาหาหลวงพ่อที่กุฏิอยู่ที่เชิงบันไดหลายสิบตัว พอถึงวันพระใหญ่หรือวันสำคัญทางศาสนา พวกเต่าก็จะพากันมาอยู่ที่หน้าหอสวดมนต์จนพระทำวัตรเสร็จ พวกมันได้พบหลวงพ่อสงฆ์แล้วก็เข้าไปอยู่ในป่าไผ่ดังเดิม มีเรื่องแปลกที่เล่ากันว่า.. หลวงพ่อไปไปเข้าฝันชายคนหนึ่งแถวบ้านสามแก้วว่า ให้ไปช่วยลูกของท่านที่ตกบ่อด้วย ชายคนนั้นไปดูตามบ่อต่าง ๆ ก็พบเต่ากำลังตะเกียกตะกายจะขึ้นจากบ่อมาให้ได้ เขาก็ช่วยมาจากบ่อ พอดูที่กระดองเต่าก็เห็นอักษรเขียนว่า ว.ศ.ล. คือเป็นตัวย่อของวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยนั่นเอง ก็เลยนำมาที่วัดมีชาวบ้านที่ได้มานมัสการหลวงปู่ เมื่อมาพบเห็นเต่าก็นำไปตีเป็นตัวเลข นำไปแทงหวยในงวดวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ถูกกันเกือบทั้งเมืองชุมพร ข่าวเรื่องเต่าของหลวงปู่เป็นที่เกรียวกราวมากในจังหวัดชุมพร สิ่งอันเป็นมงคลที่หลวงพ่อสงฆ์ อนุเคราะห์ชาวบ้านที่ได้รับความทุกข์ร้อนด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เมื่อมาหาท่าน ท่านจะอนุเคราะห์ช่วยเหลือจนหายจากโรคภัยไข้เจ็บโดยสิ้นเชิงและสิ่งของที่ท่านมอบให้นั้นก็ไม่กี่บาท
              น้ำมนต์
             
หน้า
บันไดกุฏิของท่านจะมีตุ่มใส่น้ำมนต์ตั้งไว้ใบหนึ่ง ท่านจะลงมาจากกุฏิทำน้ำมนต์ในเวลากลางคืนแล้วนำมาใส่ตุ่มไว้ตอนเช้ามืดอีกครั้งหนึ่ง ท่านจะลงมาเทใส่ตุ่มที่หมดทุกวัน ๆ น้ำมนต์ในตุ่มนั้นจะมีผู้ที่รู้แหล่งเข้ามาขอตักไปบูชาหรือดื่มกิน น้ำมนต์ของท่านเป็นสิ่งมงคลที่มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ สามารถอาราธนาให้เกิดผลในสิ่งที่ตนปรารถนาได้ทุกประการตามแต่คำอธิษฐานจิตของผู้ใช้ โอ่งน้ำมนต์ของท่านเรียงรายอยู่ตามบันได ทางขึ้นลงกุฏิทั้งด้านซ้ายด้านขวา แท้จริงถ้ามองเผิน ๆ มันจะเป็นโอ่งน้ำล้างเท้าแต่ทว่าไม่ใช่ เพราะคนสมัยนี้สวมรองเท้าไม่ได้มาเท้าเปล่าแล้วมาล้างเชิงบันได เมื่อตื่นขึ้นตอนเช้าหลวงปู่จะทำน้ำมนต์ มาเทลงในโอ่งท่านทำอย่างนี้ทุกวัน เล่ากันว่าน้ำมนต์ไล่ผีอย่างเห็นได้ชัดมีอยู่ครั้งหนึ่งมีคนแถวสามแก้ว ได้พาลูกสาวซึ่งมีอาการเหมือนถูกผีเข้าสิง ดิ้นทุรนทุรายร้องเอะอะเสียงดัง ญาติผู้ชายร่างกายแข็งแรงต้องช่วยกันพามาที่วัด มานั่งรออยู่เชิงบันไดเพราะบนกุฏิหลวงพ่อนั้นห้ามผู้หญิงขึ้นไป แล้วพ่อของเด็กก็ขึ้นไปเล่าอาการให้ฟัง เมื่อได้ฟังอาการแล้วหลวงพ่อก็เดินมาที่หน้ากุฏิมองลงมาที่เด็กสาวคนนั้น ชายสองคนจับแขนเอาไว้แน่น ขณะที่เด็กสาวสะบัดจะให้หลุดปากก็ร้องเสียงดังเอะอะ หลวงพ่อมองดูสักครู่ท่านก็ร้องบอกว่า นิ่งเสียบ้างซิ” เด็กสาวที่ร้องครวญครางส่งเสียงดัง ก็หยุดชะงักลงทันทีเมื่อสิ้นเสียงหลวงพ่อที่พูดลงมา สักครู่ก็ร้องอีกนายสร้างคนติดตามหลวงพ่อมานานหลายปี ได้ยื่นขันน้ำที่ตักจากในโอ่งบนกุฏิส่งให้ท่าน หลวงพ่อหยิบขันน้ำมาก็เทโครมลงมาทันที เมื่อน้ำมนต์ถูกร่างของเด็กสาวคนนั้นก็อ่อนแรงจนนอนราบเรียบสงบ หลวงพ่อหันหลังกลับเข้ากุฏิไป สักครู่เด็กสาวคนนั้นก็ลุกขึ้นงัวเงีย อาการผิดปกติหายไปราวกับปลิดทิ้ง น่าสังเกตตรงที่ว่าน้ำที่นายสร้างตักใส่ขันความจริงเป็นน้ำดื่มกินธรรมดา เมื่อหลวงพ่อรับขันมาท่านก็เทโครมทันที ไม่ได้เสกหรือเป่าใด ๆ ทั้งสิ้น เรื่องของการใช้น้ำมนต์ไล่ผีเข้าเจ้าสิงของท่านนั้นโด่งดังอยู่ ดังนั้นน้ำมนต์ของหลวงปู่จึงมีคนต้องการมาก
          ยาเส้น
        
ยาเส้นตามปกติหลวงพ่อสงฆ์ท่านชอบใช้ยาเส้นสีปากแล้วอมเอาไว้ ดังนั้นยาเส้นที่ท่านใช้แล้วเหล่านั้นจะกลับกลายเป็นของวิเศษเป็นของที่มีมงคลศักดิ์สิทธิ์ คือ กลายเป็นของขลังอย่างยอดเยี่ยม สมัยก่อนนั้นคนที่ไปวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยจะนำยาเส้นไปด้วยจำนวนหนึ่ง บางคนก็เอาไปเป็นห่อแล้วก็ให้หลวงพ่อเสกให้ ต่อจากนั้นก็นำมาเป็นวัตถุมงคลติดตัว ต่อมาทางวัดมีความคิดดีนำเอายาเส้นอัดพลาสติกห้อยคอ ทำเหมือนกับลูกอมปิดทอง ทำให้ยาเส้นโด่งดังและเป็นที่ต้องการของผู้ที่เข้าวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยเป็นอย่างมาก เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของยาเส้นนี้เรื่องมันมีอยู่ว่า...ครั้งหนึ่งได้มีคนมาหาหลวงพ่อท่านก็มอบยาเส้นไปให้ ยาเส้นนี้เดิมทีเป็นของใช้ประจำวันของหลวงพ่อ ท่านเอามาสีฟันคนที่เคารพนับถือเห็นว่าอะไรก็ตามที่ท่านใช้ย่อมจะเป็นมงคลทั้งสิ้นก็เลยขอยาเส้นท่านไป เมื่อได้แล้วก็นำไปไว้ในเซฟรวมกับเอกสารและของมีค่า เขาถือว่ายาเส้นของหลวงปู่เป็นของมีค่าด้วยชนิดหนึ่งต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี หลังจากนั้นไม่นานขโมยเกิดเข้าบ้านชายคนนั้น เมื่อมันเปิดเซฟออกมามันก็เบือนหน้า พราะในเซฟไม่มีสมบัติอะไรเลย ภายในเซฟมีแต่ยาเส้นกองเต็มไปหมดไม่มีของมีค่าใด ๆ เลย ต่อมาโจรพวกนั้นโดนจับได้แต่ของกลางไม่มีอะไร เพราะมันไม่ได้อะไรไปเลย บอกกับตำรวจเพียงว่า "ในเซฟมีแต่ยาเส้นจะเอาไปทำไม” ความจริงยาเส้นในเซฟนั้นมีเพียงก้อนเล็ก ๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือเท่านั้น แปลกใจทำไมมันจึงมองเห็นว่ามีมากมายไปได้หรือจะเป็นเพราะอภินิหารยาเส้นมงคลของหลวงพ่อ ยาเส้นของหลวงพ่อนั้นแท้จริงก็คือยาเส้นที่หลวงพ่อชอบอมเอาไว้หรือเรียกกันแบบภาษากลางว่า "ถุนยา" คือเอายาเส้นใส่ปากอมเอาไว้ เมื่อมีคนอยากได้บางคนขอเอาจากปากท่านเลยก็มี ท่านก็คายออกใส่มือที่แบรออยู่

       น้ำปลา...ยาวิเศษ
    
        จากคำบอกเล่าจากหญิงชาวบ้านจังหวัดนครศรีธรรมราชคนหนึ่ง ซึ่งเล่ากันว่า...เมื่อหลายปีมาแล้วว่ามีอาการปวดท้องซึ่งเป็นมานานกว่า ๑๐ ปี ไปรักษาตามโรงพยาบาลต่าง ๆ เสียเงินไปเป็นแสนบาท ก็ไม่หายจนยอมรับความจริงว่าคงรักษาไม่หายแล้ว ต่อมาได้ยินเขาเล่าลือว่าทางจังหวัดชุมพรมีพระที่วิเศษรูปหนึ่ง เคยรักษาโรคมาเป็นพัน ๆ คน และก็หายจนหมดสิ้นทุกคน คนป่วยทุกสารทิศจึงได้หอบสังขารชนิดผอมติดกระดูกมาหาพระวิเศษรูปนั้น พระรูปนั้นคือหลวงพ่อสงฆ์นี่แหละ ทันทีที่เห็นหน้าหลวงพ่อคนป่วยก็มีความรู้สึกศรัทธาอย่างยิ่งจนขนลุกขนพองอยู่ตลอดเวลา แม้ท่านจะกลับเข้ากุฏิไปแล้วก็ตาม ศิษย์ของท่านจึงนำน้ำปลาไปให้ท่านเพ่งกระแสจิตให้ระมาณ ๑๐ นาที แล้วนำน้ำปลานั้นมาให้และบอกว่าให้กินน้ำปลานี้ ยาอื่นท่านบอกว่าไม่ต้องกินแล้วถึงกินก็ไม่หาย ด้วยความศรัทธาในหลวงพ่อสงฆ์ หญิงคนนั้นจึงเปิดขวดน้ำปลาดื่มเข้าไป แม้ว่าน้ำปลาจะมีรสเค็มจริงอยู่แต่เวลาน้ำปลาผ่านลำคอไปแล้วรู้สึกเย็น ๆ พอไปถึงท้องแล้วอาการปวดท้องเสียด ๆ นั้นก็หายเป็นปลิดทิ้ง ไม่เกิดขึ้นอีกเลย เกิดความตื้นตันขึ้นมาดื่มเข้าไปอีกต่อหน้าลูกศิษย์ของหลวงพ่อ มีอาการยิ้มแย้มฉายให้เห็นท่าทีว่าอาการภายในสงบภายนอกก็แจ่มใส ผู้ป่วยนั้นก็ก้มลงกราบตรงเชิงบันไดกุฏิของหลวงพ่อ สำหรับชาวบ้านจะนำน้ำปลาเอามาให้หลวงปู่สงฆ์เสกเป่าเป็นมงคล เสร็จพิธีแล้วน้ำปลาจะเป็นของศักดิ์สิทธิ์ มีความขลังในการรักษาโรคผิวหนัง แผลเน่าเปื่อยได้ชะงัดดีนัก โดยเฉพาะผู้ที่ติดยาเสพติดน้ำปลาของหลวงปู่สงฆ์จะรักษาได้เป็นอย่างดี นับเป็นสิ่งมงคลในการรักษาโรคภัยอย่างไม่เคยมีผู้ใดกระทำมาก่อน

         น้ำล้างบาตร
              
น้ำล้างบาตรของหลวงพ่อสงฆ์ นับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อท่านฉันภัตตาหารเสร็จแล้วท่านจะเอาน้ำใส่บาตรเพื่อล้าง ผู้ประสงค์ก็จะคอยรับน้ำล้างบาตรกัน เมื่อผู้ใดได้น้ำล้างก้นบาตรแล้วก็จะนำเอาไปอธิษฐานบารมีเป็นที่พึ่ง เพื่อนำไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ แล้วก็ได้รับความสำเร็จทั่วหน้า เรื่องน้ำล้างบาตรนี้ ก็มีเรื่องเล่ากันว่ามีสุภาพสตรีผู้หนึ่งมีกิจการโรงแรมในจังหวัดชุมพร ได้เดินทางมาที่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย และได้ขอน้ำล้างก้นบาตรจากท่านเพื่อจะเอาไปแก้โรคภัยไข้เจ็บชนิดเรื้อรังที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนั้น เมื่อได้น้ำก้นบาตรใส่ขันใบใหญ่แล้วเธอก็นั่งรถกลับจังหวัดชุมพร แต่ขณะนั่งรถมาระหว่างทางเธอได้พิจารณาดูน้ำล้างบาตรในขันที่ใส่มา เห็นเม็ดข้าวขาว ๆ และชิ้นเศษอาหารลอยปะปนอยู่ ดูสกปรกน่ารังเกียจ ก็เกิดเสื่อมความศรัทธาขึ้นมา และไม่เชื่อว่าน้ำล้างก้นบาตรนี้จะรักษาโรคได้จริง คิดได้ดังนั้นก็หยิบยกขึ้นมาเทลงข้างทางเสียแล้วก็นั่งรถกลับมาถึงบ้าน คืนนั้นขณะกำลังนอนหลับอยู่พอเริ่มเคลิ้ม ๆ หลับได้นิดเดียวก็รู้สึกคันระยิบระยับไปทั้งตัวเป็นที่น่าสงสัยนัก เธอผู้นั้นจึงลุกขึ้นไปเปิดไฟดูก็พบว่าหนอนตัวขาว ๆ จำนวนมากมายไต่ตามตัว และที่นอนยั้วเยี้ยเต็มไปหมด สตรีผู้นั้นตกใจและขยะแขยงแทบเป็นลม จึงร้องเรียกคนรับใช้ให้มาช่วยกันกวาดเอาตัวหนอนขาว ๆ เหล่านั้นออกมาจากห้องไปทิ้งเสีย สตรีผู้นั้นก็ไม่ได้ได้สนใจคิดอะไรล้มตัวลงนอนต่อไป พอเกือบจะเคลิ้ม ๆ ได้สักเล็กน้อยก็รู้สึกเจ็บรู้สึกว่าหนอนยังมีหลงเหลืออยู่อีก แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งแรกจึงรีบเปิดไฟฟ้าขึ้นดูก็พบหนอนสีขาว ๆ มากมายกว่าเก่าอีก โดยเกาะขึ้นเต็มตัวเต็มไปหมด สตรีผู้นั้นเกิดความกลัวสุดขีดจึงวิ่งหนีออกมานอกห้องนอน แล้วเรียกคนใช้ออกมาให้กวาดหนอนไปทิ้งอีก คนใช้ทุกคนรีบกวาดหนอนตัวขาว ๆ นั้นมารวม ๆ กัน เพราะครั้งนี้ดูมันคลานกันเต็มห้องไปหมด แต่ยังมิได้เอาไปทิ้งก็เกิดเหตุที่ทำให้ตกตะลึงอยู่กับที่ฝูงหนอนดังกล่าวกลับกลายเป็นเมล็ดข้าวสารขาว ๆ ไปทั้งหมด แม้จะเป็นเมล็ดข้าวสารก็จริง แต่ใจยังหวาดผวาด้วยความอัศจรรย์นั้นอยู่ ครั้นแล้วสตรีผู้นั้นเมื่อหายจากอาการตกตะลึง ก็รู้ได้ทันทีว่าอะไรเป็นอะไรรู้สึกสำนึกว่าตนเองได้ทำความผิดไว้อย่างมหันต์ ที่คิดลบหลู่ดูหมิ่นน้ำล้างบาตรของหลวงพ่อสงฆ์เมื่อตอนกลางวันนี้ โดยนำน้ำก้นบาตรเททิ้งข้างทาง ดังนั้นสตรีผู้นั้นจึงจุดธูปเทียนขึ้นบูชากล่าวคำอโหสิกรรมโทษที่ตนล่วงเกินด้วยความเกรงกลัว จากนั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีหนอนมารบกวนอีกเลย สามารถนอนหลับได้อย่างสบายตลอดรุ่งเช้า

          กวางน้อย
  
         มีชาวบ้านคนหนึ่งได้นำลูกกวางตัวผู้มาถวายให้หลวงพ่อสงฆ์ กวางน้อยตัวนี้กำลังซนท่านก็เอาชายจีวรที่ท่านฉีกมาผูกคอไว้ มันก็เที่ยวของมันไปตามประสา เพราะไม่ได้ผูกมัดแต่อย่างใด บางครั้งไปกินพืชผักของใครเข้า เจ้าของโกรธไล่ตีมันก็วิ่งหนีกลับเข้าวัด เพราะความเกเรซุกซนของมันนี่แหละ โดนดีเข้าจนได้มีคนเอาปืนลูกซองยิงมัน แต่ทว่าด้านยิงไม่ออกหลายครั้ง จนลือกันว่ากวางตัวนี้หนังมันดียิงไม่ออก วันหนึ่งมันออกไปกินยอดพลูของครูคนหนึ่งเข้าที่บ้านข้างวัด ครูคนนั้นก็เอาไม้ไล่ตี ปากก็ตะโกนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ตกกลางคืนกวางตัวนี้ชื่อไอ้น้อย ก็แอบเข้ามากินยอดพลูที่เหลือจนหมด ครูนั้นโกรธมากมาเล่าเรื่องและฟ้องท่าน ท่านก็หัวเราะพูดลอย ๆ ว่า ก็ครูอยากไปด่ามันทำไม ไอ้น้อยไม่ชอบให้ใครด่า ครูเก็บเอาความแค้นไว้ในอกเงียบ ๆ หลังจากนั้นได้ไปติดต่อกับคนรับซื้อสัตว์ป่า เพื่อจะขโมยไอ้น้อยกวางของท่านมาขาย สมคบกับอีกคนหนึ่งเตรียมขโมยไอ้น้อย แล้ววันนั้นไอ้น้อยก็รับกรรมถูกจับตัวเอาขึ้นบนรถไปหมายจะนำไปขายในกรุงเทพฯ บนรถบรรทุกไอ้น้อยมานั้นมีสัตว์ป่าอีกหลายตัวรวมอยู่ด้วย รถได้แล่นออกมาจากชุมพรจวนจะถึงเขาหินช้าง เกิดยางแตกกำลังเปลี่ยนยางอยู่นั้น ไอ้น้อยกวางหลวงปู่ก็หลุดหนีออกมาได้ ไอ้น้อยได้ไปเที่ยวอยู่แถว ๆ พ่อตาหินช้าง บ้านยายไท แถวน้ำตกกะเปาะอำเภอท่าแซะอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่ไอ้น้อยกำลังเที่ยวหาอาหารอยู่ในเวลาเช้า ไอ้น้อย หารู้ตัวไม่ว่าความตายกำลังจะมาเยือนมันอยู่แล้ว ขณะที่มันกำลังเพลิดเพลินเล็มยอดไม้อยู่นั้น ก็ได้มีชายผู้หนึ่งชื่อว่านายหวินกำลังจะยัดเยียดความตายให้กับไอ้น้อยด้วยอาวุธปืน นายหวินได้สับไกปืนเพื่อทีหวังจะล้มไอ้น้อยให้ได้ แต่ ๒ ครั้ง ๓ ครั้งแล้วกระสุนของนายหวินก็ไม่ระเบิด แต่ทำไมจึงทำอะไรไอ้น้อยไม่ได้ก็รำพึงนึกในใจว่า “มันกวางอะไรกวางของใครทำไม่จึงยิงไม่ออกแปลก!” ขณะที่นายหวินครุ่นคิดอยู่นั้นสายตาไปเหลือบเป็นผ้าสีเหลืองซึ่งเป็นผ้าพระที่ผูกอยู่ที่คอของไอ้น้อย ด้วยความมั่นใจในฝีมือตัวเองประกอบกับดวงของได้น้อยมันถึงฆาต เหมือนกับคำที่กล่าวว่า “ถึงคราวตายแน่นอนทางแก้ไม่มี ตายแน่เราหนีกันไปไม่พ้น จะเป็นราชาหรือมหาโจร ต้องทิ้งกายสกนธ์สู่เชิงตะกอน” นายหวินได้เข้าไปปลดผ้าสีเหลืองที่ผูกคอไอ้น้อยไว้ ซึ่งเป็นเศษผ้าจีวรของหลวงปู่ออกจากคอไอ้น้อย อนิจจาความตายกำลังจะมาเยือน ไอ้น้อย เมื่อดวงมันถึงฆาตมันก็ทำอะไรไม่ถูก ธรรมดาแล้วมันไม่ค่อยจะให้ใครเข้าใกล้ตัวมันยกเว้นหลวงพ่อ และกับคนที่มันรู้จักมักคุ้นเท่านั้น แต่เพราะสัตว์มันไว้ใจคน หารู้ไม่ว่าคน ๆ นั้นกำลังจะหยิบยื่นความตายให้ นายหวินปลดผ้าเหลืองออกจากคอไอ้น้อยแล้ว ก็รีบวิ่งกลับไปยังบริเวณที่ได้เอาปืนพิงไว้กับต้นไม้ใหญ่ เบนลำกล้องปืนกลับมาสู่ตัวไอ้น้อยอีกครั้ง พร้อมกับลั่นไกเสียงปัง เสียงปืนดังแน่นคับราวป่า ผู้ชำนาญเสียงปืนถ้าได้ยินเสียงก็บอกได้ว่ากระสุนเข้าเป้าอย่างแน่นอน ไอ้น้อยล้มทั้งยืนในขณะที่ปากของมันยังคาบยอดไม้อ่อนอยู่ แต่ว่ามันไม่มีโอกาสที่จะได้เคี้ยวอีกต่อไป เลือดแดงฉานทะลักออกมาจากท้องราวกับสายน้ำ ตาของไอ้น้อยค้างแต่หากมันมีความรู้สึกสักนิด ก็จะสงสัยว่า “ทำไมวันนี้จึงสั้นเสียเหลือเกิน เรากินอาหารมื้อเช้ายังไม่ทันอิ่ม ก็มืดเสียแล้ว” โอ้อนิจจาความตายไม่เคยเว้นใครแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ฝ่ายนายหวินมือเพชฌฆาต ดีอกดีใจที่ได้ล้มไอ้น้อยลงได้ใครล่ะจะแน่กว่าเรา ภรรยาของหวินอยู่ที่บ้านตกใจ โดยไม่รู้สาเหตุตะโกนบอกเพื่อนบ้านใกล้เคียงว่า "หวินยิงกวางหลวงพ่อสงฆ์ หวินยิงกวางหลวงพ่อสงฆ์" ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เห็นกับตา เพื่อนบ้านเมื่อได้ยินดังนั้นก็พากันไปดูก็พบนายหวินกำลังชำแหละเนื้อกวางตัวนั้นอยู่ บางคนก็คิดอยากจะช่วยแต่ในขณะนั้นเอง กลิ่นอุจจาระก็ส่งกลิ่นตลบอบอวน โดยไม่ทราบสาเหตุที่ไปที่มาของกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ นายหวินและเพื่อนบ้านช่วยกันตรวจสอบ ก็พบว่ากลิ่นนั้นมาจากซากกวางที่ถูกยิงนั้นเอง ในที่สุดก็ไม่มีใครเอาเนื้อนั้นไปได้เลยแม้แต่น้อย เพราะเหมือนจะเหม็นจนไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง ฝ่ายนายหวินเองเมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นก็เริ่มตกใจกลัวจนใจเตลิดเปิดเปิงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดสติวิปลาสขึ้นเอง วิ่งเตลิดเปิดเปิงกลับบ้านไม่ถูก เพื่อนบ้านกับภรรยาของหวิน เมื่อทราบดังนั้นจึงได้ไปบอกกล่าวขอโทษหลวงพ่อที่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอยว่า “หวินมันยิงกวางเสียแล้วล่ะหลวงพ่อ” ท่านก็กล่าวว่า “คนยิงมันบ้า”  นายหวินก็บ้าไม่ได้สติตั้งแต่บัดนั้นจนทุกวันนี้ จะด้วยกรรมที่หวินทำลงไปหรืออะไรก็ไม่ทราบได้ แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับนายหวินอาจเป็นเพราะนายหวินไปยิงกวางของท่านตาย

        มรณภาพ
             หลวงพ่องฆ์ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๒ จนถึงวันอังคารที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ตรงกับแรม ๙ ค่ำเดือน ๘ ปีกุน  ท่านมรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่  ๒ สิงหาคม ๒๕๒๖ ท่านครองวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยอยู่ถึง ๖๔ ปี เผยแผ่สืบสานพระบวรพุทธศาสนา ช่วยเหลือผู้คนและสรรพสัตว์ทั้งหลาย การจากไปของท่านสร้างความเศร้าโศกแก่ชาวบ้านและศิษยานุศิษย์ แม้กระทั่งสรรพสัตว์ที่ท่านเคยดูแล ก่อนหน้านี้หนึ่งวันหลวงพ่อได้ให้คนไปตามหลวงพ่อคงจากวัดวิสัยซึ่งเป็นหลานชายของท่านให้มาพบและกล่าวว่า... เมื่อท่านสิ้นขอมอบบาตร ไม้เท้า และย่าม ให้แก่หลวงพ่อคงนำไปเก็บรักษาไว้ด้วย ในวันอังคารที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ตอนเช้าหลวงพ่อท่านยังรู้สึกตัว มีสายน้ำเกลือติดอยู่ที่แขนท่าน นอนสงบอยู่บนเตียงที่กุฏิ เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. เศษ ๆ ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดที่มาปรนนิบัติเห็นท่านนอนนิ่ง แต่ทว่าน้ำเกลือไหลเปรอะออกมา จึงได้ไปตามหมอมาดูปรากฏว่าหลวงปู่ท่านได้จากไปอย่างสงบเสียแล้ว น้ำไม่ได้เข้าสู่ร่างกายเพราะลมหายของหยุดไปแล้ว น้ำเกลือจึงไหลล้นออกมาไม่อาจเข้าร่างกาย ท่านจากไปอย่างสงบไม่ทราบเวลาที่แน่นอนเพราะท่านนอนนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่ กระวนกระวายจนผิดสังเกต บรรยากาศ ณ เวลานั้นช่างเงียบเชียบ แม้แต่สายลมยังหยุดนิ่ง ใบไม้ไม่ไหวติงไม่มีแม้แต่เสียงนก เสียงกา ร้องเหมือนปกติเช่นเคย แสงแดดส่องประกายเหลืองจ้าผิดปกติจากทุก ๆ วัน ทุกสรรพเสียงเงียบเชียบ ไม่เพียงแต่เสียงฆ้องกลองดังระงมไปทั่ว ซึ่งเป็นการบอกเหตุให้ชาวบ้านได้รับรู้บ้างต่างก็พากันงุนงงเต็มไปด้วยความสงสัยสับสน มีบ้างที่รู้ถึงข่าวการอาพาธของท่านก็เกิดความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก ถึงลางบอกเหตุของการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ดังนั้นทุกคนในบริเวณที่รัศมีเสียงฆ้องกลอง สามารถดังถึงก็รีบมาที่วัดเป็นการด่วน บางคนทิ้งจอบทิ้งเสียมไว้กลางทุ่งนาโดยมิได้นึกถึงสิ่งใด เพราะตอนนี้ทุกคนต่างต้องการมาให้ถึงวัดโดยเร็ว เมื่อมาถึงในบริเวณวัดพอทราบว่าหลวงพ่อได้จากไปเสียแล้ว สร้างความเศร้าโศกเสียใจ บางคนถึงกับร้องไห้ฟูมฟาย บางคนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ด้วยคิดว่าตอนนี้ที่พึ่งทางใจได้จากไปเสียแล้ว ต่อไปนี้จะพึ่งใครเพราะตอนสมัยหลวงพ่อยังอยู่ไม่ว่าจะเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเดือดร้อนด้วยเรื่องอันใดก็จะได้ท่านเป็นที่พึ่งปัดเป่าทุกข์ร้อนต่าง ๆ ให้สิ้นไป ต่อจากนี้ไปจะหันหาไปพึ่งใครได้อีกเล่า ยิ่งทำให้บรรยากาศในบริเวณวัดวังเวงยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อบรรดาศิษย์ทั้งหลายที่อยู่ไกลออกไปทราบข่าวคราว ต่างก็พากันมาที่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย อย่างเนืองแน่นจากทุกสารทิศเพื่อกราบนมัสการสรีระและบำเพ็ญกุศลถวายแด่หลวงพ่อ 
         บรรยากาศ
ตั้งแต่เช้าจรดค่ำคืน ที่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอยจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คน บ้างต้องจอดรถยนต์เดินกันเป็นระยะทาง ๒-๓ กิโลเมตร ในระหว่างงานมีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นคือหาใช่เพียงแต่ผู้คนไม่ที่มานมัสการสรีระของหลวงพ่อ แม้แต่เต่าที่ท่านได้เคยเลี้ยงและได้ปล่อยไปแล้ว ยังกลับมาที่วัดเสมือนว่ามันจะทราบว่าหลวงปู่ได้ละสังขารแล้ว ในวันที่เต่าปรากฏนั้นเกิดพายุหมุนเล่นเอาสังกะสีหลังคาโรงที่สร้างเอาไว้ สำหรับรองรับคนที่มาฟังเทศน์ ฟังการสวดพระอภิธรรม กระจัดกระจาย สังกะสีปลิวว่อน แต่ไม่มีใครได้รับอันตรายแต่อย่างใด เต่าตัวนี้มีขนาดประมาณ ๑๕-๒๐ นิ้ว เมื่อมาถึงที่ศาลามีคนอุ้มเอาขึ้นไปวางไว้ตรงหน้าหีบศพของท่าน เมื่อวางเสร็จเต่าตัวนี้ก็ทำหัวผงก ๆ จากนั้นก็นั่ง มีคนเห็นเต่าน้ำตาไหล อาบแก้มทั้งสอง ข่าวนี้กระจายไปทั่วเมืองชุมพร คนก็เลยมาดูเต่ากันมากขึ้นสิ่งที่น่าประหลาดคือเมื่อนำเต่าออกมาถ่ายรูป หรือจะนำออกมาวางในลักษณะใดก็ตามพอวางเสร็จสักครู่ เต่าก็จะหันหัวกลับไปที่หีบศพทุกครั้ง แล้วกลับไปนอนนิ่งใต้หีบศพของหลวงพ่อ ความแปลกยังมีอีกจนกระทั่งถึงวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ จากจำนวนเต่า ๑ ตัว แรกกลายเป็น ๙ ตัว เพราะมีเต่าเพิ่มมาอีก บางตัวมาปรากฏอยู่หน้าลานวัด บางตัวชาวบ้านจับเอามาส่งที่วัด เพราะเขาเล่าว่าตอนขณะที่พวกเขาจะเดินทางมานมัสการหลวงพ่อ เต่าได้ออกมาขวางหน้ารถคล้ายกับว่าจะให้พามันมานมัสการหลวงพ่อด้วยนั่นเอง ที่เป็นอย่างนี้เพราะเหตุว่าเมื่อตอนหลวงปู่ยังอยู่นั้น หากชาวบ้านพบเต่าคลานอยู่หรือว่าจับได้ ก็จะนำมาถวายหลวงปู่ที่วัดท่านก็จะเอาสีเขียนทาลงไป เขียนชื่อท่านบ้าง เขียนชื่อวัดบ้าง บางตัวก็จะมีอักขระขอม เป็นที่รู้กันว่านี่คือเต่าของหลวงพ่อ เป็นเต่าพันธุ์เต่าหกมีลักษณะ ๖ ขา เป็นเต่าพันธุ์เฉพาะถิ่นในแถบเมืองชุมพรนี้ บางตัวหากจะยกต้องให้ผู้ชายกำลังดี ๆ ถึง ๔ คนจึงจะยกได้จนเมื่อท่านละสังขาร เ หลวงพ่อสงฆ์ได้ละสังขารไป เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๖ สิริรวมอายุ ๙๓ ปี ๗๒ พรรษา ในวันนั้นนอกจากลูกศิษย์ลูกหาที่มากันอย่างเนืองแน่นวัด   ก็ยังมีขบวนเต่าที่พากันคลานกันมาเพื่อมาสักการะหลวงปู่สงฆ์ ซึ่งเต่าบางตัวมีขนาด 4 คนอุ้ม เมื่อมาถึงที่ตั้งสังขารของหลวงปู่ เต่าพวกนั้นก็จะทำท่าผงกหัว 3 ครั้ง พร้อมกับมีน้ำตาไหลคลอออกมาจากเบ้าตาเพื่อแสดงความเคารพที่มีต่อหลวงปู่ 
          ปัจจุบันสรีระของหลวงพ่อสงฆ์ยังคงประดิษฐาน ณ โลงแก้ว ณ ศาลาธรรมสังเวช วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย จังหวัดชุมพร เป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมากเพราะสรีระของท่านไม่เน่าเปื่อย เพี่อให้พุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์ได้กราบสักการบูชาตลอดไป


ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อ/สถานที่/เรื่อง
หลวงพ่อสงฆ์ จนฺทสโร
ที่อยู่
จังหวัด
ชุมพร


วีดิทัศน์

บรรณานุกรม

เล่าเรื่องเมืองชุมพร. (2566). ประวัติของ " หลวงปู่สงฆ์จันทสโร " อดีตเจ้าอาวาสวัดเจ้าฟ้าศาลาลอย. สืบค้น 9 มิ.ย.69, จาก
              https://link.psu.th/qPMfz6


รูปภาพ
 
      Font Size  
Back to Top
Khunying Long Athakravisunthorn Learning Resources Center
Prince of Songkhla University ©2018-2026