นิทานพื้นบ้านภาคใต้เรื่องทำคุณบูชาโทษโปรดสัตว์ได้บาป เป็นนิทานของชาวบ้านที่เล่าสืบต่อ ๆ กันมา มีคุณค่าในการอบรมสั่งสอนให้มีความกตัญญูรู้คุณต่อผู้มีพระคุณ...ยังมีเศรษฐีผู้หนึ่งเลี้ยงแพะไว้ตัวหนึ่ง ต่อมาเศรษฐีผู้นั้นได้ลูกหมาน่ารักมาอีกตัวหนึ่งเพื่อจะเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน อยู่มาวันหนึ่งหมากินข้าวไม่อิ่ม หมาจึงพูดกับแพะว่าคืนนี้เราจะไม่เห่าเพราะเรากินข้าวไม่อิ่ม แพะบอกว่าไม่อิ่มวันนี้ก็ค่อยกินวันพรุ่งนี้อีกก็ได้ หน้าที่ของเจ้าก็ต้องเห่า แต่หมากลับเถียงว่าจะไม่ยอมเห่า ซึ่งต่างก็ถกเถียงกันอย่างไม่ลดละ จนแพะเห็นว่าไม่สามารถจะเกลี้ยกล่อมหมาเหาได้แน่นอนแล้วจึงรีบพูดขึ้นว่าเอ็งไม่เห่าข้าจะเห่าเอง พอตกดึกในคืนนั้นก็มีโจรผู้ร้ายเข้ามาในเขตรั้วบ้าน หวังจะเข้ามาขโมยทรัพย์สิน แพะเห็นเข้าก็ส่งเสียงร้องแบ๊ะ แบ๊ะ ฝ่ายหมานอนดูเฉยไม่ยอมเห่า โจรได้ยินแพะร้องก็ถอยออกไป สักครู่หนึ่งโจรก็กลับเข้ามาอีกแพะก็ร้องแบ๊ะ แบ๊ะ อีกเช่นเดิม โจรก็ถอยออกไปอีกครั้งหนึ่ง เศรษฐีได้ยินเสียงแพะร้องก็ลงมาดูเมื่อไม่เห็นอะไรผิดสังเกตก็กลับขึ้นบนบ้านไปนอน ขณะที่กำลังจะหลับโจรก็เข้ามาอีก แพะเห็นดังนั้นก็ส่งเสียงร้องขึ้นอีก ฝ่ายเศรษฐีก็ตกใจและตื่นขึ้นมาดูอีกแต่ปรากฏว่าไม่พบอะไรเลยเหมือนในครั้งแรก เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้งจนกระทั่งครั้งสุดท้าย ด้วยความโมโหเศรษฐีก็ลงมาเอาไม้ทุบแพะจนตาย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าแม้แพะจะเป็นสัตว์แต่ก็สำนึกในบุญคุณเจ้าของบ้านที่ให้ข้าวให้น้ำให้ที่พักพิง ถึงแม้ตัวเองจะเห่าไม่ได้เหมือนสุนัขแต่ก็ส่งเสียงร้องได้ เพื่อให้เจ้าของบ้านรู้ตัวว่ากำลังจะมีภัยเข้าบ้าน แต่จากความไม่เข้าใจของผู้เป็นเจ้าของกลับเห็นว่าเสียงร้องของแพะเป็นสิ่งที่น่ารำคาญและตีแพะจนตายจึงกลายเป็นการทำคุณบูชาโทษดังนิทานเรื่องนี้