นายดั้น
 
Back    24/04/2018, 10:07    2  

หมวดหมู่

นิทานพื้นบ้าน


ประเภท/รูปแบบเนื้อหา

นิทานพื้นบ้าน


ผู้แต่ง/เจ้าของผลงาน
ต้นฉบับเป็นของวัดท่าเสริม (นครศรีธรรมราช)

เนื้อหา

        นายดั้นหรือนายดันหรือนายดั่นเป็นวรรณกรรมท้องถิ่นของจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่งเป็นกลอนสวดอันประกอบด้วยฉันทลักษณ์ ๓ ชนิด คือกาพย์ยานี ๑๑ กาพย์ฉบัง ๑๖ และกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ จัดอยู่ในวรรณกรรมประเภทหัสคดีมีมุขตลก ที่ปราศจากความหยาบโลนและยังแทรกประเพณีและความเชื่อ เช่น เรื่องการแต่งงาน ตั้งแต่การไปสู่ขอ การจัดขัดหมาก การตระเตรียมงาน จนถึงการเข้าเรือนหอ วรรณกรรมเรื่องนี้เคยจัดพิมพ์แจกในงานทำบุญฉลองอายุครบ ๖ รอบของนายเชวง ไชยานุพงศ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ จากคำนำระบุว่าผู้แต่งคือขุนสิทธิ์ เดิมต้นฉบับเขียนบันทึกลงในสมุดข่อย ต้นฉบับเป็นของวัดท่าเสริม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ระยะเวลาที่แต่งนิทาน เมื่อพิจารณาจากที่เรื่องได้กล่าวถึงนายเรือง นาใน และนายกลอย ซึ่งนายเรือง นาใน มีชีวิตอยู่ในช่วงรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นิทานมีอยู่ว่า.... 
          นานมาแล้วยังมีตายายผัวเมีย แกได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในชนบทแห่งหนึ่ง ตายายทั้งสองนั่นเป็นคนที่มีฐานะดีเข้าขั้นเศรษฐีคนหนึ่งทีเดียว ทั้งสองได้มีลูกชายคนหนึ่ง ชื่อว่า"นายดั่น" ก็เป็นคนตาบอดตาใสมาเสียแต่กำเนิดแต่ถึงแม้ว่านายดั่นจะตาบอดก็ตาม นายดั่นก็ยังเป็นคนเฉลียวฉลาด มีไหวพริบและปฏิภาณเป็นเลิศ สำหรับคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่รู้จักมักคุ้นกันจริง ๆ แล้ว เมื่อได้พบเห็นนายดั่นเขาก็จะไม่รู้เลยว่านายดั่นนั้นเป็นคนตาบอด ทั้งนี้ก็เพราะนายดั่นแกรู้เรื่องราวของคนตลอดจนหนทางและอื่น ๆ ในหมู่บ้านได้ดีกว่าคนตาดี ๆ เสียอีก อีกประการหนึ่งก็คือตาของนายดั่นนั้นเป็นตาบอดประเภทหนึ่งที่มีลักษณะทั่ว ๆ ไปเหมือนกับตาดี ๆ ของเรานี่เองเพียงแต่มองไม้เห็นเท่านั้น ชาวภาคใต้เรียกตาบอดประเภทนี้ว่า "บอดเมลิน" ต่อมาเมื่อนายดั่นมีอายุเลยวัยเบญจเพสไปแล้วนายดั่นก็คิดใคร่จะมีเมียเหมือนกับหนุ่มคนอื่น ๆ บ้างจึงได้อ้อนวอนแม่ให้ไปขอหญิงที่ตนหมายปองไว้ หญิงสาวผู้นั้นชื่อว่านางริ้งไรเป็นลูกสาวของหญิงม่ายซึ่งอยู่หมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง อันนางริ้งไรนั้นก็เป็นหญิงโง่และไม่ชอบสมาคมคบหากับใคร ๆ ด้วย เมื่อแม่ของนายดั้นได้ฟังลูกชายตนเว้าวอนให้ไปขอเมียให้เช่นนั้น ก็ให้รู้สึกรำคาญ ด้วยเห็นว่าลูกชายตนไม่รู้จักเจียมตัวเจียมสังขารของตัวเสียบ้างเลย ดังความที่จำมาจากหนังสือสวดว่า"

.ครั้นจึงยายเฒ่า ฟังลูกกล่าวก็โกรธวุ่นวาย
พูดจาหน้าไม่อาย จิตคิดหมายใคร่มีเมีย
เป็นคนมลมืดมัว ไม่เจียมตัวว่าตาเสีย
พูดฉะอ้อนวอนขอเมีย 
าสิบเบี้ยใครจะยินดี
แต่กระบานสานไม่ถูก จะขอลูกเขาหรือหนา
เรือกสวนเร่บ่นหว้า ทั้งไร่นาไถไม่เห็น..

          ฝ่ายตาเฒ่าผู้พ่อเมื่อได้ยินเสียงเมียตนบ่นพร่ำออกมาเช่นนั้น ก็บอกว่าให้ไปขอ...ลองดูเถิดเพราะเด็กมันอาจจะเคยเป็นเนื้อคู่กันมาในชาติก่อนก็ได้ฝ่ายยายเฒ่าผู้เป็นแม่จึงได้จัดการขอเมียให้ลูกชายตามคำแนะนำของผัวในวันต่อมา ด้วยการจัดเฒ่าแก่ไปพูดทาบหามลูกสาวของยายทองสาก่อน ฝ่ายยายทองสาแม่ม่าย..เมื่อได้มีผู้มาขอลูกสาวตนเช่นนั้นก็รำพึงอยู่ในใจว่า

"ว่า....ลูกกูนี้พันที่กำลังกูได้ปลูกฝัง 
หวังจะได้กินแรง คือลูกม่วงขบเผาะ
แตงกวาทรามเหนาะ นำ้เต้าทรามแกง
ปล้ำเลี้ยงลูกมา ว่าจะกินพลูแต่ง
ครั้นเขามาแหลง หวงไว้ทำไหร...."

              ยายทองสา เมื่อคิดได้แล้วก็ตอบตกลงไปทันทีเมื่อได้ดูฤกษ์ยามกันแล้วทั้งสองฝ่ายจึงได้นัดหมายกะวันแต่งงานกันขึ้น และต่างก็เตรียมสิ่งของข้าวปลาหาร
สำหรับงานนั้นไว้อย่างพรักพร้อม ดังข้อความที่จำๆ กันมาว่า

".....ต่อโพรกให้นายจันทร์ กับนายชื่นขึ้นไปเหนือ
ซื้อพลูสี่ห้าร้อย ทั้งกล้วยอ้อยสักลำเรือ
ดีปลีและลูกเชือ ลำเรือใหญ่ใส่ให้เต็ม
แล้วใช้ให้นายคาร ซื้อน้ำตาลไร่บังเหล็ม
เนียงใหญ่ใส่ให้เต็ม ค่ามากน้อยค่อยคิดกัน
แล้วว่านายบัวศรี รุ่งเช้านี้สักทีหลาน
ลงไปหัวตะพาน ซื้อเหล้ามาสี่ห้าถัง
นางปุกให้ไปด้วย ช่วยซื้อเคยสักสิบชั่ง
กุ้งแห้งซื้อมามั่ง โคบทูกังเห็นซื้อมา
ไปพบเรือชาวนอก ถ้าเข้าบอกขายพุงปลา
เองจงซื้อเอามา สี่ห้าหม้อให้พอการ
พี่น้องทั้งซ้ายขวา วานเขามาตำข้าวสาร
พร้อมพรั่งสิ้นทั้งบ้าน มาช่วยกันทั้งหญิงชาย......."

             เมื่อถึงวันแต่งงาน ขบวนขันหมากของนายดั่นก็ยกมายังบ้านนางริ้งไรตามฤกษ์ เมื่อถึงประตูบ้านเจ้าสาว นายดั่นก็ให้รู้สึกพรั่นใจ เพราะตนไม่คุ้นเคยกับบ้านนี้กลัวว่าจะเดินไม่ถูกทางหรือทำอะไรไม่ถูกไม่ควรเนื่องจากนัยน์ตาของตนเป็นเหตุ บริเวณบ้านนั้นก็รู้สึกว่าเป็นเนื้อที่ที่โล่งเตียนไม่มีทางเดินให้สังเกตนายดั่นจึงเดินกัมๆ เงยๆ ไปอย่างหวาดระแล้วก็ชนเอากอกล้วยเข้าให้เต็มที่จนเสียหลักเกือบล้มลง แต่นายดั่นก็ได้เอามือจับทางกลัวยไว้ทัน และเมื่อรู้ว่าตนพลาดไปแล้วเช่นนั้น ก็ได้พูดแก้ตัวขึ้นทีว่า "..เดินมาดีๆ ไม่รู้ว่านกอะไรมันขี้รดหัวตนเข้าจึงได้วิ่งเข้าไปเก็บใบตองมาเพื่อเช็ดขึ้นก บังเอิญสะดุดเอาก้อนอิฐเข้าอีกทำให้เสียหลักไปชนเข้ากับกอกล้วย.." แล้วก็แกล้งพร่ำบ่นออกมาอย่างคนหัวเสีย แล้วก็เดินตามขบวนขันหมากไป จนกระทั่งถึงบันไดหัวขบวนขันหมากต่างก็ล้างเท้าแล้วขึ้นบันไดบ้านไปส่วนนายดั่นได้เดินแตกขบวนออกไปอีก คราวนี้ไปเดินเข้าไปใต้ถุนบ้านเที่ยวกัมๆ เงยๆ ดันดุนอยู่ใต้ถุนชานบ้านคนที่มาในงานก็ถามขึ้นว่า "นั่น..เจ้าบ่าว....เข้าไปทำไมที่ใต้ถุนบ้าน..."นายดั่นเมื่อได้ยินคนพูดกันดังนั้น จึงพูดแก้ตัวออกมาทันทีว่า "ฉันเข้ามาดูความีมั่นคงแข็งแรงของตงรอด....ว่ามันจะแน่นหนามั่นคงพอที่จะรับน้ำหนักคนที่อยู่บนบ้านเป็นจำนวนมากนี้ได้หรือไม่ ......แหละ"เพราะแชกเหรือที่มาบางคนกินไม่ได้...เท่านั้นแหละ" ดังข้อความที่จำ ๆ กันมาว่า

"...บอกความแก่พี่ สักหน่อยหนึ่งรา
ว่าลุงขุนอินทร์ หม่อมนิลจินดา
สองคนนั้นหนา ปากเป็นตาลทราง
เขาเป็นผู้ใหญ่ เอาใจเขาบ้าน..."

        จึงเป็นอันว่าพิธีแต่งงานของนายดั่นสิ้นสุดในตอนเย็นของวันนั้นนั่นเอง และนายดั่นก็ได้อยู่กับที่บ้านแม่ยายต่อมาขณะที่อยู่กินกับเมียที่บ้านแม่ยายนั้น นายดั่น ได้ช่วยเมียทำมาหากินกันไปตามประสาคนในชนบททั่วไป..คือทำนาทำไร่ ฝ่ายเมียก็ทอหูกทอผ้า อยู่มาวันหนึ่งเมื่อถึงฤดูกาลของการทำนา นางริ้งไรก็ได้ปรึกษาหารือกับผัวตนถึงการไถนา นายดั่นก็บอกว่า"Lตนไม่เคยไถนามาก่อน เพราะที่บ้านของตนนั้นใช้ควายฝูงเหยียบนา.... เอาเถิด เมื่อมาอยู่ที่นี่แล้วให้ไถก็ไถกัน..."รุ่งขึ้นเช้า นายดั่นก็ให้เมียพาไปยังที่นาเพื่อจะได้ลงมือไถเสียเลย เพราะฝนให้หยามแล้วขึ้นช้าไปจะไถไม่ได้อีก เมื่อถึงที่นานางริ้งไรก็ชี้แจงให้นายดั่นทราบว่าที่นาของแม่นั้นอยู่ตรงไหนบ้าง ดังข้อความที่จำๆ กันมาว่า

"...ถึงนานางชี้ ตรงนี่ของเรา
ข้างโน่นของป้า ข้างนั่นของน้า ข้างโน้นของเขา
พ้นแต่ต้นไม้ ไม่ใช่ของเรา
ว่าแล้วนงเยาว์ ชักวัวเข้ามา...

            เมื่อชี้ที่นาของตนให้ผัวทราบแล้ว นางก็ครอบแอกไถให้แล้ว นางซิ้งไรก็กลับบ้านเพื่อจัดเตรียมอาหารเอามาให้ผัวกินในตอนเที่ยงวัน ฝ่ายนายดันเมื่อเมียกลับบ้านแล้วก็รำพึงขึ้นว่า "กูจะทำอย่างไรดีละคราวนี้ ตาก็ไม่ห็นไถก็ไม่เป็น ยุ่งแล้วกูเอ๋ย.." ยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจไถมันดูให้รู้เรื่องรู้ราวไปให้เสร็จๆ เสียที. นายดั่นจึงเริ่มไล่วัวให้เดินลากไถตรงไปทางมุมคันนา เมื่อเห็นวัวหยุดนายตั่นก็ตวาดไล่อีกแล้วยังเฆี่ยนตีวัวเอาแรงๆ จนวัวลากไถวิ่งปะทะเอาคันนาจนไถหัก วัวหลุดออกจากแอกวิ่งหนีไปเสีย ดังข้อความที่จำกันมาว่า

"วัวก็ชักเต็มประดา หัวคันนาก็ขาดผง
พาวิ่งไปตรง ๆ ลงหนองปลักไถหักโผง
วัววิ่งไปเร็วพลัน ㆍตัวนายดั่นลงโก้งโค้ง
ลุกขึ้นวิ่งโหยงๆ ตามโคไปก็ไม่ทัน......"

         นายดั่นก็ได้เที่ยวเดินตามวัวไปอย่างสะเปะสะปะเพราะตาไม่เห็น เมื่อได้ยินเสียงดังกรอบแกรบสอกแสกตรงไหนเข้าก็ต้องเดินเข้าไปหาทันพีเพราะคิดว่าวัว คงอยู่ตรงนั้น แล้วก็วิดนำใส่ป่าชาชายน่า ปากก็ร้องว่ายูๆ ให้วัวหยุดอยู่ตรงนั้นตามข้อความที่ว่า"วิดน้ำสาดค่อย ๆ ว่าอ้ายถ่อยอย่าพาโลวิ่งไปจะอดโซ กินหญ้าบ้านยังดีหวา..."ขณะนั้นเป็นเวลาที่นางริ้งไรเอาอาหารมาส่งผัวพอดี เมื่อเห็นผัววิดนำสาดปาเช่นนั้นจึงถามขึ้นว่า"...นั่นพี่...ไตรถึงได้วิดนำใส่ป่าอยู่เช่นล่ะ..." นายดั่น
จึงรู้ว่าตน..พลาดไปอีกแล้ว จึงได้รีบแก้ตัวทันทีว่า "....พี่ได้เดินตามวัวมันมาจน..พบรังเข้า จะวิ่งหนีก็วิ่งไม่ทัน จึงต้องใช้นำสาดเอาไว้อย่างนี้แหละน้องเอ๋ย..."และบอกกับเมียว่าวัวนี้ไถนาไม่ได้เรื่องได้ราวเลยเพราะบังเอิญ..วัวทั้งคู่มันเห็นตัวเมียเข้ามันจึงพาไถวิ่งเตลิดไปหาตัวเมียจนไถได้หักไปเสียแล้ว เป็นอันว่านายดั่นได้แก้ปัญหาพันไปอีกอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อนางริ้งไรได้จัดสำรับคับค้อนไว้ให้ผัวที่ในห้องแล้ว นางก็ลงมาปั่นด้ายที่ใต้ถุนบ้านตามเคย นายดันเมื่อกินข้าวกินปลาแล้ว ก็อยากกินหมากจึงได้เดินควานหาไปจนพบหมากกับพลูแต่กล้องใส่ปูนได้กลิ้งไปอยู่ข้างฝ่าเสีย จึงหาไม่พบจึงได้ตะโกนถานเมียลงมาว่า ".ปูนอยู่ตรงไหนๆ" เมียก็ตอบไปว่า"ก็อยู่ในห้องนั่งแหละ..." นายดั่นควานหาไปทั่วก็ไม่พบจึงให้นึกโมโหเมียของตนยิ่งนักถึงกับได้กล่าวประชดประชันเอากับเมียตนแรงๆ ว่า "ซื้ออะไรก็ซื้อได้ทุกอย่างแต่พอปูนกินกับหมากนิดเดียวก็ซื้อไม่ได้เสียแล้วเป็นแป้งกับนำ้มันละก็ไม่เคยลืมซื้อ..ไอ้ปูนนี่ก็เหมือนกันมันไปอยู่ที่ไหนเสียแล้วละ ข้างล่างเขาบอกว่าอยู่ ๆที่นี่ ๆ แต่กูหามึงไม่พบสักที เอาเถอะ..ถ้าใครหาพบกูยอมให้เอามายีตาเลยว่ะ..."นางริ้งไรเมื่อได้ยินผัวพร่ำบ่นออกมาเช่นนั้นก็ให้นึกรำคาญใจและคิดว่า "เมื่อก่อนจะลงมาเราก็ตั้งไว้พร้อมทั้งหมากพลูปูนยา แล้วปูนมันหายไปไหนเสียนะ เอาเถอะ..ถ้าเราพบปูนเข้าละก็ แม่จะยีตาด้วยปูนเสียเอง..." ดังความว่า

"ครั้นถึงเดินเข้าห้อง แล้วนางน้องมองดูไป
เห็นตั้งอยู่แต่ไกล นั่นมิใช่ปูนหรือหนา....
นางหยิบกล้องปูนมา ฟ้าผ่าเถิดบาปก็บาปไป
กำลังนางโกรธา เอายีตาเข้าโดยไว
ว่าสมกับหนำใจ นี่มิใช่กล้องปูนหรือ
เหมือนกับคนตาบอด ไ ไม่แลลอดพูดอึงอื้อ
กล้องปูนเท่าข้อมือ ดูไม่เห็นเป็นกระไร...."

              ฝ่ายนายดั่นเมื่อถูกเมียเอาปูนขยี้ตาเข้าเช่นก็ให้รู้สึกแสบตาเป็นยิ่งนักจึงได้ถือโอกาสร้องโอดครวญออกมาว่าคราวนี้เราได้ตาบอดเสียแล้วต่อไปจะต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต ฝ่ายนางริ้งไรเมื่อได้ฟังผัวร้องออกมาและเห็นอาการของผัวเช่นนั้นก็ให้ตกใจและเสียใจเป็นยิ่งนัก ทั้งนี้ก็เพราะนางคิดว่านางเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผัวต้องตาบอดไปนางริ้งไรจึงไม่สบายใจตั้งแต่นั้นมา นางได้เที่ยวหาหมอตาหายารักษาตาไปทุกหนทุกแห่ง.อยู่นาน จนกระทั่งได้ยาฝีบอกมารักษาตาของผัวจนตาของนายดั่นหายแลเห็นอย่างปกติเหมือนกับตาของคนตาดีทั่ว ๆ ไปดังข้อความที่จำกันมาว่า "กุศลมาตามทัน เวรานั้นค่อยปลดเปลื้องอุปมาดั่งราวเรื่อง พระทรงธรรม์สุวรรณสามพระปิตุเรศพระมารดา ท ทุกข์ทรมาอยู่ช้านานครั้นสิ้นกรรมของภูบาล กุศลนั้นก็ตามทันจำให้พระเนตรเปิด เห็นประเสริฐทุกสิ่งอันถึงเราท่านทุกวัน ก็เหมือนกันอย่าสงสัย..."ฝ่ายนายดั่นครั้นเมื่อตาหายเป็นปกติแล้วก็ได้ช่วยเมียทำมาหากินสร้างเนื้อสร้างตัวได้เป็นปึกแผ่นแล..มีความสุขกันต่อมา


ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อ/สถานที่/เรื่อง
นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่องนายดั้น
ที่อยู่
จังหวัด
นครศรีธรรมราช


วีดิทัศน์

บรรณานุกรม

นิทานพื้นบ้านภาคใต้เรื่องนายดั้น. (ม.ป.ป.).  สืบค้น 8 พ.ค. 69, จาก https://link.psu.th/8MnweE
วิมล ดำศรี. (ม.ป.ป.).นายดั่น. ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช.

 


รูปภาพ
 
      Font Size  
Back to Top
Khunying Long Athakravisunthorn Learning Resources Center
Prince of Songkhla University ©2018-2026