ภาพเขียนสีเพิงผาเขาเขียนในสระตั้งอยู่ที่บ้านสระ ตำบลเขาทอง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ สภาพโดยทั่วไปเป็นที่ราบระหว่างเชิงเขา มีภูเขาหินปูนล้อมรอบอยู่เป็นจำนวนมาก ในสมัยก่อนน้ำทะเลท่ามถึงบริเวณเขาเขียน ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์มีอยู่ประมาณ ๑๕ ภาพ อยู่ตรงบริเวณรอยบากเพิงผาในภูเขาหินปูน เพิงผามีลักษณะเป็นเพิงพักอาศัยได้ และน่าจะเป็นที่พักอาศัยของมนุษย์มาแต่โบราณ ภาพเขียนดังกล่าวมีอายุประมาณ ๓,๐๐๐ ปี ซึ่งชุมชนมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่อพยพเร่ร่อนทางทะเลแถบนี้เขียนไว้ อาจเป็นการบันทึกเหตุการณ์ประจำวันหรือใช้เป็นการสื่อสารระหว่างกัน นักโบราณคดีที่ศึกษาเกี่ยวกับภาพเขียนผนังถ้ำ ให้ความเห็นว่าภาพเขียนต่าง ๆ ในเวิ้งอ่าวพังงา-กระบี่ มีอายุระหว่าง ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ ปี ซึ่งชุมชนมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่อพยพเร่ร่อนทางทะเลแถบนี้เขียนไว้ อาจเป็นการบันทึกเหตุการณ์ประจําวัน พิธีกรรมความเชื่อหรือใช้สื่อสารระหว่างกันก็เป็นไปได้ มีนิทานท้องถิ่นเกี่ยวกับเขาเขียนมีเรื่องเล่าว่าที่เพิ่งเขาแห่งนี้โดยเล่าว่า...เมื่อนานมาแล้วมีฤาษีคนหนึ่งชื่อว่าฤาษีเขียน มีลูกศิษย์ ๓ คน คือนายแก้ว นายทอง และนายหอย ทั้ง ๓ คนเป็นคนชอบสนุกสนานเฮฮา วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งมาทําไร่อยู่ที่เชิงเขา โดยพบเห็นศิษย์ฤาษีทั้ง ๓ คน และสนใจในรูปร่างหน้าตาของคนเหล่านั้น นายแก้วเป็นคนร่างใหญ่ ผิวดํา หัวล้าน นายทองก้นโด่ง ผมหยิก นายหอยท้องโต หน้าแหลม เขาจึงเอาหนังควายมาตัดเป็นรูปคนทั้ง ๓ นั้นแล้วเชิดและเลียนเสียงเล่น พวกเด็ก ๆ ที่อยู่แถวนั้นมาพบเข้าก็ชอบใจ ให้ชายคนนั้นเปิดให้ดูอยู่เสมอ ฝ่ายพระฤาษีซึ่งอยู่ในถ้ำได้ยินเสียงชายคนนั้นพูดเลียนเสียงลูกศิษย์ ของตนจึงออกมาดูเห็นเข้าก็ชอบใจ จึงได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ ต่อมามีคนสนใจมากขึ้นเขาจึงวาดภาพอื่น ๆ เพิ่มเติม และนําไปเล่นตามที่ต่าง ๆ เป็นต้นแบบของหนังตะลุงในโอกาสต่อมานั้นเอง.... เพราะฉะนั้นนายแก้ว นายทอง นายหอย จึงเป็นตัวตลกรุ่นแรกของหนังตะลุงสืบทอดกันต่อ ๆ มา หนังตะลุงรุ่นเก่าของจังหวัดกระบีมีไอ้หอยเป็นตัวตลกอยู่หลายคณะ ชาวบ้านบางคนเล่าว่าแต่เดิมตามผนังถ้ำด้านล่างที่มีภาพเขียนชาวบ้านเห็นเข้าจึงลบออกหมด แต่พอวันรุ่งขึ้นก็มีภาพปรากฏขึ้นมาอีกเป็นที่แปลกประหลาด และเล่ากันต่อไปอีกว่าเคยมีชาวบ้านบางพวกมาประกอบพิธีทางไสยศาสตร์ ที่ใต้เพิงผาแห่งนี้เพื่อทรัพย์สมบัติโบราณ เกิดปรากฏการณ์พายุขึ้นอย่างแรง พัดกระหน่ำต้นไม้แทบล้ม แล้วปรากฏร่างตนใหญ่โตปานยักษ์ขึ้นต่อหน้าคณะพิธีกรรมจนสําเร็จสิ้น พวกเขาพบพระพุทธรูปและเทวรูปขนาดเล็กจํานวนหนึ่งเหตุการณ์นี้ล่วงเลยมานาน จึงไม่ทราบว่าขณะนี้รูปเหล่านั้นไปตกอยู่ที่ใด