ภาษาถิ่นใต้ในแต่ละจังหวัดก็จะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามภูมิภาค โดยเฉพาะภาษาถิ่นของนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นภาษาถิ่นที่สืบทอดลักษณะภาษาไทโบราณไว้ได้หลายอย่าง ภาษาถิ่นนครศรีธรรมราชที่จะกล่าวถึงต่อในนี้หมายถึงภาษาที่ใช้สื่อสารกันในจังหวัดนครศรีธรรมราช มีโครงสร้างประกอบด้วยระบบเสียงระบบคำ และระบบกลุ่มคำหรือประโยค
ก. ระบบเสียง
ระบบเสียงหรือโครงสร้างทางเสียงประกอบด้วยเสียง ๓ ประเภท คือเสียงวรรณยุกต์ เสียงสระ และเสียงพยัญชนะ
- เสียงวรรณยุกต์
วรรณฤกต์ในภาษาถิ่นมนตรศรีธรรมราชในบทความนี้จะยึดถือตามตามการวิจัยของจริยา สมนึก (๒๕๒๕) กล่าวคือมีเสียงวรรณยุกต์ ๒ ระบบ ดังนี้
แบบที่ ๑ มี ๗ หน่วยเสียง มี ๑๕ อำเภอ ยกเว้นอำเภอขนอม แบบที่ ๒ มี ๖ หน่วยเสียง มี ๑ อำเภอ คืออำเภอขนอม
- เสียงสระ
เสียงสระในภาษาถิ่นนครศรีธรรมราช (ทุกอำอาเภอ) แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือสระเดี่ยว มี ๑๖ หน่วยเสียง และสระประสม มี ๓ หน่วยเสียง
ข. ระบบคำ
ภาษาถิ่นนครศรีธรรมราชเป็นภาษาที่ได้รักษาลักษณะของภาษาไทโบราณไว้ได้หลายอย่าง ในเรื่องคำหรือคำศัพท์ก็เช่นเดียวกัน ก็มีคำไทไทโบราณที่ตกทอดมามาก นอกจากนี้ยังเป็นภาษาที่มีความหลากหลายในเรื่องคำภาษาหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากอิทธิพลทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และโดยเฉพาะอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องคำทั้งสิ้น และอีกประการหนึ่งเนื่องจากนครศรีธรรมราชเคยเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งที่มีประวัติอันยาวนานนับพันปี เป็นแหล่งวัฒนธธรรมที่เจริญรุ่งเรืองคำในภาษาถิ่นนี้ จึงมีความหลากหลายและอาจแตกต่างจากภาษาถิ่นอื่น ๆ อีกด้วยการศึกษาเรื่องคำหรือคำศัพท์เป็นสิ่งที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง เพราะคำศัพท์สามารถบอกอะไรแก่นักภาษาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ได้หลายอย่าง เช่น บอกล้กลักษณะทางสังคมเศรษฐกิจ การเมือง ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี อาชีพ และประวัติศาสตร์ของชนกลุ่มผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นได้ คำในภาษาถิ่นนครศรีธรรมราชประกอบด้วยคำพยางค์เดียวและคำหลายพยางก์ในปริมาณที่พอ ๆ กัน ซึ่งเมื่อวิเคราะห์โดยใช้หน้าที่ทางไวยากรณ์เป็นหลักแล้วสามารถแบ่งคำออกได้เป็น ๑๓ กลุ่ม ดังนี้
| ๑. คำนาม |
| ๒. คำสรรพนาม |
| ๓. คำลำดับญาติ |
| ๔. คำลักษณนาม |
| ๕. คำกริยา |
| ๖. คำวิเศษณ์ |
| ๗. คำปฏิเสธ |
| ๘. คำบุพบท |
| ๙. คำเชื่อม |
| ๑๐. คำหน้าจำนวน |
| ๑๑. คำหลังจำนวน |
| ๑๒. คำแสดงคำถาม |
| ๑๓. คำลงท้ายประโยค |
ค. ระบบกลุ่มคำหรือประโยค
คำที่เกิดจากการสร้างคำมี ๔ กลุ่ม
| ๑. คำประสม |
| ๒. คำซ้ำ |
| ๓. คำซ้อน |
| ๔. คำยืม |
คำนาม
คำนามในภาษาถิ่นนครศรีธรรมราชมีหน้าที่ทางไวยากรณ์เช่นเดียวกับภาษาไทย มาตรฐานและภาษาไทยถิ่นอื่น ๆ ต่างกันเฉพาะคำศัพท์ เช่น
- คำเรียกชื่อพืชสัตว์ ถั่วขาว สับปะรด ตั๊กแตนตำข้าว
- คำเกี่ยวกับโรคภัย คุดทะราด แผลเรื้อรัง
- คำเกี่ยวกับเครื่องมีธเครื่องใช้ ตะปู เลื่อย.
- คำเกี่ยวกับอาหารการกิน แกงป่า ข้าวต้มผัด เฉาก๊วย
คำสรรพนาม
คำธรรพนามที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้หมายเฉพาะคำบุรุษสธรรพนาม ซึ่งมี ๓ ประเภท คือ
- บุรุษที่ ๑
- บุรุษที่ ๒
- บุรุษที่ ๓
การใช้คำสรรพนามในภาษาถิ่นนครศรีธรรมราช แบ่งเป็น ๒ กรณี คือ
๑. ใช้โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์เป็นสำคัญ
๒. ใช้โดยคำนึงถึงวัยเป็นสำคัญ
เมื่อพิจารถเทารใช้คำตรรพนามแล้ว คำสรรพนานบุรุษที่ ๓ แบ่งได้ชัดเจนกว่าบุรุษที่ ๑ และ ๒ และเมื่อเปรียบเทียบกับภาษาไทยมาตรฐาน พบว่าในภาษาไทยมาตรฐานใช้สรรพนามโดยคำนึงถึงวัยเป็นสำคัญ ในขณะที่ภาษาถิ่นนครศรีธรรมราชใช้โดยคำนึงถึงความข้มพันธ์และวัยการใช้สรรพนามในในภาษาถิ่นนั้น ได้แสดงให้เห็นลักษณะสังคมในรูปแบบหนึ่งคือความผูกพันเป็นญาติสนิทประดุจบุคคลให้ครอบครัวเดียวกัน ในสมัยโบราณในภาษาถิ่นนครศรีธรรมราช และภาษาถิ่นใต้อื่น ๆ นิยมใช้สรรพนามบุรุษที่ ๓ เช่น น้า และ อา แต่เพราะลักษณะทางครอบครัวของคนภาคใต้ยึดถือธรรมเนียมว่าเมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายชายจะต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง ดังนั้นคำลำดับญาติ จึงใช้ตามคำลำลำดับญาติทางฝ่ายหญิงคือใช้ "น้า" กันอย่างแพร่หลาย ส่วนคำว่า "อา" กลับไม่นิยมใช้กัน กลับปรากฏเฉพาะ "น้า" แต่เมื่อถึงยุคปัจจุบันสภาพของสังคมเปลี่ยนเปลงไป มีการนำเอาคำเรียกขานบุคคลที่เป็นน้องของพ่อเท่านั้นคือคำว่า "อา" จึงถูกนำมาใช้อีก แต่จะไม่ใช้กับบุคคลอื่น ๆ
คำลักษณนาม
คำลักษณนามในภาษาถิ่นนครศรีธรรมราชมีทั้งที่เหมือน และไม่เหมือนกับภาษาไทยมาตรฐาน ลักษณะที่น่าสนใจก็คือคำลักษณนามมีมากกว่าในภาษาไทยมาตรฐาน และคำลักษณนาม นำหน้าคำนามเหมือนในภาษาไทโทโบราณอย์หลายคำ เช่น ตัวมอด ตัวแมง ตัวผึ้วผึ้ง หัวร่า ตอดอง มีผู้รู้ได้กล่าวว่าในภาษาไทโบราณใช้คำลักษณะนามเกิดร่วมกับคำนามและเป็นส่วนหนึ่งของคำนาม เช่น ตัวหมู ตัวหมา ตัวไก่ สีกัน สิบปาก ผืนหนัง คือการเอาตัวสัตว์หรือสิ่งของนั้น ๆ มาต่อกัน ต่อในสมัยปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเรียงคำ คำลักษณนามได้ย้ายที่ไปจากตำแหน่งหน้าคำนามไปอยู่หลังคำนามและตัวเลข เช่น สิบตัวหมาหรือหมาสิบตัว ข้อสันนิษฐานที่กล่าวมานี้เป็นชี้ให้เห็นที่มาของคำลักษณะนามในปัจจุบันว่าเกิดมาจากเปลี่ยนแปลงการเรียงคำในภาษาไท โดยการนำคำที่มีอยู่ก่อนแล้วมาสร้างขึ้นใหม่เพียงแต่ย้ายไปอยู่ข้างหลังคำนามหรือหลังตัวตัวเลข นอกจากนี้คำลักษณนามในภาษาถิ่นนครศรีธรรมราชมีดังนี้
๑. คำลักษณนามที่ใช้กับคน
๒. คำลักษณนามที่ใช้กับสัตว์
๓. คำลักษณนามที่ใช้กับสิ่งของ
ลักษณนามต่อไปนี้จะกล่าวถึงเฉพาะกำลักษณนามที่ไช้กับสิ่งของ ประกอบด้วย
๑. คำลักษณนาม "อัน"
๒. คำลักษณนามที่ซ้ำกับคำนาม
๓. คำลักษณนามอื่น ๆ
ค้าลักษณมาม "อัน" เป็นลักษนามที่ใช้แพร่หลายมาก วิไรวรวรรณ ชนินทั ได้สันนิษฐานหน้าที่ดั้งเดิมของ "อัน" ว่าหน้าที่ตั้งเดิมของ "อัน" คือทำหน้าที่แทนคำนาม เป็นคำพวกเดียวกับ "ที่" "ซึ่ง" ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ มีคำ "อัน" ปรากฏอยู่คือ....ว่าไปสั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้มีพระพุทธรูปต้นใหญ่ มีพระพุทธรูปอันอันรามะมีพิหารอันใหญ่......เข้าใจว่า "อัน" นี้น่าจะเรียกว่า "คำช่วยนับ" มากกว่า เพราะไม่บ่งลักษณะอะไรของคำนามเลย หากจะพิจารณาถึงกำเนิดของคำช่วยนับหรือลักษณนามแล้วสันนิษฐานว่า "อัน" น่าจะถือกำเนิดหลังจากที่ภาษาไทมีการเปลี่ยนแปลงการเรียงคำโดยตัวเลขมาอยู่หลังคำนานาม จึงทำให้เกิดความต้องการคำลักษณนามขึ้นในภาษา คำนามที่มีลักษณนามคำอยู่ก่อนแล้ว ก็ย้ายคำลักษณนามไปอยู่ข้างหลัง ส่วนคำที่ไม่มีคำลักษณนามนำอยู่ก็สร้างขึ้นใหม่
ภาษาของชาวนครศรีธรรมราช มีการรับคำศัพท์มาจากภาษามาเลย์มาใช้ แสดงถึงการติดต่อสัมพันธ์กันและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันระหว่างดินแดนที่อยู่ใกล้เคียง ดังปรากฏในชื่อเรียกผลไม้บางชนิด ที่กวีผู้แต่งเล่าว่า
สัปดนแต่ที่คนเมืองนคร ช่างยอกย้อนเรียกของไม่ต้องกัน
เหมือนฝรั่งตั้งเรียกว่าชมพู น่าอดสูสับปะรดก็ขันขัน
เรียกย่านัดผลัดชื่อไม่เป็นอัน สะท้อนนั้นเรียกกะตวนไม่ควรเลย
หนึ่งข้าวโพดโจษเรียกว่าตะคง เหมือนคนดุงคนป่านิจจาเอ๋ย
ดูถ้อยคําวาจาไม่น่าเชย สําคัญเคยพูดกันสนั่นจึง
ตัวอย่างภาษาท้องถิ่นคนเมืองคอน (นครศรีธรรมราช) ที่มีการพูดหรือสื่อสารกันจริง ๆ ในสมัยปัจจุบัน เช่น
| ภาษาท้องถิ่นคนเมืองคอน (นครศรีธรรมราช) | ความหมายที่เข้าใจกัน (ภาคกลาง) |
| ขี้ดูก หญ้าขี้เตรย น้ำพ่ะ ขี้พร้า ขี้เก้ง ไม่รู้สา หวันเที่ยง สาหลัง แลน มุสัง สาว่า แรกวา แรกเช้า หวันมุ้งมิ้ง ด้องแด้ง ยอน นากา ฉากรูป พรก พ่อเฒ่า, แม่เฒ่า ผ้าซักอาบ หัววัด หวังเหวิด ไม่สาไหร ว่าพรือ, พันพรือ หลุด,ลุด เอาตะ, เอาเหลย, เอาหลาว ราสา, คะลุย, จ้าน, จังหู วาน ไฟแขบ ซักหัว หนังโหม่ง หยบแล ผ้าร้าย โกปี้ ดับ หนัดเหนียน ได้แรงอก เนือย แตกเลือด ฮายเช้า หัวหิ้ง เกงเหลง กวนหมวน แช แขบ ๆ ไม่รู้จักหวัน บองหลา บินหลา มันหมก ผ้าโผย รถเครื่อง ดีปลี ขี้มิ้น โล๊ะกบ ยักหงาย ดับเกียง หลาเหิน เปรว ขาดหุ้น พลิกเหมีย เล็ดล่อ, หัวครก, กาหยู ยาหนัด,มะลิ ขนมเหนียวห่อกล้วย |
ไม่มีเนื้อ (ผลไม้ เช่น ทุเรียนบ้าน) หญ้าเจ้าชู้ น้ำท่วม ฟักเขียว ถ่ายอุจจาระแล้วไม่ล้าง ไม่รู้ประสีประสา ไร้เดียงสา ตอนเที่ยง หวั่นวิตก ตะกวด, เหี้ย ชะมด ดูเหมือนว่าคิดว่า เมื่อวาน เมื่อเช้า เวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ กระตุ้งกระติ้ง ยุยง, ปลุกปั่น นาฬิกา กรอบรูป กะลา ตา, ยาย ผ้าขาวม้า สมภาร, เจ้าอาวาส เป็นห่วง, วิตกกังวล ไม่ได้เรื่องได้ราว ว่ายังไง, ทำยังไง โคลน, ตม เอาอีก, เอาสิ มาก, มากมาย ตูด, ก้น ไฟฉาย สระผม หนังควน, หนังตะลุง แอบดู ผ้าขี้ริ้ว กาแฟผสมชาใส่นม จัด, แต่ง มาก สะใจ, ชื่นใจ เหนื่อย, หิว กินอย่างมุมมาม, พลอยกิน ตอนเช้า, ภาคเช้า เป็นที่รักที่ถูกใจ (ใช้กับครูกับลูกศิษย์ พระกับศิษย์วัด) ไม่เอาการเอางาน ทำให้กลุ้มหรือคณะวุ่นวายไม่สงบ (แต่ไม่จริงจัง), ต้องการคามสนใจ, ล้อเล่น ช้า เร็ว ๆ ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร งูจงอาง นกกางเขน มันเผา ผ้าห่ม รถจักรยานยนต์ พริกขี้หนู ขมิ้น ส่องไฟหากบ ล้อมหงายท้อง หมดทางสู้, ทำต่อไปไม่ได้ ประมาท, เลินเล่อ ที่เผาศพ, ป่าช้า ไม่เต็มบาท เท้าแพลง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ สัปะรด ขนมข้าวต้มมัด |
ประชุมริราศภาคใต้ : นิราศนครศรีธรรมราช นิราศภาคใต้ และนิราศแพรไพร. (2556). กรุงเทพฯ : เอดิสัน เพรสโพรดักส์.
เปรมจิต ชนะวงศ์. (ม.ป.ป.). วิเคราะห์การใช้คำและการเรียงคำในภาษาถิ่นใต้ : ชุมพร และนครศรีธรรมราช. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (จารึกภาษาไทย)
มหาวิทยาลัยศิลปากร.