ผ้าบาติก (Batik)
 
Back    03/05/2021, 13:35    104  

หมวดหมู่

เครื่องแต่งกาย


ประเภท

ผ้า


ประวัติความเป็นมา/แหล่งกำเนิด


ภาพจาก : https://link.psu.th/F6bw6r

             ผ้าบาติก Batik) หรือปาเต๊ะ (Batek) เป็นคำที่ใช้เรียกผ้าชนิดหนึ่งที่มีวิธีการทำโดยใช้เทียนปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสี และใช้วิธีการแต้ม ระบาย หรือย้อมในส่วนที่ต้องการให้ติดสี เป็นลักษณะเฉพาะของผ้าบาติกซึ่งจะต้องใช้เทียนปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสีหรือปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสีซ้ำอีก นับเป็นกรรมวิธีที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านอย่างแท้จริง ผ้าบาติกหรือผ้าปาเต๊ะโดยส่วนมากแล้วจะมีลวดลายและสีสันที่อิงจากธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ เป็นต้น  คำว่าบาติก (Batik)  เป็นคําในภาษาชวาที่ใช้เรียกผ้าที่มีลวดลายเป็นจุดจุด คำว่า "tik" (ติ๊ก) มีความหมายว่า "เล็กน้อย" หรือ "จุดเล็ก ๆ" เช่นเดียวกับ "ตริติก" ซึ่งมีความหมายว่า "ผ้าที่มีลวดลายเป็นจุด" บาติกเป็นงานเขียนที่มีสีสัน ลวดลาย และเอกลักษณ์เป็นของตนเองโดยการสืบทอดวัฒนธรรมที่ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคใต้
             ผ้าบาติกจะมีผู้คนนิยมใช้ในตระกูลผู้มีฐานะและพบในแถบเอเชียตะวันออกเฉลียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปินส์ มาเลเซีย บรูไนดารุสลาม และภาคใต้ของประเทศไทยแหล่งกำเนิดของผ้าบาติกมีหลักฐานว่าอียิปต์เป็นชาติแรก ต่อมาพบหลักฐานในเปอร์เซีย อินเดีย และญี่ปุ่น แต่ข้อยุติมาจบลงที่ชวาเพราะบาติกเป็นภาษาชวา ปัจจุบันผ้าบาติกได้แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะผ้าบาติกที่เขียนด้วยมือเป็นสินค้าสำคัญตัวหนึ่งเป็นที่นิยมในท้องตลาด จัดเป็นบาติกชั้นสูงที่มีราคาแพง ไม่มีใครเหมือน นอกจากเพียงมีลักษณะคล้ายของเดิมเท่านั้น เป็นที่นิยมของคนต่างชาติ เพราะผลิตด้วยมือแตกต่างจากผ้าบาติกพิมพ์ ที่มีแม่พิมพ์เป็นแบบหรือสกรีนจึงทำให้เป็นผ้าบาติกที่มีราคาถูกเพราะเป็นผ้าบาติกที่ลอกเลียนแบบ นิยมใช้ในสังคมระดับล่าง หรือมีขายตามตลาดนัดทั่วไป 
        
ตามหลักฐานทางโบราณคดีปรากฏว่ามีการทําผ้าบาติกหรือปาเต๊ะมาประมาณเกือบ ๒,๐๐๐ ปี มาแล้ว แหล่งกําเนิดของศิลปะพื้นเมืองโบราณประเภทนี้ไม่เป็นที่แน่ชัด แต่หลักฐานที่พบที่มีทั้งเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น และอาฟริกา จากหลักฐานกล่าวไว้ว่าในระหว่างศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ผู้หญิงในตระกูลสูงของอินโดนีเซีย เป็นผู้ริเริ่มทําผ้าบาติกขึ้นใช้สําหรับขายหญิงชาวอินโดนีเชีย มีการเขียนลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์สวยงามหลายแบบ ต่อจากนั้นชาวดัทช์ก็นําบาติกจากชวาไปแพร่หลายยังทวีปยุโรป ศิลปะการทําผ้าบาติกของชวาที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันดีก็คือโสร่งบาติก จากการศึกษาของบุคคลต่าง ๆ อาจกล่าวได้ว่าแม้ว่าจะมีการค้นพบลักษณะผ้าบาติกในดินแดนอื่น ๆ นอกจากอินโดนีเซีย แต่จะเป็นลักษณะเฉพาะท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งวิธีทำนั้นจะมีลักษณะปลีกย่อยที่แตกต่างกันไปตามวิธีการทำผ้าของชนชาตินั้นๆ ผ้าบาติกของอินโดนีเซียตามหลักฐานที่พบนั้นน่าจะไม่ได้รับการถ่ายทอดมาก่อนจากชาติอื่น ๆ แต่ในทางกลับกันในระยะต่อมาการทำผ้าบาติกของอินโดนีเซียก็เผยแพร่ไปยังชาติต่าง ๆ การทำผ้าบาติกในระยะแรกของอินโดนีเซัียคงทำกันเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงหรือเฉพาะในวัง แต่ก็มีผู้ให้ความเห็นขัดแย้งว่าน่าจะเป็นศิลปะพื้นบ้านใช้กันเป็นสามัญ ผู้ที่ทำบาติกมักจะเป็นผู้หญิงและทำหลังจากว่างจากการทำนา ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ ประชาชนชาวชวาได้ปรับปรุงวิธีการทำผ้าบาติก มีการแก้ไขวิธีการผสมสีโดยปรับเปลี่ยนมาจากความรู้ดั้งเดิม ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ การทำผ้าบาติกจะผูกขาดโดยสุลต่าน และถือว่าการทำผ้าบาติกเป็นศิลปะในราชสำนัก โดยมีสตรีในราชสำนักเป็นผู้ผลิต ผ้าบาติกในยุคนี้เรียกว่า “คราทอน” (Kraton) ซึ่งเป็นผ้าบาติกที่นิยมเขียนด้วยมือ (ฺBatik tulis) แต่เมื่อผ้าบาติกได้รับความนิยมมากขึ้นการทำผ้าบาติกก็ได้ขยายวงกว้างขึ้น ศิลปะการทำผ้าบาติกได้แพร่หลายไปสู่ประชาชนทั่วไป ทำให้การผูกขาดโดยครอบครัวสุลต่านสิ้นสุดลง สีที่ใช้ในการทำผ้าบาติกในระยะแรกมีเพียงสีครามและสีขาว ต่อมาในปีศริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ได้มีการค้นพบสีอื่น ๆ อีก เช่น สีแดง สีน้ำตาล สีเหลือง โดยที่สีต่าง ๆ เหล่านี้ได้มาจากพืช ต่อมาก็รู้จักการผสมสีเหล่านี้ ทำให้ออกเป็นสีต่าง ๆ ภายหลังมีการค้นพบสีม่วง สีเขียว และสีอื่น ๆ อีก ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ได้มีการสั่งผ้าลินินสีขาวจากต่างประเทศเข้ามา นับเป็นการก้าวหน้าในการทำผ้าบาติกอีกก้าวหนึ่ง โดยเฉพาะเทคนิคการระบายสีผ้าบาติก และะเริ่มมีการใช้สีเคมีในการย้อมมากขึ้นทำให้ผลิตผ้าบาติกได้จำนวนมากขึ้น และได้พัฒนาระบบธุรกิจผ้าบาติกจนกลายเป็นสินค้าส่งออก ในปีคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘๓๐ ชาวยุโรปได้เลียนแบบผ้าบาติกของชวา และได้ส่งกลับมาจำหน่ายที่เกาะชวา และในปี คริสต์ศตวรรษที่  ๑๙๔๐ ชาวอังกฤษได้พยายามเลียนแบบให้ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งมาจำหน่ายในเกาะชวาเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ปีคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา ได้มีการทำเครื่องมือในการพิมพ์ผ้าบาติก โดยทำเป็นแม่พิมพ์โลหะทองแดงซึ่งเรียกว่า “ จั๊บ ”(cap) ทำไห้สามารถผลิตผ้าบาติกได้รวดเร็วขึ้นและต้นทุนก็ถูกลง ทดแทนผ้าบาติกลายเขียนแบบดั้งเดิม การทำผ้าบาติกด้วยแม่พิมพ์ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์พื้นเมืองในลักษณะของอุตสาหกรรมในครัวเรือน ประชาชนก็เริ่มทำผ้าบาติกเป็นอาชีพมากขึ้น การผลิตผ้าบาติกจากเดิมที่เคยใช้ฝีมือสตรีแต่เพียงฝ่ายเดียว เริ่มมีผู้ชายเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการพิมพ์เทียนและการย้อมสี สำหรับการแต้มสีลวดลายยังใช้ฝีมือสตรีเช่นเดิม ความนิยมในการใช้ผ้าบาติกโดยเฉพาะในเกาะชวา เมื่อก่อนใช้กันเฉพาะสตรีและเด็กเท่านั้น ต่อมาได้ใช้เป็นเครื่องแต่งกายของคนหนุ่มสาว ซึ่งมีอยู่ ๓ ชนิด ประกอบด้วย

๑. โสร่ง (Sarung) เป็นผ้าที่ใช้นุ่งโดยการพันรอบตัว ขนาดของผ้าโสร่งโดยทั่วไปนิยมผ้าหน้ากว้าง ๔๒ นิ้ว ยาว ๒ หลาครึ่งถึง ๓ หลาครึ่ง ผ้าโสร่งมีลักษณะพิเศษ ส่วนที่เรียกว่า “ ปาเต๊ะ ” หมายถึงส่วนที่ต้องนุ่งให้ตรงกับสะโพก โดยมีลวดลาย สีสันแปลกต่างไปจากส่วนอื่น ๆ ในผ้าผืนเดียวกัน
๒. สลินดัง (Salindang) หมายถึงผ้าซึ่งใช้นุ่งทับกางเกงของบุรุษหรือเรียกว่า “ผ้าทับ” เป็นผ้าที่เน้นลวดลายประดับเป็นกรอบหรือชาย ผ้าสลินดังมีความยาวประมาณ ๓ หลา กว้างประมาณ ๘ นิ้ว สตรีนิยมนำเอาผ้าสลินดังคลุมศีรษะ
๓. อุเด็ง (Udeng) หรือผ้าคลุมศีรษะ โดยทั่วไปจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ผ้าชนิดนี้สุภาพบุรุษใช้โพกศีรษะเรียกว่า “ซุรบาน” สำหรับสตรีจะใช้ทั้งคลุมศรีษะ และปิดหน้าอกเรียกว่า “คิมเบ็น” (Kemben) ผ้าอุเด็งนิยมลวดลายที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยม ผ้าคลุมไม่ปิดบ่าและไหล่ เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ทำงานหนัก เพื่อจะได้เคลื่อนไหวได้สะดวก

              สำหรับผ้าสลินดัง (Salindang) ภายหลังได้ผลิตให้ยาวขึ้นโดยใช้ผ้าหน้ากว้าง ๔๒ นิ้ว ยาว ๔-๕ หลา ต่อมาได้มีการดัดแปลงเป็นเครื่องแต่งกายอื่น ๆ ได้ การใช้ผ้าบาติกได้นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งบุรุษ สตรี เด็ก จนกลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติ แม้กระทั่งเครื่องแบบนักเรียน นับเป็นความพยายามของคนรุ่นต่อมาที่ได้พยายามปรับปรุงและพัฒนาการทำผ้าบาติกให้มีความก้าวหน้าไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาด้านอื่น ๆ จนกลายเป็นสินค้าที่ถูกใจชาวต่างชาติ ได้จัดจำหน่ายเป็นสินค้าออก ซึ่งทำให้ผ้าบาติกและเทคนิคการทำผ้าบาติกแพร่หลายออกไปสู๋ประเทศอื่น 
          จากการศึกษาค้นคว้าแหล่งกำเนิดของผ้าบาติกของนักวิชาการชาวยุโรปหลายท่าน ๆ เชื่อว่าเกิดมีในอินเดียมาก่อนแล้วจึงแพร่หลายเข้าไปในอินโดนีเซีย และอีกหลายท่าน ๆ ก็ว่ามาจากอียิปต์หรือเปอร์เซีย ถึงแม้ว่าจะได้มีการค้นพบผ้าบาติกที่มีอายุเก่าแก่ในประเทศอื่น ๆ ทั้งอียิปต์ อินเดีย และญี่ปุ่น แต่บางคนก็ยังเชื่อว่าผ้าบาติกเป็นของดั้งเดิมของอินโดนีเซีย เพราะคำศัพท์เฉพาะที่เรียกวิธีการหรือขั้นตอนในการทำผ้าบาติก ก็เป็นศัพท์ในภาษาอินโดนีเซีย แม้กระทั่งสีที่ใช้ย้อมก็มาจากพืชที่มีในอินโดนีเซีย แท่งขี้ผึ้งที่ใช้เขียนลายก็เป็นของอินโดนีเซีย ซึ่งตรงกับการศึกษาค้นคว้าของ N.J.Kron นักประวัติศาสตร์ชาวดัตช์ก็สรุปไว้ว่าการทำโสร่งบาติกหรือโสร่งปาเต๊ะเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนติดต่อกับอินเดีย ถึงแม้ว่าจะได้มีการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของการผลิตบาติกในยุคแรกซึ่งมีอายุ ๑,๕๐๐๐ ปีล่วงมาแล้ว ในอียิปต์ประเทศตะวันออกไกล ประเทศตะวันออกกลาง ประเทศในเอเชียกลาง และแอฟริกา แต่งานบาติกที่ถูกค้นพบในแต่ละแหล่งดังกล่าวข้างต้นไม่ได้แสดงถึงการพัฒนาที่เกี่ยวเนื่องกันแต่อย่างใด ตามหลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่ถูกคันพบในอียิปต์ ซึ่งอยู่ในช่วงปี ค.ศ. ๕๐๐ คือการสร้างลวดลายสีขาวลงบนผืนผ้าสินิน สีน้ำเงิน ประเทศจีนสมัยราชวงศ์สุย (ค.ศ. ๕๘๑-๖๑๘) ได้มีการทำผ้าไหมบาติกที่ตกแต่งด้วยภาพของตันไม้ สัตว์ คนเป่าขลุ่ย ภาพล่าสัตว์ และภูเขา ลงบนผืนผ้า ซึ่งงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้ได้ถูกคันพบที่ญี่ปุ่นในสมัยนารา (ค.ศ. ๗๑๐-๗๙๔) ในแอฟริกากลางชนเผ่าโยรูบาได้นำมันสำปะหลังและข้าวบด มาใช้เป็นตัวต้านทานการย้อมสีเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ส่วนหลักฐานของบาติกในประเทศอินเดียอยู่ในรูปช่องภาพวาดบนผนังถ้ำอจันตะ ซึ่งแสดงให้เห็นการนำบาติกมาใช้เป็นผ้าโพกศรีษะและเครื่องนุ่งห่มของคนในสมัยก่อน เช่นเดียวกับในชวาและบาหลีได้มีการพบลวดลายผ้าบนรูปปั้นหินบนผนังวัดเก่า เช่น ที่ Prambanan (ค.ศ. ๘๐๐) อย่างไรก็ตามไม่ใด้มีการพบหลักฐานของผ้าบาติกแต่อย่างใด จึงอาจเป็นไปได้ว่าลวดลายดังกล่าวมาจากการทอมากกว่าการย้อมสีหลักฐานต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างตันแสดงให้เห็นถึงการที่ชนชาติต่าง ๆ ได้นำเอาเทคนิคของการต้านทานสีข้อมมาใช้ในการตกแต่งผ้า แต่งานศิลปะบาติกได้ถูกพัฒนาขึ้นมาให้มีความประณีตสูงสุดที่หมู่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย โดยการออกแบบลวดลายอันประณีตของบาติก ที่ชวาเริ่มมีขึ้นหลังจากที่มีการนำเข้าผ้าทอจากอินเดียและยุโรปเข้าสู่อินโดนีเชียในราวปี ค.ศ. ๑๘๐๐ และ ค.ศ. ๑๘๑๕ โดยลำดับชาวดัทช์ได้นำชาวอินโดนีเชียมาสอนบาติกให้กับชนชาติของตนในราวปี ค.ศ. ๑๘๓๕ และได้มีการใช้เทคนิคบาติกกับวัสดุอื่น ๆ นอกเหนือจากผ้า เช่น หนัง งาช้าง กระดาษ และโลหะ มีการนำสีย้อมเยอรมันมาใช้จึงมีสีสันใหม่เพิ่มขึ้นจากงานบาติกตั้งเดิม ซึ่งใช้แต่สีน้ำเงินและน้ำตาลเป็นหลัก ในต้นปี ค.ศ. ๑๙๐๐ ชาวเยอรมันได้พัฒนาการผลิตบาติกขึ้นมาครั้งละหลายชิ้น (Mass production) ซึ่งการผลิตในลักษณะนี้ได้รับความนิยมมาก เพราะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าและสามารถผลิตได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามการวาดลวดลายบาติกด้วยมือยังคงมีให้เห็นหลาย ๆ แห่งโดยเฉพาะภาคใต้ของประเทศไทย       
         ปัจจุบันผ้าบาติกนับเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและเป็นแหล่งสร้างอาชีพและรายได้ของชาวใต้ โดยผ้าบาติกแต่ละผืนจะมีรายละเอียดของความสวยงาม ลวดลาย และสีสันที่แตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวใต้ ที่สื่อถึงคุณค่าและยากต่อการเลียนแบบเพราะผ้าบาติกเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียวในโลกที่ไม่ซ้ำใคร โดยวิธีการทำผ้าบาติกดั้งเดิมในสมัยก่อนนั้น ใช้วิธีการเขียนด้วยเทียนเป็นหลัก ดังนั้นผ้าบาติกจึงเป็นลักษณะผ้าที่มีวิธีการผลิตโดยใช้เทียนปิดในส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสี แม้ว่าวิธีการทำผ้าบาติกในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปไกลมากด้วยเทคโนโลยี และองค์ความรู้แล้วก็ตาม ทว่าลักษณะเฉพาะประการหนึ่งของผ้าบาติกที่ยังคงอยู่ก็คือ จะต้องมีวิธีการผลิตโดยใช้เทียนปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสีหรือปิดส่วน ที่ไม่ต้องการให้ติดสีซ้ำอีกเป็นมาตรฐาน นับเป็นกรรมวิธีที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านอย่างแท้จริง อีกทั้งลายของผ้าบาติก โดยส่วนมากแล้วจะเป็นลวดลาย และสีสันที่อิงจากธรรมชาติ และอัตลักษณ์วัฒนธรรมรอบตัวของแต่ละชุมชนที่นำเสนอความเป็นภาคใต้ได้อย่างดี ความโดดเด่นของผ้าบาติกจึงอยู่ที่การใช้สี และลวดลายที่คมชัดของภาพ ที่สามารถบอกอะไรได้หลายอย่างทั้งถิ่นที่มา วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ธรรมชาติ ไปจนถึงเอกลักษณ์ของแหล่งผลิต หรือกระทั่งความรู้สึกนึกคิดของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ นั่นจึงนับได้ว่าผ้าบาติกได้รวมอารยธรรมของความเป็นภาคใต้เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ กระนั้นก็ตามแหล่งกำเนิดของผ้าบาติกมาจากไหนยังไม่เป็นที่ยืนยันแน่ชัด แต่นักวิชาการชาวยุโรปหลายคนยังเชื่อว่า กำเนิดขึ้นในประเทศอินเดีย แล้วจึงแพร่หลายเข้าไปในอินโดนีเซีย ทว่าอีกหลายคนบอกว่ามาจากอียิปต์หรือเปอร์เซีย และแม้ว่าจะมีการค้นพบผ้าบาติกที่มีอายุเก่าแก่ในประเทศอื่นๆ ทั้งอียิปต์ อินเดีย และญี่ปุ่น แต่บางคนก็ยังเชื่อว่าผ้าบาติกเป็นของดั้งเดิมของอินโดนีเซีย โดยยืนยันจากรากศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกวิธีการและขั้นตอนการทำผ้าบาติกว่าเป็นศัพท์ภาษาอินโดนีเซีย อีกทั้งจากการศึกษาค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์ชาวดัตช์ยังสรุปไว้ว่า การทำโสร่งบาติก หรือโสร่งปาเต๊ะ เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนติดต่อกับอินเดีย ดังนั้นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมนี้น่าจะมีเค้าลางมาจากอินโดนีเซียเป็นสำคัญ ก่อนที่จะถูกเผยแพร่ไปยังชาติอื่น ๆ รวมไปถึงพื้นที่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทยด้วยเช่นกัน  ผ้าบาติกคือสายสัมพันธ์ระหว่างไทยและชวาอย่างแท้จริง เพราะในรัชสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ยังเคยได้เสด็จเยือนชวาอย่างเป็นทางการเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๑๓ ซึ่งนับเป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศเป็นครั้งแรก จากนั้นยังได้เสด็จชวาอีกครั้งในปีพุทธศักราช ๒๔๓๙ และ ๒๔๔๔ โดยแต่ละครั้งพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร การเขียนผ้าบาติกอันเป็นหัตถศิลป์ที่เลื่องชื่อของชวาเสมอ และทรงซื้อผ้าบาติกกลับมาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายด้วย ทำให้ทรงมีผ้าบาติกเท่าที่ค้นพบได้กว่า ๓๐๐ ผืน ผ้าเหล่านี้มีความโดดเด่นในแง่ของความงดงามและองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ 

      แหล่งผลิตผ้าบาติก
         ๑. บาติกในชวา
              แม้ว่าจุดเริ่มต้นของผ้าบาติกจะมาจากไหนยังไม่เป็นที่ยืนยันแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าผ้าบาติกหรือผ้าปาเต๊ะมีถิ่นกำเนิดจากอินโดนีเซีย หากว่ากันตามที่มาของรากศัพท์ แต่ทั้งนี้ในการสร้างสรรค์ลวดลายและสีสัน เชื่อว่ามาจากอิทธิพลของหลายวัฒนธรรม อาทิ เปอร์เซีย อินเดีย จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ โดยลวดลายในแต่ละพื้นที่ จะบ่งบอกถึงวิถีการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่หรือวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน จึงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า ผ้าบาติกเป็นผ้าที่มีประวัติศาสตร์ร่วมในหลายวัฒนธรรมมาเป็นเวลานาน ถึงกระนั้นการทำผ้าบาติกก็ได้ถูกเผยแพร่ไปยังชนชาติอื่น ๆ รวมไปถึงในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยเริ่มเข้ามาจากทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านการรับอิทธิพลจากมาเลเซีย ที่ก็ได้รับอิทธิพลมาจากอินโดนีเซียอีกทอดหนึ่งบาติกในชวาได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานดีที่สุดในโลก โดยทักษะในการทำบาติกแบบตั้งเดิมได้ถูกพัฒนาร่วมหลายร้อยปีมาแล้ว ในส่วนกลางของชวาคือบริเวณยอกยาการ์ตา (Yogyakarta) และโชโต (Soto )ภายใต้การอุปถัมภ์ขององค์สุลตานและข้าราชสำนัก  โดยเริ่มแรกผ้าบาลิกถูกใช้สำหรับชนชั้นสูงหรือราชวงศ์เท่านั้น และลวดลายบางแบบให้ใช้เฉพาะราชวงศ์หรือบางตระกูลเท่านั้น สำหรับการออกแบบบาติกบริเวณชายฝั่งของหมู่เกาะชวา ได้รับการพัฒนามาแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลมาจากชาวจีนที่อพยพมาอาศัยอยู่บริเวณนั้น จากชาวดัชท์หรือจากการค้าขายกับอินเดีย บาติกในชวามีวิธีการลงเทียนมีอยู่ด้วยกัน ๒ วิธี คือ
                 ก . ผ้าที่นำมาทำบาติกจะถูกนำไปแขวนบนกรอบและลวดลาย ที่ออกแบบมาจะถูกวาดลงบนผืนผ้าโดยใช้กรวยทองแดง ที่มีด้ามถือทำจากไม้หรือไม่ไผ่ซึ่งกรวยนี้มีชื่อเรียกว่า Canting เริ่มต้นจากการนำกรวยทองแดงไปจุ่มลงในหม้อต้มเทียนร้อน เพื่อบรรจุเทียนร้อนลงในกรวย เทียนร้อน ๆ จะไหลออกจากพวยกรวยที่เรียกว่า Spout  ลงบนผืนผ้าตามแนวลวดลายที่ลากไป ในกรณีที่ผ้าค่อนข้างหนาต้องมีการลงเทียนทั้งสองด้านของผ้ากระบวนวิธีนี้ส่วนใหญ่ทำโดยผู้หญิง
              ข. ผ้าที่นำมาทำบาติกจะถูกนำมาแผ่ลงบนโต๊ะยาว และการลงลวดลายด้วยเทียนโดยนำบล็อกทองแดง ที่มีลวดลายที่ออกแบบไว้ (มีชื่อเรียกว่า Cap) จุ่มลงในกระทะเทียนร้อนแล้วนำมาประทับลงบนผืนผ้า การประทับสามารถทำช้ำ ๆ  กันหลายครั้งได้และมักจะกระทำบ่นทั้งสองด้านของผ้า กระบวนวิธีนี้ทำให้การลงเทียนใช้เวลาสั้นลง และมักใช้แรงงานผู้ชายรูปแบบพื้นฐานของบาติกในชวารู้จักกันในชื่อของ Batik kraon และจุดสำคัญของศิลปะบาติกมักเกี่ยวข้องกับศาสนาฮินดูเป็นหลัก จึงมักมีการใช้สวดลายเป็นรูปของนกการูดา (Garuda bird) ดอกบัว มังกรนากา (Naga dragon) และตันไม้แห่งชีวิต เป็นต้น
                สำหรับบาติกที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลามมักมีลวดลายเป็นรูปทรงเรขาคณิตและพฤกษชาติ เพราะอิสลามห้ามไม่ให้ใช้รูปคนหรือสัตว์มาเป็นลายบาติก สีที่นิยมใช้กัน คือสีฬาคราม และสีน้ำตาล และใช้ผ้าขาวเป็นหลัก ซึ่งมีความหมายถึงเทพเจ้าฮินดู ๓ องค์ คือพระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม ในปลายปีศตวรรษที่ ๑๙ เริ่มมีการนำสีเคมีมาใช้ในการทำบาติก ทำให้งานบาติกที่ออกมามีสีสันสดใสและหลากหลายยิ่งขึ้น ผ้าบาติกเป็นการทำหัตถศิลป์และเทคนิคการย้อมสีเข้าด้วยกัน
จึงมีลักษณะเป็นงานออกแบบที่มีกระบวนการผลิตที่ผสมผสานระหว่างทักษะ ภูมิปัญญา สุนทรียภาพเชิงศิลปหัตถกรรม ซึ่งเขียนลวดลายและสีสันได้ตามความต้องการ ทั้งยังได้รับการยอมรับให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของอินโดนีเซีย โดย UNESCO เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๙
       ๒. บาติกในจีน
             ประวัติศาสตร์การทำบาติกในจีนมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๖ ในปัจจุบันยังคงมีการทำบาติกอยู่ในหมู่ชนกลุ่มน้อยในเมืองกิวโจว (Guizhou) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน โดยชาวแม้ว (Miao) บูย (Bouyei) และเจเจีย (Gejia) ใช้วิธีการต้านทานสีย้อมที่แตกต่างไปจากชาวจีนฮั่น (Han) ชาวจีนชอบใช้ลวดลายบาติกเป็นรูปมังกร นก งู สิงโต  และดอกไม้ และใช้สีพาสเทล (Pastel) ในโทนสว่างเป็นหลัก ส่วนชาวแม้วตกแต่งผ้าป่านหรือผ้าฝ้ายของตนเอง โดยนำมาลงเทียนร้อนก่อนจะนำไปย้อมครามเพื่อให้ได้สีน้ำเงินเข้ม ลวดลายส่วนใหญ่เป็นรูปทรงเรขาคณิต หรือสัตว์บางชนิด เช่น นก ปลา เป็นต้น เทียนที่ใช้ทำมาจากขี้ผึ้ง (Beeswax) เป็นหลัก แต่อาจมีการเติมเรซินหรือเทียนบงอย่างลงไปบ้าง เนื่องจากขี้ผึ้งมีสมบัติที่เหนียวและยืดตัวได้ ดังนั้นภาพบาติกที่ได้จึงออกมาชัดเจนและไม่มีรอยแตก (Crackle) ปรากฏบนลวดลายเลย เครื่องมือที่ใช้ลงเทียนทำมาจากทองแดงหรือทองเหลือง และมีด้ามจับเป็นไม่ไผ่ วิธีการจับเครื่องมือจะคล้ายกับจับปากกา ซึ่งสามารถจับตั้งฉากหรือทำมุมเอียงกับผ้าก็ได้ เทียนจะกลายเป็นสีดำทันทีที่ลงบนผ้า และจะถูกกำจัดออกไปเมื่อการย้อมสีแล้วเสร็จ ขี้ผึ้งที่ถูกกำจัดออกมาสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก ผ้าที่ได้จะถูกนำไปล้างในน้ำเย็นและตากให้แห้งก่อนนำไปใช้งาน เช่น ทำเป็นกระโปรง เสื้อคลุม ผ้าคาดเอว และผ้าสะพายเด็กเล็ก สาวแม้วจะมีทักษะการทำบาติกที่เก่งมาก โดยเริ่มฝึกกันตั้งแต่อายุ ๖-๗ ขวบ งานบาติกที่วาดออกมาจะเป็นเส้นที่บางมาก และลวดลายเส้นโค้งจะสวยงามทมาก
       ๓. บาติกในแอฟริกา
            บาติกพบได้หลายแห่งในแอฟริกา แต่ที่มีการพัฒนามากที่สุดในแอฟริกาอยู่ที่ไนจีเรีย ที่ซึ่งชาวยอรูบา (Yoruba) ทำผ้าที่มีชื่อเรียกว่า Adire cieko ซึ่งมีความยาวโดยประมาณ ๒ หลา ในการต้านทานการย้อมสีได้มีการใช้แป้งเปียกแทนเทียน โดยส่วนผสมของแป้งเปียกประกอบไปด้วยแป้งมันสำปะหลัง ข้าว สารสัม หรือคอปเปอร์ซัลเฟต (Copper sulfate) มาต้มรวมกันให้ได้มาซึ่งแป้งเปียกที่มีเนื้อเนียนขัน แป้งเปียกที่ชาวยอรูบาใช้โดยมากทำมาจากมันสำปะหลัง ในขณะที่ชาวเชนีกัล (Senegal) ใช้แป้งเปียกที่ทำมาจากข้าว วิธีการลงแป้งเปียกมี ๒ วิธี ที่แตกต่างกัน ดังนี้
               ก. ใช้มือวาดลวดลายโดยใช้ขนนก แท่งกระดูกบาง แท่งโลหะ หรือไม้ที่มีลักษณะคล้ายหวีวิธีนี้ทำโดยผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่
            ข. ใช้โลหะบางที่ทำเป็นลวดลาย (Stencil) กดลงบนผ้า โดยวิธีนี้ทำให้เราสามารถทำลวดลายที่ซ้ำ ๆ กันได้ตามที่ต้องการ ส่วนมากจะเป็นงานของผู้ชาย ลวดลายบนผืนผ้ามักถูกแบ่งออกเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็ก ๆ หลาย ๆ รูป ในแต่ละสี่เหลี่ยมเป็นภาพของงานแกะสลัก งานร้อยลูกปัด ภาพที่แสดงถึงกิจกรรมหรือประเพณีประจำเผ่า เป็นต้น สีย้อมส่วนใหญ่ใช้สีครามที่ได้มาจากต้นไม้ในแอฟริกา การย้อมสีเริ่มขึ้นเมื่อแป้งเปียกแห้งแล้ว โดยนำผ้ามาย้อมสีในหม้อดินเหนียวใบใหญ่หรือในหลุมที่ขุดลงไปในดิน เมื่อผ้าที่ย้อมสีแห้งแล้วจะทำการแกะแป้งเปียกออก ทำให้เห็นลวดลายสีขาวหรือฟ้าอ่อน ผ้าที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นผ้าฝ้ายแต่บางครั้งอาจมีการนำผ้าไหมป่ามาใช้ในงานที่มีราคาสูง

       ๔. บาติกในประเทศไทย
       ประเทศไทยมีการทำผ้าบาติกเป็นอุตสาหกรรมกันมานานแล้ว มีการผลิตในหลายจังหวัดทางภาคใต้ เช่น ยะลา ปัตตานี สงขลา นราธิวาส และในภาคกลาง เช่น กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังมีการผลิตผ้าบาติกตามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เช่น ภูเก็ต เกาะสมุย เชียงใหม่ พัทยา เป็นต้น แต่การแพร่หลายของผ้าบาติกนั้นเริ่มเข้ามาทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อน โดยได้รับอิทธิพลมาจากมาเลเซีย ซึ่งมาเลเซียเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากอินโดนีเซียอีกทอดหนึ่ง จากประวัติผู้ที่ริเริ่มการทำผ้าปาเต๊ะคือผู้หญิงในตระกูลสูงของชวา ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ จากนั้นชาวดัทช์ได้นำผ้าปาเต๊ะไปเผยแพร่ทั่วทั้งทวีปยุโรป และมีผลตอบรับดีมากเพราะลวดลายของผ้ามีความแปลกใหม่ ผ้าปาต๊ะแต่ละท้องถิ่นจะมีลวดลายและรูปแบบที่อยู่บนผ้าไม่เหมือนกัน ซึ่งลวดลายแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างบ่งบอกถึงวิถีการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่หรือวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ลวดลายของผ้า ปาเต๊ะมีรูปแบบมาจากธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ หรือรูปเลขาคณิตต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีลวดลายรูปสัญลักษณ์มงคลตามคติจีน ที่ยมใช่ในวัฒนธรรมเปอรานากัน (เป็นกลุ่มชาวจีนที่มีเชื้อสายมลาย) เช่น รูปดอกท้อ ดอกโบตั๋น พัด ลายหงส์ หรือนกฟินิกส์ ซึ่งเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมมลายูและจีน จุดเริ่มต้นของบาติกในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ได้มีการทำผ้าบาติกลายพิมพ์เทียน ที่อำเภอสไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส โดยนายแวมะ แวอาลี และนางแวเย๊าะ แวอาแด สองสามีภรรยาชาวไทยเชื้อสายมลายู ซึ่งเริ่มต้นด้วยการทำผ้าเป็นผ้าคลุมหัวสไบไหล่ (Kain lepas) โดยใช้วิธีแกะสลักบนมันสำปะหลังมาทำแม่พิมพ์ ต่อมามีการผลิตในรูปแบบผ้าโสร่งปาเต๊ะ (Batik Sarong) โดยใช้แม่พิมพ์โลหะที่ผลิตจากรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ นายเอกสรรค์ อังคารวัลย์ เป็นคนแรกที่ริเริ่มทำผ้า "ผ้าบาติกลายเขียนระบายสี" (Painting Batik) ซึ่งเป็นผ้าติกที่เขียนลายเทียนด้วยจันติ้ง (Canting) ระบายสีลวดลายบนผืนผ้าทั้งผืนด้วยพู่กัน และนำวิธีการทำผ้าบาติกแบบระบายมาเผยแพร่โดยศึกษามาจากประเทศมาเลเซีย เผยแพร่เพื่อเป็นการศึกษาครั้งแรกแก่คณาจารย์ภาควิชาศิลปะ คณะวิชามนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิทยาลัยครูยะลา (ผศ. นันทา โรจนอุดมศาสตร์ เป็นหัวหน้าภาควิชาในขณะนั้น) สำหรับกรรมวิธีการทำลวดลายลงบนผ้าปาต๊ะนั้น มีขั้นตอนวิธีการทำคือการใช้จันติ้ง (Canting หรือ Tjanting) จุ่มน้ำเทียน และลงลวดลายอย่างประณีตลงบนผืนผ้า ผ้าปาเต๊ะจะมีวิธีการทำอยู่ ๒ วิธีด้วยกันคือขั้นตอนในการเทียนปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสี การแต้มสี ระบายสี และย้อมสีทับกันจากนั้นนำไปตากให้แห้ง ทำซ้ำต่อเนื่องประมาณสิบรอบจนกว่าจะได้สีตามต้องการ ส่วนการทำผ้าปาเต๊ะอย่างง่ายจะใช้วิธีการเขียนเทียนหรือพิมพ์เทียน หลังจากนั้นก็นำไปย้อมสีตามที่ต้องการ โดยไม่ผ่านวิธีการปิดเทียนในวิธีที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนวัสดุที่ใช้ประกอบในการทำผ้าปาต๊ะประกอบไปด้วยผ้า เทียน เฟรม และสี ส่วนผ้าจะนิยมใช้เป็นผ้าฝ้าย ผ้าลินิน หรือผ้าป่าน หรือผ้าไหม และเนื้อผ้าต้องมีความเหนียวแน่นเนียน มีคุณสมบัติในการดูดซึได้ดี ผ้าที่มีลักษณะเป็นผ้าสั่งเคราะห์ไม่หมาะในการที่จะทำผ้าปาเต๊ะ ผ้าที่จะนำมาย้อมสีนั้นควรเป็นผ้าที่เป็นสีขาว เพราะสีขาวสามารถดูดได้ดีกว่าผ้าสี เทียนหรือขี้ผึ้งจะใช้เป็นจำพวก Bee Wax เพราะขี้ผึ้งจำพวกนี้จะเป็นขี้ผึ้งบริสุทธิ์และมีความหนักเบา เหมาะที่จะนำมาทำผ้าปาเต๊ะปัจจุบัน การทำผ้าปาเต๊ะโดยวิธีพิมพ์ลายผ้าจะนิยมมากกว่าวิธีขียนลายด้วยมือ เพราะช่วยเรื่องความรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น โดยวิธีที่ใช้คือนำผ้าวางบนแท่นที่มีความสูงประมาณ ๓ ฟุต และกว้างตามความเหมาะสม บนพื้นโต๊ะจะปูด้วยกาบกล้วย เพื่อทำให้เกิดความเย็นในขณะที่ใช้แม่พิมพ์พิมพ์ลวดลายลงบนผืนผ้า จุ่มลงในขี้ผึ้งหรือไขที่อุ่นไว้ พิมพ์ลงบนผ้าสีขาว หลังจากนั้นก็นำผ้าที่จุ่มไปย่อมและตากให้แห้ง พอผ้าแห้งแล้วก็นำผ้ามาพิมพ์กับแม่พิมพ์ครั้งที่ ๒ แล้วนำไปย้อมและตากให้แห้งอีกรอบ ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งครบจำนวนแม่พิมพ์เตรียมไว้ การอมสีในแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับช่างที่ออกแบบเม่พิมพ์ไว้ว่าจะเป็นในลักษณะลวดลายอย่างไรแหล่งผลิตผ้าปาเต๊ะที่สำคัญที่สุดในภาคใต้ คือ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส จังหวัดภูเก็ต และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามลำดับ ปัจจุบันการผลิตผ้าป่าเต๊ะถือว่าเป็นแหล่งรายได้ของคนภาคใต้อีกด้วย อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีให้สืบต่อไปในรุ่นหลั่ งเพื่อแสดงถึงความงดงามหรือความสวยงามของผ้าปาเต๊ะให้คงอยู่คู่กับชาวใต้ รวมถึงอยู่คู่เป็นมรดกของประเทศไทย 
ผ้าบาติกในลักษณะของผ้าพันหรือผ้าปาเต๊ะพัน โดยเรียกตามวิธีการนุ่ง คือพันรอบตัว ส่วนคำว่า "โสร่ง” นั้นก็มาจากภาษาอินโดนีเซียเช่นเดียวกันหมายถึงผ้านุ่ง คนในท้องถิ่นภาคใต้เรียกบาติกว่า “ผ้าปาเต๊ะ” หรือ “ผ้าบาเต๊ะ” ส่วนคนรุ่นเก่าเรียกผ้าปาเต๊ะที่ไม่ได้ผลิตในประเทศไทยว่า “ผ้ายาวอ” หรือ “จาวอ” (Java) หมายถึงผ้าชวา ผ้าที่เรียกชื่อตามลักษณะของผ้าเป็นภาษาพื้นเมืองชายแดนภาคใต้ มีอยู่ ๔ ประเภท ประกอบด้วย

๑ .จาวอตูเลส (Java Tulis) ใช้เรียกผ้าบาติกที่ใช้เทคนิคการเขียนเทียนด้วยจันติ้งตลอดทั้งผืน
๒. จาวอตูเก (ผ้าชวากระบอกไม้ไผ่) ใช้เรียกชื่อผ้าปาเต๊ะที่มีคุณภาพดีชั้นหนึ่ง เนื้อดีเบาบาง และผ้าผืนหนึ่ง ๆ สามารถม้วนได้เพียง ๑ กำมือเท่านั้น
๓. จาวอบือเละ ซึ่งหมายความว่าผ้าพันชวา ใช้เรียกผ้าบาติกที่มีความยาวตั้งแต่ ๓.๕-๔ หลา เป็นลักษณะของผ้าที่ไม่เป็นตะเข็บผ้าให้ติดกันเป็นถุง แต่ใช้วิธีนุ่งแบบพันรอบตัว บางแห่งเรียกผ้าชนิดนี้ว่าผ้าบาติกพัน (ผ้าพัน)
๔. จาวอซือแย ผ้าชวาตราดอกจิก เป็นผ้านุ่งที่มีคุณภาพดี มีตราดอกจิกเป็นเครื่องหมายการค้า และเป็นที่นิยมกันมากในหมู่ชาวไทยที่มีฐานะดี

             ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รู้จักการทำผ้าบาติก โดยได้รับเทคนิคมาจากมาเลเซีย และได้ตั้งโรงงานผลิตเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนอยู่ใต้ถุนบ้านหรือโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลาง ซึ่งมีคนงานระหว่าง ๕๐-๑๐๐ คน แบ่งหน้าที่การผลิตออกเป็นแผนก ๆ ล้วนแต่อยู่ในจังหวัดนราธิวาสเสียเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะที่อำเภอสุไหงโก-ลก ผ้าบาติกในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๒๒ เป็นช่วงที่มียอดการจำหน่ายสูงสุด ในปัจจุบันบาติกลายเขียนได้รับการพัฒนาและแพร่หลายมาก ทำให้สามารถผลิตผ้าได้หลายรูปแบบกว่าเดิม และสามารถขายได้ราคาที่ดีกว่าบาติกพิมพ์ ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมผ้าบาติกในภาคใต้ หันมาผลิตผ้าบาติกลายเขียนและเกิดการแข่งขันในตลาด โดยแสดงลักษณะงาน รูปแบบ และเอกลักษณ์ของตนเอง จนผ้าบาติกบางชิ้นกลายเป็นจิตรกรรมที่มีราคาสูงกว่าทั่วไปมาก ผ้าที่นิยมทำกันมาก ได้แก่ ผ้าโสร่ง ผ้าชิ้น และเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น สำหรับเทคนิคการผลิตผ้าบาติกในประเทศไทยมีอยู่ ๔ วิธี คือ

๑. บาติกลายพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์โลหะ ไม้ และเชือก ซึ่งต้องนำไปย้อม ๓-๔ ครั้ง
๒. บาติกลายเขียน คือเขียนเทียนลงบนผ้า นำไปย้อม อาจมีการปิดทียนเพื่อเก็บสี และย้อมอีก  ๑-๒ ครั้ง
๓. บาติกลายเขียน และระบายสี เป็นการเขียนเทียนบนผ้าแล้วระบายสีทั่วทั้งผืน
๔. บาติกกันเทียน ลัดสี ของจังหวัดลำพูน

        ปัจจุบันการทำผ้านิยมใช้วิธีพิมพ์ลายผ้ามากกกว่าวิธีเขียนลายด้วยมือเพราะเร็วและสะดวกกว่า ผ้าบาติกนี้นอกจากส่งขายตามเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ ในไทยแล้ว ยังส่งออกไปขายในมาเลเซียด้วย


ภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้อง

           การทําผ้าบาติกเป็นศิลปะหัตถกรรมที่น่าตื่นเต้น ทําได้โดยอาศัยเทคนิคง่าย ๆ คือการกันสีด้วยเทียนโดยการเขียนหรือพิมพ์เป็นลวดลายต่าง ๆ ลงบนผืนผ้าในส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสีย้อม เมื่อนําไปย้อมสีก็จะติดฉพาะส่วนที่ไม่สงเทียนไว้และติดซึมไปตามรอยแตก (Crack) ของเทียนเกิดเป็นลวดลายที่สวยงามแปลกตา ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของผ้าบาติกที่แตกต่างไปจากผ้าย้อมหรือผ้าพิมพ์ทั่่วไป ผ้าบาติกสามารถนํามาทําผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีสีสรรลวดลายแปลกใหม่น่าใช้ได้หลากหลายชนิด เช่น ผ้าตัดเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าพันคอ ผ้าปูโต๊ะ เนคไท ผ้าม่าน ผ้าคลุมเตียง ผ้าแขวน ผนังและประกอบในการทําของใช้อื่น ๆ อีกมากมายหลายอย่าง สําหรับในประเทศไทยมีการทําผ้าโสร่งบาติก โดยวิธีการพิมพ์ลวดลายผ้าด้วยเทียนบนผ้า เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนกันมานาน โดยเฉพาะในแถบจังหวัดภาคใต้ เช่น ยะลา ปัตตานีนราธิวาส  ๆ 


วัตถุดิบและส่วนประกอบ

         วัสดุและอุปกรณ์ในการประดิษฐ์ผ้าบาติก ประกอบด้วย

๑. เทียน
      เทียนหรือ Wax การใช้ขี้ผึ่งในการทำบาติกจะต้องใช้ขี้ผึ่ง (Bee wax) ผสมกับพาราฟิน อัตราส่วนในการผสมอยู่ที่ความต้องการที่จะให้ผ้าที่จะเขียนแล้วเกิดลอยแตกมากน้อยเพียงไร ถ้าต้องการ รอยแตกมาก แต่ถ้าต้องการรอยแตกน้อยก็ใช้พาราฟินน้อย ถ้าไม่ต้องการรอยแตกก็ไม่ต้องผสม พาราฟิน อัตราส่วนที่ใช้กันทั่วไปตามปกติขี้ผึ้งบริสุทธิ์ปราศจากสิ่งเจือปนจะนุ่มกว่าและไม่แตกตัว แต่ราคาค่อนข้างแพง จะใช้พาราฟินและชี้ถึงในอัตราส่วน ๑:๘ หรือ ๑:๗
๓. เฟรม
      เฟรมใช้ไม้เนื้ออ่อนขนาด ๑ นิ้วครั้งถึง ๒ นิ้ว หรืออาจใช้กรอบรูปที่แข็งแรงก็ได้ ในกรณีที่เป็นลายง่าย ๆ อย่างลายวงแหวนหลาย ๆ วง เฟรมก็ไม่ใช่สิ่งจําเป็นอาจจะวางผ้าลงบนโต๊ะราบ ๆ แล้วใช้ถ้วยกระดาษจิ๋มเทียนลงไปบนผ้าตามความสะดวก
๒. ขี้ผึ้ง
๓. ผ้า
     ผ้าฝ่ายลินิน ผ้าป่าน ผ้าไหม ต้องเป็นผ้าที่มีเนื้อเหนียวแน่นเนียน ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซึมได้ดีที่สุด ไม่ควรนําผ้าที่มีใยสังเคราะห์มาย้อม แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของผ้าที่ใช้ย้อมนั้นขึ้นอยู่กับความ
๔. เตาต้มเทียน
๕. กรอบไม้ (เฟรม)
๖. ขาตั้งเฟรม
๗. ปากกาเขียนเทียน (จันติ้ง)
๘. พู่กัน
๙. ไม้บรรทัด
๑๐. ดินสอ
๑๑. มีด
๑๒. กระดาษทิชชู ผ้าเช็ดสี
๑๓. สีบาติก 
      
​​​​ สีย้อมควรใช้สีย้อมเย็นชนิดเรียกว่าสีเวต (Vat) ซึ่งสะดวกในการย้อมมากกว่าสีชนิดอื่น หรืออาจจะใช้สีโปรชั่น (Procion) ผ้าใช้สีย้อมเย็นจะต้องมีส่วนประกอบดังนี้
       - สี  Procion  สี ๑ กรัม เกลือเคมี ๗๐ กรัม โซดาแอส ๑๐-๒๐ กรัม (ควรใส่โซดาแอสหลังจากเอาผ้าลงไปย้อมแล้วซึ่งจะทำให้สีติดดี) ระยะเวลาในการย้อม ประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง
      
- สี Vat เป็นสีที่ย้อมทับกันได้ เพราะไม่ผสมกับสีพื้น อัตราส่วนการผสมสี ๑ กรัม ไฮโดรซัลไฟด์ ๕ กรัม โซดาไฟ ๖ กรัม เกลือเคมี ๓๐ กรัมระยะเวลาในการย้อม ๓๐ นาที (เมื่อย้อมสี Vat แล้วนําไปล้างสารเคมีออกซึ่งสีจะกระด้าง ควรตากแดดดูก่อนเพราะสี จะเปลี่ยนไปเมื่อทําปฏิกิริยากับแสงแดดหรืออากาศ อย่างไรก็ตามสี vat  นี้จะไม่ผสมกับสีพื้นซึ่งอาจจะย้อมกับสี Precion ได้
๑๔. น้ำยาเครือบ (โซเดียมซิลิเกต)
๑๕. ภาชนะสำหรับต้มผ้า

กรรมวิธี/ขั้นตอนการผลิต

     กระบวนการและเทคโนโลยีการผลิตผ้าบาติก
             ๑.  การเลือกเละการเตรียมผ้าบาติก
          ผ้าที่นำมาทำบาติกส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุจากธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าไหม หรือผ้าลินิน ซึ่งมีสมบัติที่เหมาะกับการลงเทียนและดูดซับสีย้อมได้ดี สำหรับผ้ากึ่งสังเคราะห์เช่นผ้าเรยอน (Rayon) อาจนำมาใช้ได้เช่นกัน แต่ควรหลีกเลี่ยงผ้ใยสังเคราะห์อื่น ๆ  เพราะการย้อมสีของบาติกต้องกระทำที่อุณหภูมิไม่สูงเกินไป เพื่อกันการหลอมละลายของเทียน และสมบัติการดูดชับสีข้อมที่อุณหภูมิการย้อมต่ำของผ้าใยสังเคราะห์ไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ควรเลือกผ้าที่มีจำนวนเส้นด้ายของการทอมีความถี่สูงเพียงพอ นั่นคือเส้นใยของผ้าเหล่านี้ต้องนำมาปั่นเป็นเส้นด้ายขนาดเล็กก่อนเพื่อผลิตเป็นผ้าเนื้อบางและละเอียด เนื่องจากการทำผ้าบาติกนั้นต้องการให้สีซึมผ่านทะลุถึงอีกด้านหนึ่งของผ้า จึงจะทำให้งานบาติกที่ออกมาลวดลายที่คมชัดและละเอียด การทำบาติกบนผ้าหยาบจึงเหมาะสำหรับลวดลายที่มีขนาดใหญ่ ชัดเจนและไม่มีลวดลายละเอียด ลักษณะพิเศษของเส้นใยชนิดต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้
                   ๑.๑ ฝ้าย (Cotton)
                        เป็นเส้นใยที่นำมาใช้ในธุรกิจสิ่งทอมากที่สุด โดยนำมาปั่นเป็นเส้นด้ายเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการทอผ้าได้เกือบทุกโครงสร้าง โดยเฉพาะบาติกกลุ่มผ้าฝ้ายเนื้อดีที่เลือกใช้สำหรับงานที่ต้องการลวดลายที่ละเอียดและประณีต ได้แก่ Pinissima และ Pima และผ้าฝ้ายที่นิยมใช้ทั่วไปคือผ้ามัสสิน (Musin) ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือสามารถดูดชับความชื้นได้ดี ย้อมสีและสร้างลวดลายได้ง่าย ระบายความร้อนได้ดี สวมใส่สบายเนื่องจากฝ้ายมีความชื้นประมาณ ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักเส้นใย
                   ๑.๒ ลินิน (Linen) หรือแฟลกซ์
                           เป็นเส้นใยธรรมชาติที่ได้จากลำต้นของต้นแฟลกซ์ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโครงสร้างจะเรียกชื่อแตกต่างกันไปเช่น ถ้าโครงสร้างอยู่ในรูปของเส้นใยเรียกว่าใยแฟลกซ์ ถ้าเป็นเส้นด้ายเรียกว่าด้ายแฟลกซ์อันเป็นโครงสร้างผ้าเรียกว่าผ้าลินิน ลักษณะของเส้นใยดูดความชื้นได้ดี ระบายความร้อนเร็วผิวสัมผัสของผ้าราบเรียบแต่ยับง่าย ผ้าไม่อ่อนนุ่ม ลินินมีความชื้นประมาณ ๑๒ เปอร์เซ็นตั
                   ๑.๓ ไหม (Silk)
                        เป็นเส้นใยธรรมชาติที่ได้จากสัตว์จำพวกหนอนไหม ผ้าประเภทนี้มีสมบัติพิเศษคือ อ่อนนุ่ม  เป็นมัน ความเหนียวสูง มีความยืดหยุ่นตัวดี ย้อมสีได้ง่าย สวมใส่สบาย เนื่องจากมีความชื้นประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์
                  ๑.๔ เรยอน (Rayon)
                   เป็นเส้นใยที่ได้จากพอลิเมอร์ธรรมชาติหรือกึ่งสังเคราะห์ (Semi synthetic fibers) เรียกว่ารีเจนเนอเรตเตดเชลลูโลส (Regeneraled cellulose) ในกลุ่มนี้มีเส้นใยที่สำคัญได้แก่ วิสคอสเรยอน (Viscase rayon) เส้นใยนี้นิยมนำมาทำเป็นกระดาษหรือเส้นใยหอผ้า มีสมบัติพิเศษคือมีความเหนียวเมื่อเส้นใยแห้งสนิท ความเหนียวจะลดลงเมื่อเปียกน้ำ ดูดชับความชื้นและดูดซึมสีได้ดี ความชื้นในตัวเส้นใยสูงประมาณ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ เมื่อนำมาสวมใส่ทำให้รู้สึกเย็นสบายการยึดหยุ่นตัวดี ผ้าชนิดนี้เมื่อถูกรังสีความร้อนหรือแสงแดดทำให้สมบัติความเหนียวต่ำลง
                 ๑.๕ คิวปราโนเมียมเรฮอน (Cuprammonium rayon)
                  เป็นเส้นใยรีเจนเนอเรตเตดเซลลูโลสที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจสิ่งทอ เนื่องจากถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเส้นด้ายและทอผ้ากันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะผ้าบาติก ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกผ้าชนิดนี้ว่าไหมเทียม เนื่องจากมีสมบัติคล้ายกับผ้ไหมมากคือมีความเหนียวสูงเมื่อผ้าแห้งสนิท ดูดขับความชื้นได้ดี ทำให้เวลาข้อมหรือเพนท์สีบนผ้า เพื่อทำผ้าบาติกกระทำได้ง่าย สวมใส่สบายเนื่องจากมีความชื้นประมาณ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ มีความยืดหยุ่นตัวดี ข้อควรระมัดระวังคือเวลาชักผ้าควรตากในที่ร่ม เนื่องจากความเหนียวจะลดลงเมื่อถูกรังสีจากแสงแดด              

                ผ้าที่นํามาใช้ทําผ้าบาติกในยุคแรก ๆ นั้น ใช้ผ้าที่ทอชิ้นเองในเกาะชวา โดยทอจากใยฝ้ายดิบซึ่งเรียกว่า “ผ้าคราทอน” (Kian kraton)  ซึ่งมีลักษณะของส้นใยที่หนาและหนัก ไม่เหมาะกับการเขียนเทียนระบายสี ดังนั้นภายหลังจึงได้มีการปรับปรุงให้ผ้ามีลักษณะอ่อน บาน และเรียบ ต่อมาเมื่อมีการติดต่อค้าขายกับอังกฤษและฮอลันดา จึงมีการสั่งผ้าจากต่างประเทศมาใช้ ผ้าพื้นสีขาวที่นํามาท้าผ้าบาติกมีชื่อในภาษาชวาว่า “มุสลิน” หรือ “โมรี” (Nori) ซึ่งคงจะแปลงมาจากคําว่า “เมาเชลิน” ผ้าขาวเหล่านี้จะต้องนํามาชักให้สะอาด เพื่อให้ติดผ้าได้ง่ายเมื่อนําไปย้อมสีหรือระบายเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นได้เข้ามายึดครองอินโดนีเซีย ในระหว่างปี ค.ศ.๑๙๔๒-๑๙๔๕ ญี่ปุ่นไม่อนุญาตให้นําผ้าจากยุโรปเข้ามาในประเทศอินโดนีเซีย ช่วงที่ทําผ้าบาติกจึงต้องใช้ผ้าเนื้อหนา จึงทําให้ได้ผ้าบาติกที่มีลวดลายไม่ละเอียดนัก ช่างจึงหันไปทำลวดลายที่หยาบขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นวิวัฒนาการการทําผ้าบาติกในระยะต่อมา โดยเฉพาะการนําเอาดอกไม้แบบญี่ปุ่นมาทําเป็นลายผ้าบาติก ผ้าบาติกรุ่นนี้เรียกว่า ”ดจาวา บารูหรือดจาวา ฮ้อกโคคุ (Djawa hokkoku) 
           ๒. กระบวนการผลิต        
                ในกระบวนการเตรียมผ้าเริ่มแรกต้องนำผ้าที่ได้มาชักและต้มในน้ำหลายครั้งก่อนนำไปใช้งาน เพื่อกำจัดคราบสิ่งสกปรกต่าง ๆ เช่น แป้งเปียก สารตกแต่งความขาว หรือวัสดุอื่น ๆ ที่ตกค้างอยู่บนเนื้อผ้าซึ่งมีผลต่อการลงเทียนและการย้อมสี สำหรับการทำความสะอาดผ้าฝ้ายและผ้าลินิน ให้นำสารเคมีที่มีส่วนผสมของโซดาแอช ๑ กรัม/ลิตร โซดาไฟ ๑ กรัม/ลิตร และสบู่เทียม (Wetting agent) ๑ กรัม/ลิตร (สำหรับผ้าไหมไม่ต้องใส่โซดาไฟ) มาต้มที่ความร้อน ๑๐๐ องศาเซลเซียส เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง เสร็จแล้วนำมาซักน้ำสะอาดและตากแห้ง ในสมัยก่อนเมื่อผ้าแห้งแล้วต้องนำมาผ่านการทุบด้วยไม้และรีดเพื่อให้ผ้านุ่มและเรียบ อย่างไรก็ตามผ้าที่ผ่านการทอด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่จะมีความนุ่มเพียงพอแล้วจึงสามารถข้ามขั้นตอนการทุบไปได้
            ๓. อุปกรณ์และเครื่องมือ     
                อุปกรณ์
                ๑. ปากกาเขียนเทียนช้านติ้ง (Tjanting/Canting)
                   ปากกาเขียนเทียนจันติ้งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวาดลวดลายที่ออกแบบลงบนผ้าด้วยเทียน ปากกาเขียนเทียนจันติ้ง ประกอบไปด้วยภาชนะเล็ก ๆ รูปกรวยที่ทำจากทองแดงหรือทองเหลือง ไว้บรรจุเทียนหลอม ด้านปลายเจาะรูเป็นพวย (Spout) ที่มีขนาดเล็กและบางสำหรับให้เทียนหลออก ตัวภาชนะนี้ต่อเชื่อมกับด้ามถือที่ทำมาจากไม่ไผ่หรือไม้ โดยทั่วไปมีความยาวประมาณ ๑๑ เชนติเมตร ปากกาเขียนเทียนจันติ้ง มีหลายขนาดให้เลือกตามขนาดพวย เราสามารถเลือกขนาดพวย ให้เหมาะสมกับงานขึ้นอยู่กับความหนาของเส้นเทียนที่ต้องการ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของพวยอาจเล็กถึง ๑ มิลลิเมตรในงานที่ต้องการเส้นขนาดบาง และมีขนาดโตขึ้นสำหรับงานบนพื้นที่ใหญ่ ในบางครั้งการเขียนจุดหรือลากเส้นขนานอาจเขียนจากปากกาเขียนเทียนช้านติ้งที่มีรูพวยถึง ๙ จุดด้วยกันปากกาเขียนเทียนช้านติ้งบางแบบเป็นลูกตุ้มมีเส้นด้ายหรือใช้เชือกพันรอบปากกาให้เป็นลูกตุ้ม ด้านปลายลูกตุ้มมีแกนปลายแหลมผ่าชีกทำจากทองแดงหรือทองเหลืองเพื่อให้เทียนหลอมไหลผ่านขณะเขียนลวดลายลงบนผืนผ้า

              ๒. กระทะใส่เทียนหลอม (Wajan)
     เตาใส่เทียนหลอมมีรูปรางคล้ายกับกระทะโดยทั่วไปทำจากเหล็กหรือดินเผา ในงานบาติกเตาใส่เทียนหลอมจะถูกนำมาวางบนเตาถ่าน (Angio) เพื่อให้เทียนหลอมละลายตลอดเวลา
               ๓.  เทียน (Wax)
            เทียนมีหน้าที่คือเป็นแนวป้องกันไม่ให้น้ำสีย้อมซึมผ่านถึงกัน ดังนั้นน้ำเทียนที่มีประสิทธิภพจะต้องซึมผ่นทะลุทั้งต้นหน้าและด้านหลังของผืนผ้าบาติก โดยไม่เกิดช่องว่างขึ้น เทียนที่ใช้ในงานบาติกมีหลายชนิดและหลายคุณภาพให้เลือก ส่วนผสมโดยหลักคือขี้ผึ้ง (Becswax) และพาราฟิน (Parafin) โดยมีสูตรที่นิยมใช้กันทั่วไป คือขี้ผึ้งร้อยละ ๓๐ และพาราฟินร้อยละ ๗๐ ในบางครั้งอาจมีการเติมเรซิน เพื่อเพิ่มสมบัติการเกาะยึดตัว หรือเติมไขมันสัตว์เพื่อให้มีการไหลตัวที่ดีขึ้น ส่วนผสมของเทียนมีผลต่องานบาติกอย่างมาก จึงมักจะเก็บไว้เป็นสูตรลับที่ไม่เปิดเผย เทียนที่มีคุณภาพดีซึ่งผลิตจากหมู่เกาะติมอร์และสุมาตรา มีการนำปิโตรเลียมพาราฟินสามชนิด (สีขาว สีเหลือง และสีดำ) มาผสมกันโดยสัดส่วนของการผสมขึ้นอยู่กับการออกแบบให้เหมาะกับชนิดของงาน โดยทั่วไปงานที่เป็นพื้นที่ใหญ่จะลงเทียนที่มีราคาไม่สูงมาก ส่วนบริเวณที่ต้องการความประณีตจึงต้องใช้เทียนที่มีคุณภาพดี สำหรับเทียนที่ใช้ในงานที่ต้องการใช้เทคนิคการแตก (Cracking) ของเทียน เพื่อให้สีย้อมสามารถซึมผ่านรอยแตกบาง ๆ  ของเทียนกิดเป็นสวดลายที่เป็นลักษณะเฉพาะของงานบาติก ต้องใช้ส่วนผสมของเทียนที่เหมาะสมระหว่างขี้ผึ้ง ที่มีสมบัติที่เกาะยึดและยืดหยุ่นดี และพาราฟินที่ค่อนข้างเปราะ ถ้ำใช้ขี้ผึ้งมากไปการทำให้เกิดรอยแดกจะเป็นไปได้ยาก ในขณะที่พารพีนมากไปทำให้เทียนหลุดออกจากผ้าได้ง่าย ขณะนำไปยอมสีเช่นกัน อุณหภูมิของเทียนหลอมควรจะพอเหมาะ ถ้ำเทียนเอ็นไปจะเกิดการอุดตันที่พวย และเทียนที่ลงบนผ้าอาจไม่ซึมลงไปตลอดความหนาของเนื้อผ้า ซึ่งสังเกตได้จากสีของเทียนจะทึบและขาวและไม่ปรากฏเป็นรอยเปียก แต่ถ้าเทียนร้อนเกินไปการไหลของเทียนจะเร็วมากทำให้ซึมกระจายไปตามเสันใยผ้า ไม่เกาะตัวเป็นลวดลายผ้าตามต้องการ และอาจจะจะลุกติดไฟได้ ดังนั้นเทียนไม่ควรร้อนเกินไปจนกระทั่งเริ่มเดือดหรือเกิดเป็นควันขึ้น
               ๔. แม่พิมพ์
                 แม่พิมพ์นำมาใช้ในการทำลวดลายผ้าบาติก โดยสามารถพิมพ์ซ้ำ ๆ กันให้มีความต่อเนื่องกันระหว่างลายของผ้าได้ ลักษณะการจัดองค์ประกอบของลายพิมพ์นี้ควรให้ตัวลาย อยู่ภายในโตรงสร้างของรูปสี่เหลี่ยมฝืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมจดุรัส แม่พิมพ์ที่นิยมใช้กันทั่วไป มีอยู่ ๔ ชนิด คือ
               - แม่พิมพ์โลหะ (Cap) เป็นแม่พิมพ์ลายเส้นที่แสดงรายละเอียดชัดเจน การออกแบบสำหรับการพิมพ์โดยทั่วไปมักจะออกเป็นชุด มีแม่พิมพ์ ๒-๓ อัน คือแม่พิมพ์ลายเส้น แม่พิมพ์ปิก และแม่พิมพ์เก็บสีพื้นเพื่อย้อมสีที่ ๒ ต่อไป แม่พิมพ์โลหะทำจากทองแดงแผ่นที่มีความกว้าง ๑.๕ เชนติเมตร แล้วนำมาตัดให้ใด้ลวดลายตามที่ออกแบบไว้ จากนั้นนำบล็อกไปต่อกับมือจับที่ทำจากโลหะหรือไม้ สำหรับการเทียนจุดอาจใช้เส้นลวดแทนแผ่นทองแดงแม่พิมพ์โลหะที่ทำไว้จะต้องมีขนาดที่คงที่ โดยเฉพาะการพิมพ์สายทั้งสองด้านของผ้าที่ต้องอาศัยสวดลายที่เท่ากันทั้งสองด้าน ในกรณีนี้การสร้างแม่พิมพ์โลหะทำได้โดยนำแผ่นทองแดงสองแผ่นมาเชื่อมติดกัน ก่อนนำไปตัดลวดลาย จากนั้นจึงตัดแผ่นทองแดงทั้งสองออกจากกัน เพื่อนำแผ่นหนึ่งเป็นฐานด้านบนและอีกแผ่นเป็นฐานด้านล่าง แม่พิมพ์โลหะมีหลายขนาดและรูปร่าง แต่โดยทั่วไปไม่ค่อยพบแม่พิมพ์โลหะที่ขนาดใหญ่กว่า ๒๔ เชนติเมตร กระเวนการลงเทียนตัวยแม่พิมพ์โลหะถูกคิดค้นขึ้นมาในกลางศตวรรษที่ ๑๙ เนื่องจากการผลิตผ้าบาติกไม่เพียงพอกับความต้องการ การใช้แม่พิมพ์โลหะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตไห้สูงขึ้น เมื่อเทียบกับการลงเทียนโดยใช้มือ โดยทั่วไปมักอาศัยแรงผู้ชายในการลงเทียนด้วยแม่พิมพ์โลหะ เพราะต้องการแรงกดที่ค่อนข้งมากทีเดียวในงานแต่ละชิ้นของผ้าบาติก ที่มีสวดลายชับซ้อนอาจจำเป็นต้องใช้แม่พิมพ์โลหะมากถึงสิบอันด้วยกัน
              - แม่พิมพ์ไม้เป็นแม่พิมพ์ที่มีลักษณะเป็นแผ่น ๆ ไม่สามารถเสดงเรื่องราวและรายละเอียดได้ ลักษณะเส้นจะเป็นลายเส้นโต ๆ สีขาว ซึ่งเกิดจากรอยเทียนและพื้นเป็นสีข้อมแม่พิมพ์เชือกเป็นลวดลายที่ไม่มีรายละเอียดเป็นลักษณะลายเส้น เมื่อพิมพ์เทียนแล้วนำไปย้อมแล้วพิมพ์เทียนซ้ำ พื่อเก็บสีเดิมไว้ลักษณะลายจะแสดงให้เห็นลายพื้นของผิวแม่พิมพ์ (Texture) จากรอย
                 - แม่พิมพ์เชือก ทำมาจากเชือก
             - แม่พิมพ์พลาสติกทำจากพลาสติกแผ่นบางใสสีเขียวฉลุลายพลาสติก ให้สวยงามที่เรียกว่าสเตนซิล ใช้ทำลวดลายบนผ้าเหมือน ๆ กันได้เป็นชุดหลายผืน แต่ละแผ่นสามารถลงเทียนได้ ๔๐-๕๐ ครั้ง
                ๕. สีย้อม (Dyes)
                  สีในงานบาติกดั้งเดิมของชวาได้มาจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ และนิยมโทนสี น้ำเงิน น้ำตาล เบจ และดำ  แต่สีแรกที่ใช้ในงานบาติกของชาวชวาคือสีน้ำเงิน ซึ่งได้มาจากใบของต้นคราม สีต่อมาคือสีน้ำตาลที่ได้มาจากเปลือกของตันอโศก เมื่อนำ ๒ สี ข้างต้นมาผสมกันก็จะได้สีน้ำเงินกับดำเข้ม ส่วนสีแดงคล้ำนำมาจากใบของ Morinda Citrifolia แต่สำหรับส่วนชาวอินเดียนิยมสวมใส่เสื้อผ้าสีสด โดยใช้สีย้อมที่ได้มาจากธรรมชาติเช่นกัน เช่น ทำมาจากเปลือก ใบ ดอก และแร่ธาตุบางชนิด ตัว เช่น สีส้ม และสีแดงมาจากตันเทียน (Henna) สีเหลืองจากขมิ้น (Tumeric) สีม่วงจาก Logwood สีดำจากการเผาเหล็กในกากน้ำตาล และแมลงบางชนิดก็ถูกนำมาทำสีย้อมได้ สีย้อมที่ใช้ในปัจจุบันเป็นสีทางเคมีหรือสีสังเคราะห์ ได้เข้ามาทดแทนการใช้สีจากธรรมชาติทำให้มีสีใช้หลากหลายยิ่งขึ้น และความคงทนของสีก็ดีขึ้นเช่นกัน การผลิตบาติกจะเลือกใช้สี ให้เหมาะสมกับชิ้นงานโดยไม่ส่งผลกระทบต่อเทียนที่ใช้เขียนลวดลาย เนื่องจากเทียนที่ใช้มีจุดหลอมละลายต่ำ ดังนั้นสีที่ใช้ควรเลือกประเภทย้อมเย็นที่มีอุณหภูมิการย้อมไม่สูงเกินไป เช่น สีแวด (Vat) สิโซลูบิไลท์แวต (Solubilized val) สึรีแอ๊คทีฟ (Rcactive) และสีเอโซอิก (Azoic) สีแวตเป็นสีที่ไม่ละลายน้ำ ก่อนทำการย้อมต้องเติมสารละลาย เพื่อเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของลิวโค (ไม่มีสี) ที่ละลายน้ำได้ (Water soluble leuco) โดยใช้สารที่ช่วยในการละลาย ได้แก่ สารละลายด่าง สารรีดิวซ์ เกลือ ฯลฯ ผสมลงน้ำข้อมตามปริมาณที่ต้องการ สมบัติพิเศษของสีชนิดนี้ คือช่วยในการจับยึดติดกับผ้าชิ้นงาน คงทนต่อคลอรีนและการใช้งานทุก ๆ ด้าน และทนต่อรังสีความร้อนและแสงแดดได้ดี จึงเหมาะสำหรับย้อมผ้าฝ้าย ลินิน เรยอน และไหม แต่ข้อด้อยของสีแวด (Vat) คือมีเฉดสีให้เลือกไม่มากคงทนต่อการขัดถูปานกลางถึงต่ำ และราคาค่อนข้างสูง สโซลูบิไลท์แวดเป็นสีที่ละลายน้ำได้ดี มีสมบัติพิเศษคล้ายสีแวดคือเมื่อย้อมบนชิ้นงานแล้วมีความคงทนดาวร ทนต่อการเสียดสี ความร้อนจากแสงแดดไม่ทำปฏิกิริยากับสีย้อม จึงเหมาะสำหรับผ้าฝ้าย สินิน เรยอน และไหม ส่วนใหญ่สีที่ย้อมมักเป็นสีอ่อนที่ใช้ย้อมสีพื้นสวีแล็คทีฟ เป็นสีที่มีประจุลบที่ละลายในน้ำยัอมได้ทั้งแบบย้อมเย็นหรืออุ่น หรือการย้อมร้อน ดังนั้นจึงนำมาย้อมได้เพียงบางสีเท่นั้น ในกรณีทำผ้าบาติกควรเลือกใช้วิธีการย้อมเย็นหรืออุ่น เนื่องจากสีที่ย้อมเย็นสามารถทำปฏิกิริยาการย้อมระหว่างสีกับเส้นใยได้อย่างวดเร็ว จึงทำให้ผ้าย้อมติดสีได้ง่าย คงทนต่อการซัก ทนแสงแดด และรังสีความร้อนได้ดี และมีเฉดสีให้เลือกมากมายจึงเหมาะสำหรับย้อมผ้าฝ้าย สินิน เรยอน และไหม แต่ข้อด้อยคือไม่ทนต่อคลอรีน สีเอโซอิกได้แก่สีเอโซ (A20) ที่ไม่ละลายน้ำ มีชื่อเรียกว่แนปทอล (Naptbol) เกิดจากสารประกอบ ๒ ชนิดที่ละลายน้ำได้ คือแนปทอล และเกลือไลเอโซเนียม (Diazonium) สมบัติพิเศษของสีชนิดนี้คือมีความดงทนต่อความร้อนจากแสงแดด และรังสี สามารถย้อมติดได้ง่ายทั้งผ้าฝ้าย สินิน และเรยอน แต่ไม่เหมาะกับการย้อมผ้าไหม สีที่ใช้มีจำนวนจำกัด เช่น สีแดงสด เหลือง สัม และสีเลือดหมู เป็นต้น ในปัจจุบันถูกนำมาใช้น้อยมาก เนื่องจากขั้นตอนในการย้อมมีความยุ่งยาก
               ๖. สารเคมีบางชนิด
                    สารเคมีบางชนิดถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตผ้าบาติกในขั้นตอนการย้อมสี ได้แก่
              - โซดาแอช ละลายในน้ำเปล่าใช้ผสมลงไปในสีย้อม เพื่อช่วยยจัดสิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนผืนผ้าชิ้นงาน เช่น สารฟอกขาว แป้งที่เคลือบบนผืนผ้าของเส้นด้ายยืน ฯลฯ และยังช่วยทำให้ผ้าอ่อนนุ่มด้วย
                   - เกลือแกง ใช้ผสมลงไปในสีย้อม เพื่อช่วยในการติดสีและป้องกันสีตกบนผืนผ้าชิ้นงาน
                   - โซเดียมซิลิเกต ใช้สำหรับทาทับลวดลายบนผิวผ้าชิ้นงานในกรณีที่ทำผ้าบาติกแบบเพนท์สี
           - โซเดียมไฮโดรซัลไฟท์  ใช้ผสมลงไปในสีเวต เพื่อช่วยในการย้อมติดสีในผืนผ้าสบู่เทียม (Wetting agent) จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ เป็นสารเคมีช่วยในการขจัดสิ่งสกปรกที่เคลือบอยู่บนผืนผ้
                ๗. กรอบไม้ (Frame)
                เป็นโครงสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามขนาดของผ้าชิ้นงาน ไม้ที่นำมาทำกรอบต้องเป็นไม้เนื้ออ่อน เพื่อให้สามารถใช้สวดเย็บยืดผ้า และดึงลวดเย็บออกได้สะดวก และกรอบไม้ควรทำให้สามารถปรับขนาดความกว้างยาวตามที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว สิทธิบัตรเลขที่ US 1,680,610 (1928) ได้ประดิษฐ์ฐานสำหรับยึดกรอบที่สามารถปรับมุมให้กรอบขนานกับพื้นหรือเป็นมุมเงยได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถปรับขนาดของฐานตามขนาดของกรอบได้ด้วย ซึ่งทำให้การทำงานสะดวกยิ่งขึ้น
                  กระบวนการทำผ้าบาติกกระบวนการทำบาติกประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ การลงเทียน การย้อมสีหรือเพนท์สี และการกำจัดเทียนในแต่ละกระบวนการใหญ่จะประกอบด้วยกระบวนการย่อยหลายกระบวนการด้วยกัน เช่น การเตรียมผ้า การออกแบบลวดลาย การลงลวดลายบนผ้าด้วยดินสอหรือถ่านเพื่อเป็น
แนวสำหรับการลงเทียน การขึงผ้าบนกรอบ การเตรียมเทียน การเตรียมสีย้อม เป็นต้น

            ๔. เครื่องมือที่จะต้องเตรียม
             
๑. เตาสําหรับต้มขี้ผึ้ง ควรจะเป็นเตาไฟฟ้าเพราะป้องกันการลุกไหม้จากขี้ผึ้งและพาราฟิน และสามารถควบคุมอุณภูมิอยู่ในระดับ ๓๕๐ องศาฟาเรนไฮด์ได้เพราะถ้าร้อนเกินไปขี้ผึ้งและพาราฟินจะไหม้ และถ้าเย็นเกินไปขี้ผึ่งและพาราฟินจะไม่ซึมเข้าไปในผ้า ทั้งนี้จะใช้เตาถ่านก็ได้แต่ต้องปรับอุณหภูมิอยู่เสมอ
            ๒. หม้อสําหรับต้มขี้ผึ้ง ควรจะใช้หม้ออลูมิเนียมปากกว้างขนาดพอเหมาะ ไม่เล็กและใหญ่เกินไป
               
๓. อ่างเคลือบหรืออ่างพลาสติกสําหรับใส่สีย้อมอย่างน้อย ๒ ใบ
               
๔. ถุงมือยางสําหรับสวมเวลาย้อม เพราะสีย้อมเย็นชนิดนี้ถ้าเปื้อนมือจะล้างออกยาก (ต้องใช้คลอรีนจึงจะล้างออก)
               
๕. เฟรมหรือกรอบไม้สําหรับขึงผ้าเวลาเขียนขี้ผึ้งควรใช้ไม้เนื้ออ่อน เพราะจะใช้เป็กหรือหมุดกดลงได้สะดวกเวลาขึงผ้า
            
๖. แปลงและพู่กัน แปลงจะใช้แปลงสําหรับทาสีหน้ากว้าง ๑ นิ้ว หรือ ๒ นิ้ว ก็ได้ สําหรับไว้เขียนพื้นที่กว้าง ๆ ส่วนพู่กันจะใช้พู่กันสําหรับเขียนสีน้ำอย่างแบนหรือกลม
              
๗. Tjaiting เป็นที่เขียนขี้ผึ้งลักษณะเป็นกระบอก มีกรวยสําหรับขี้ผึ้งไหลออกมาให้เป็นเส้น ใช้สําหรับเดินเส้น มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน
              ๘. พู่กันปลายทองเหลืองเป็นพู่กันสําหรับเขียนปาเต๊ะโดยเฉพาะ ปลายเป็นสีทองเหลืองผ่ากลางมีเชือกพันเป็นปมสําหรับดูดขี้ผึ้งใช้เขียนเป็นเส้นเช่นเดียวกัน

              ๙. เทอร์โมมิเตอร์สําหรับวัดอุณหภูมิของขี้ผึ่งเวลาต้ม
         ๕. ขั้นต้อนการผลิตผ้าบาติก
            ๑. การออกแบบลายซึ่งเป็นขั้นตอนแรกที่จะต้องใช้ความสามารถในการขีดเขียน การอออกแบบอาจจะสะเก็ตต์ลงบนกระดาษ เพื่อให้ได้ลวดลายที่เป็นโครงร่างเสียก่อน และเพื่อความสะดวกในการกําหนดสีว่าลวดลายส่วนใด จะย้อมสีอะไรก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ทํา แต่ถ้าไม่มีความสามารถในทางศิลปะมากนัก ก็อาจจะเขียนเป็นเส้นยุ่ง ๆ ไขว้กันหรือสลัดพู่กันก็ได้ การออกแบบนี้เราต้องคิดด้วยว่าจะใช้สีอะไรก่อนหรือหลังทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการย้อม
             
๒. การเขียนขี้ผึ้งจะต้องร่างลวดลายที่จะเขียนลงบนผ้าด้วยสีเทียน เพราะสีเทียนนั้นจะละลายเมื่อถูกความร้อน ทําให้ผ้าไม่เป็นรอยดินสอ การเขียนถ้าจะให้สะดวกควรขึ่งผ้าลงบนเฟรมที่เตรียมไว้ การเขียนขี้ผึ้งจะต้องใช้ขี้ผึ้งที่ต้มจนเหลวในอุณหภูมิประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ องศาฟาเรนไฮน์  ต่อมาจะใช้พู่กันเขียนหรือ Tjanting เขียนก็ขึ้นอยู่กับลวดลายการเขียนขี้ผึ้ง และจะต้องสังเกตุดูว่าขี้ผึ้งซึมลงไปในเนื้อผ้าดีหรือไม่ ถ้าเทียนซึมลงไปในเนื้อผ้าดีจะช่วยให้ได้ลายที่คมและชัด การเขียนขี้ผึ้งจะต้องคํานึงถึงสีที่จะย้อมว่าลวดลายแต่ส่วนนั้น และต้องการจะให้เป็นสีใดบ้างเพราะส่วนที่เขียนขี้ผึ้งไว้สีจะไม่ตก และสีที่ย้อมไว้จะคงสภาพสีเดิมอยู่จะต้องเขียนขี้ผึ้งทับอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะย้อมครั้งต่อไป
            
๓. การย้อมสี การย้อมสีนี้สามารถจะย้อมทับกันได้ทั้งสีชนิดที่ใช้สี Procion และ Vat ถ้าเป็น Prociou เมื่อย้อมทับกันสีจะผสมกัน เช่น ถ้าย้อมสีเหลืองแล้วย้อมสีแดงทับจะได้สีใหม่เกิดขึ้นคือสีส้ม แต่ถ้าเป็นสี Vat จะย้อมทับไปได้เลยเพราะจะไม่ผสมกับสีพื้นที่ย้อมไว้แล้ว ซึ่งมีวิธีการย้อมดังนี้
                 ก. เขียนฝั่งบนบริเวณที่ต้องการให้เป็นสีขาว
                 ข. ย้อมสีที่ ๑ ซึ่งควรเป็นสีที่อ่อนที่สุด
                 ค. ทิ้งไว้ให้ผ้าแห้งสนิท
                 ง. เขียนขี้ผึ่งถมลายที่จะต้องการให้เป็นสีเดิม
                 จ. ย้อมสีที่ ๒
                 ฉ. ทิ้งไว้ให้แห้งสนิท
                 ช. หากต้องการให้เทียนแตกร้าวก็นําผ้าไปจุ่มลงในน้ําเย็น และสีที่ ๒ ก็จะซึมลงไปในลาย
                
ฉ. การเอาขี้ผึ้งออก นําผ้าที่ย้อมเสร็จแล้วต้มในน้ำร้อน (ไม่ร้อนจัด) ขี้ผึ้งจะละลายออก แล้วนําไปซักในน้ำเย็น แล้วนํากลับมาต้มในน้ำผสมสบู่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ขี้ผึ่งหลุดออกให้หมด แล้วนําไปตากในที่ร่ม แล้วนํามารีดวิธีนี้เป็นการประหยัดขี้ผึ่ง เพราะน้ำที่ต้มเอาเทียนออกเย็นตัวลงแล้ว ขี้ผึ้งก็จะจับตัวกันเป็นก้อนสามารถนํามาใช้ได้ใหม่หรือเราอาจจะใช้วิธีนําผ้าบาติกไปวางบนกระดาษซับ (ห้ามใช้กระดาษที่มีสีหมึกพิมพ์จะทำให้สีเลอะผ้า) แล้วนำไปรีด หากกระดาษซับขี้ผึ้งมากไปก็ให้เปลี่ยนกระดาษเสียใหม่จนกว่าจะรีดผึ้งออกหมด
      ๖. การเขียนลวดลาย
         
การทำลวดลายผ้าบาติก โดยเขียนด้วยขี้ผึ้งหรือเทียน ในยุคแรก ๆ ชาวชวาเขียนจะขี้ผึ่งหรือ Bee wax) ผสมด้วยน้ำมันถั่ว ต่อมาจึงผสมด้วยน้ำมันกระบือ หรือผสมทั้งน้ำมันถั่วและน้ำมันกระบือ ต่อมาได้นํายางสนมาผสมด้วยซึ่งช่วยให้เทียนมีความเหนียวไม่เปราะและหักง่าย และในยุคที่มีการติดต่อกับต่างชาติจึงได้ใช้พาราฟินมาเป็นส่วนประกอบของเทียน นอกเหนือจากนั้นจะนำขี้ผึ่งและใช้ยางสนเป็นส่วนผสมด้วย กรรมวิธีในการเขียนเทียนบนผ้าจะใช้วิธีขึงผ้าบนกรอบไม้ หรือนําผ้ามาพาดกับราวไม้ ผู้เขียนจะเขียนสายด้วยจันตึ้งก็จะได้สวดลายที่มีลักษณะเป็นลายเส้น
      ๗. 
การทําผ้าบาติก
           - นําผ้ามัสลินติดลงบนเฟรม
           - วาดเส้นร่างด้วยดินสอหรือทานรอยตามแบบ
           -  ลากเส้นเทียนตามรอยร่างด้วยดินสอ
           - ตรวจเช็คเส้นเทียนว่าเส้นขาดตอนหรือไม่
           - นําสีมาละลายด้วยน้ำอุ่นให้อัตราส่วน ๑ ต่อ ๑๐
           - เคลือบน้ำยาโซเดียมซิลิเกตซึ่งมีอยู่ ๒ วิธี คือ
              ๑. เคลือบโดยวิธีการทาระบายด้วยแปรงหรือพู่กันให้ทั่วในขณะซึ่งอยู่บนเฟรม
              ๒. เคลือบโดยการจุ่มลงไปในถังน้ำยา กดให้จมให้น้ำยาซึมผ้าทั้งผืนแล้วยกมาพาดไว้ปากถัง
          - ล้างน้ำยาออกหลังจากนั้นทิ้งไว้ประมาณ ๘ ชั่วโมง การล้างควรล้างทีละชิ้น ในภาชนะขนาดโตสามารถใส่น้ำได้ปริมาณมาก เพราะอาจจะมีสีส่วนเกินหลุดออกมา ซึ่งจะต้องแช่น้ำ ให้ไหลผ่านอยู่ตลอดเวลาหรือเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ การแช่ผ้าไว้ในน้ำตลอดเวลา เพื่อมิให้มีส่วนเกินที่ยังหลุดออกมาเปรอะเปื้อนผืนอื่น ๆ ได้เพราะวางทับกันอยู่
        - ต้มผ้าหลังจากล้างเสร็จ ในการต้มนี้จะต้องต้มให้น้ำเดือด เพื่อลวกเอาเส้นเทียนออกโดยใส่ผงซักผ้าหรือสบู่เหลวประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร โดยจุ่มผ้าลงไปในน้ําขณะกําลังเดือดให้จมทั้งผืน แล้วค่อย ๆ ยกขึ้นมาสังเกตดูว่าเส้นเทียนหลุดออกหมดหรือยัง ห้ามต้มแช่ไว้นานเป็นอันขาด เพราะจะทําให้ผ้าเสียได้
       -  ชักล้างหลังจากต้มผ้าหรือลวกผ้าเพื่อเอาเส้นเทียนออก แล้วจะมีเศษเทียนเกาะติดอยู่บ้างก็ควรทําการขยี้ผ้าเบา ๆ ในน้ำผงซักฟอก เพื่อให้เศษเทียนหลุดออก หลังจากนั้นก็แช่น้ำเปล่าทิ้งไว้ประมาณ ๒ ชั่วโมงก่อนนําไปตาก เพื่อให้สีส่วนเกินหลุดออกไปหมด

        - ตากแดด
        - รีด

 


ขั้นตอนการทำผ้าบาติก


 


กลุ่ม OTOP / ผู้ประกอบการ

    กลุ่ม OTOP/ผู้ประกอบการผ้าบาติก
         ๑. กลุ่มเยาวชนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส โดยนางสาวคอยรุนนีซาอ์ งานฝีมือที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการในการวาด เป็นผ้าเก่าแก่ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ยาวนาน เผยแพร่หลายในประเทศไทยตอนล่างมาหลายร้อยปี ปัจจุบันยังคงรักษาเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และภูมิปัญญาและมีการพัฒนาสานต่อให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง
       ๒. กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาหัตถกรรมผ้าบาติกภาคใต้ เลขที่ ๙๖/๗ หมู่ ๑๑ บ้านบาโง ตำบลลำภู อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยคุณฟารีดา บินเจะมูซอ 
       ๓. 
กลุ่มบางนราบาติก
           กลุ่มบางนราบาติก เป็นกลุ่มที่ผลิตผ้าบาติก กลุ่มตั้งอยู่่ที่ หมู่ที่ ๒ ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวา สประธานกลุ่มบางนราบาติกคือนางพัชราภรณ์ เจะมาลี กลุ่มบางนราบาติกเกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้ที่ว่างงาน และผู้ที่มีความรู้ด้านการทำผ้าบาติก จึงได้จัดตั้งกลุ่มบางนราบาติกขึ้น ต่อมาทางโรงงานกระจูดศูนย์การศึกษาพัฒนาพิกุลทอง จังหวัดนราธิวาส ได้เข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุน โดยการจัดส่งเจ้าหน้าที่ของทางศูนย์การศึกษาพัฒนาพิกุลทอง จังหวัดนราธิวาส ได้มาเป็นวิทยากรสอนอบรมและจัดการบริหารกลุ่ม เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๔๔ ทางสำนักโครงการส่วนพระองค์ในโครงการส่งเสริมอาชีพตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระขนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดฯ สยามบรมราชกุมารี ได้จัดเจ้าหน้าที่มาเป็นวิทยากรฝึกอบรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายร้านภูฟ้า ปัจจุบันผ้าบาติกได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้ากับทุกยุคทุกสมัย มีการพัฒนาให้มีความทันสมัยและหลากหลายมากขึ้น สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับสมาชิกกลุ่มบางนราบาติก ปัจจุบันกลุ่มบางนราบาติกเปิดมาแล้ว ๑๖ ปี มีสมาชิกทั้งหมด ๑๖ ราย ผ้าบาติกของกลุ่มบางนราบาติกมีลวดลายที่ทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์ โดยผลิตภัณฑ์ที่ทางกลุ่มผลิตและจำหน่ายมีมากมาย เช่น ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ กระเป๋าถือ เสื้อผ้าแฟชั่นตามสมัยนิยมเพื่อให้เข้าถึงทุกเพศทุกวัย 

          ลวดลายเอกลักษณ์ของกลุ่มบางนราบาติก
           • ลายเรือกอและ 
           • ลายใบไม้สีทอง
           • ลายนกเงือก
           • ลายดอกดาหลา
           • ลายพระตําหนักทักษิณราชนิเวศน์
           • ลายทะเล
          เส้นใยและวัสดุที่ใช้ 
            • ฝ้าย
            • ไหม
          สีย้อมจากธรรมชาติ
            • ใบตีนเป็ด ให้สีชมพูอ่อน
            • ใบหูกวาง ให้สีเขียวเหลือง
             • แก่นขนุน ให้สีเหลือง


ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อ/สถานที่/เรื่อง
ผ้าบาติก (Batik)
ที่อยู่
จังหวัด
นราธิวาส


วีดิทัศน์

บรรณานุกรม

"ผ้าปาเต๊ะ" ศิลปะลวดลายบนผืนผ้าของชาวใต้. (2566). สืบค้น 23 เม.ย. 67, จาก https://today.line.me/th/v2/article/Ggl1Bl5
พีรณัฐ ชาญสกุลนี. (2562, 16 ธันวาคม). เปิดประวัติ 'ผ้าบาติก' อารยธรรมสำคัญจากอินโดนีเซีย สู่งานหัตถศิลป์ล้ำค่าของ                                                                                      ประเทศไทย. https://vogue.co.th/ fashion/article/batikhistory
ศิริกุล วิสุทธิ์เมธางกูร ... [และคณะ].  (2546). โครงการการส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อ SMEs : "ผ้าบาติก" : สาขา "ผลิตภัณฑ์จากไม้ หิน โลหะ แก้ว ผ้า เซรามิค ดินเผา เครื่องหนัง และอื่น ๆ" . สงขลา : คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
ศิริวรรณ ทองสกุล ... [และคนอื่น ๆ], บรรณาธิการ. (2554). หนังสือผ้าไทยจังหวัดสงขลา : ผ้าทอสองนที ผ้าเนื้อดี--ผ้าเกาะยอ. 
               สงขลา : เอสพริ้นท์ (2004).

 


รูปภาพ
 
      Font Size  
Back to Top
Khunying Long Athakravisunthorn Learning Resources Center
Prince of Songkhla University ©2018-2026