
วัดตันตยาภิรม เดิมชื่อว่า "วัดต้นสะตอ" หรือ "วัดต้นตอ" เนื่องจากในอดีตมีต้นสะตอขนาดใหญ่ปลูกอยู่ภายในวัด สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นชื่อ “วัดตันตยาภิรม” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑ โดยพระธรรมวโรดม (เซ่ง อุตตมเถระ) วัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร รวมแล้วมีอายุเกือบ ๑๕๐ ปี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครตรัง เลขที่ ๑๕๖ ถนนท่ากลาง ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ตามประวัติเล่าสืบต่อกันมาว่าเริ่มแรกประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๓๐ บริเวณที่ตั้งวัดตันตยาภิรมในปัจจุบันนั้น เดิมเป็นที่ดินของปลัดจีนชื่อหลวงสมานสมัคจีนนิกรกับแม่หนูเกษ (ภรรยา) ซึ่งในสมัยนั้นมักมีพระภิกษุรุกขมูลเดินธุดงค์มาพักอาศัยใต้ต้นสะตอใหญ่อยู่เสมอ ชาวบ้านผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็จะร่วมกันถวายทานรักษาศีลเป็นประจำ และต่อมาก็ได้ยกฐานะขึ้นเป็นวัด ต่อมาประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ พระธรรมวโรดม (เซ่ง อุตฺตมเถระ) เจ้าคณะมณฑลภูเก็ต สถิต ณ วัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร ได้เปลี่ยนชื่อวัดต้นสะตอเป็น “วัดตันตยาภิรม” โดยอาศัยชื่อขุนภิรมสมบัติและแซ่ตันของท่าน จึงได้ถือเป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการตั้งแต่บัดนั้น และต่อมาในวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓ ก็ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (เขตที่พระราชทานแก่สงฆ์เพื่อใช้เป็นที่สร้างพระอุโบสถ หรือแปลให้ง่ายขึ้นได้ว่าเขตที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์เป็นการเฉพาะ เพื่อใช้สร้างอุโบสถโดยประกาศเป็นพระบรมราชโองการ) ต่อมาปีพุทธศักราช ๒๕๐๙-๒๕๑๑ กรมการศาสนา ได้ประกาศยกย่องให้วัดตันตาภิรมเป็นวัดพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาลและของกรมการศาสนา วัดแห่งนี้จึงได้รับการพัฒนาปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยให้ถูกต้องเหมาะสม โดยได้จัดทำแผนผังของวัดให้เป็นมาตรฐานตามเกณฑ์เพื่อการก่อสร้างเสนาสนะและถาวรวัตถุต่าง ๆ ให้เป็นสัดส่วนมีระเบียบแบบแผน เช่น เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส โรงเรียนปริยัติธรรม เป็นต้น จุดเด่นของวัดคือพระอุโบสถซึ่งเป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องราวพุทธประวัติ และเจดีย์ทรงบาตรคว่ำเรียงซ้อน ๕ ชั้น ฐานล่างสุดเป็นสี่เหลี่ยม วัดตันตยาภิรมในอดีตเคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการในจังหวัดตรัง ในสมัยปี พ.ศ. ๒๔๖๑ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ได้เสด็จพระราชดำเนินยกช่อฟ้าอุโบสถ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระนามาภิไธยย่อ “ภปร” ไว้ที่หน้าบันด้านหน้าอุโบสถ
วัดตันตยาภิรมแห่งนี้มีเจดีย์ที่สวยงาม ด้านบนพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๓ องค์ โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ ได้รับถวายจากรัฐบาลจีน ส่วนด้านล่างเป็นฐานสี่เหลี่ยมภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพุทธประวัติ และประติมากรรมพระพุทธรูปปูนปั้น จารึกพระนามของพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ ใน ๑๔ ปาง พร้อมด้วยไม้ตรัสรู้ ตรงกลางเป็นซุ้มแก้ว ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธินามว่า พระพุทธพิไชยราชมงคล ๔ องค์ ซึ่งหมายถึงพรหมวิหาร ๔ และผนังด้านบนบานประตูจะมีสัญลักษณ์ครองราชย์ ๕๐ ปี ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่จะมีการใช้ทองคำจริงในการตกแต่ง โดยใช้ช่างเขียนและช่างปั้น ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กรมศิลปากร ที่พระวิหาร ๒๐๐ ปี ภายในประดิษฐานกลุ่มพระพุทธรูป ๕ องค์ แถวในสุดคือ พระพุทธมหามุนีศรีตรังค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ส่วนแถวสอง ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อน เดิมมี ๓ องค์ แต่ถูกขโมยไป ๑ องค์ ซึ่งเป็นชุดเดียวกันกับที่ วัดตรังคภูมิพุทธาวาส และวัดประสิทธิชัย (วัดท่าจีน) ที่พระนางเลือดขาวนำเข้ามา
วัดตันตยาภิรม เป็นวัดที่มีความสำคัญ ดังนี้
| ๑. เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระฟิพัฒน์สัตยก ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๖๑ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๗๖ ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกดรองจากระบอบสมบูรณาญาธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาจึงยกเลิกไป |
| ๒. เป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของพระภิกษุ และสามเณร ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๙๑ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๙๕ จึงได้โอนย้ายสำนักเรียนไปยังวัดกะพังสุรินทร์ ซึ่งมีความพร้อมด้านบุดลากรมากกว่า |
| ๓. เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนระดับประถมศึกษา ชื่อโรงเรียนเทศบาล ๖ วัดตันตยาภิรม |
| ๔. เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ สังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๑๔ นับเป็นโรงเรียนสำหรับสร้างงานและพัฒนาดวามก้าวหน้าของฆราวาสชาย-หญิง เป็นแห่งแรกในจังหวัดตรัง |
| ๕. เป็นสถานที่ฝึกอบรมพระภิกษุ และสามเณรบวชใหม่ระหว่างพรรษา ตลอดจนเป็นสถานที่ฝึกอบรม คุณธรรม ศีลธรรม วัฒมนธรรม ระเบียบ และประเพณีต่าง ๆ แก่ครู-อาจารย์ ของจังหวัดตรังเป็นประจำทุกเดือน |
| ๖. เป็นสำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานประจำจังหวัดตรังแห่งที่ ๑ |
พระอุโบสถ

ภาพจาก : https://link.psu.th/88gSZW
พระอุโบสถวัดวัดดันตยาภิรม เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงไทยตามแบบของกรมศิลปากร สร้างโดยพระราชสารโสภณ (ช้วน ปุณณมหาเถร) เมื่อปี พ.ศ ๒๕๑๕ แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๒๓ ต่อมาพระวิสุทธิศีลาภรณ์ (สำเริง สุทฺธสึโล) ได้บูรณปฏิสังรรณ์เพิ่มเติม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖-๒๕๔๐ พระอุโบสถ กว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๔ เมตร โดยสร้างแบบหลังคาลดชั้น ๓ ชั้น บุงกระเบื้องดินเผา มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ประดับกระจกสีทองลวดลายหน้าบัน ด้านทิศตะวันออกปั้นเป็นรูปพระพรหมทรงหงส์ เหนือเศียรพระพรหมมีพระปรมาภิไธย "ภ.ป.ร." ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ หน้าบันด้านทิศตะวันตกตกแต่งลวดลายปูนปั้นพระนารายณ์ ๔ กร ประทับนั่งห้อยพระบาทขวาบนพระแท่นประดับด้วยครุฑหยุดนาค มีเทวดาถือเครื่องดนตรีคล้ายซออู้ นั่งประจำอยู่เบื้องขวา ส่วนเบื้องข้ายมีเทวดาถือเครื่องดนตรีคล้ายกระจับปี่นั่งประจำอยู่ พระอุโบสถหลังนี้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เสด็จพระราชดำเนินมาทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๑๗ ภายในเป็นอาคาร ๕ ห้อง มีหน้าต่าง ๕ ช่อง มีประตูทางเข้า ๒ ประตู กรอบประตูและหน้าต่างตกแต่งลวดลายปูนปั้นทรงปราสาทประดับกระจกสี่ บานประตูไม้ปิดทองตกแต่งลวดลายภาพจับรามเกียรติ์ ส่วนบานหน้าต่างปิดทองตกแต่งลวดลายภาพตัวละดรจากวรรณดดีเรื่องรามเกียรติ์ เช่น พระนารายณ์ พระลักษุมี พระพรต กุมภกรรณ และไมยราพณ์ เป็นต้น พร้อมประกาศชื่อและนามสกุลผู้บริจาดทรัพย์สร้างประตู และหน้าต่างแต่ละบานด้วย พระอุโบสถมีกำแพงแก้วสูงประมาณ ๑ เมตร ล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน ซึ่งวัดได้นำมาใช้ประโยชน์เพื่อบรรจุอัฐิของผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะมุมกำแพงแก้วด้านทิศตตะวันออกใช้เป็นที่บรรจุอฐิของแม่หนูเกษ ผู้บริจาคที่ดินสร้างวัดแห่งนี้ด้วย
ภายในพระอุโบสถมีพระประธานคือพระพุทธมงคลโสภณโฆษิต เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แบบสุโขทัยตอนปลาย หนักตักกวัง ๕๙ นิ้ว สูงจากฐานปัทม์ถึงยอดพระรัศมี ๘๐ นิ้ว หล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทอง โดยมีพระอัครสาวกซ้ายขวาคือพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร ประทับยืนขนานอยู่ข้างขวาและซ้าย พระพุทธรูปองค์นี้เททองหล่อเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘ โดยนายอุทัย กาญจนโยษิต และพุทธบริษัทได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้าง
เจดีย์พระสัมพุทธเจดีย์ภูมิพลาธิกาญจนาภิเษก

เจดีย์พระสัมพุทธเจดีย์ภูมิพลาธิกาญจนาภิเษก ซึ่งประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ สร้างเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐ ตามพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ครั้งเสด็จราชดำเนินมาทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ เมื่อปีพุทธศักวาช ๒๕๑๗ เป็นเจดีย์พรงกลมทรงบาตรคว่ำซ้อนกัน ๕ ชั้น โดยทาสีขาวล้วน ฐานเจดีย์ทำเป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้าง ๑๐ เมตร ตั้งแต่ฐานจัตุรัสถึงยอดนภศูลสูง ๔๕ เมตร อันหมายถึงพระชนมายุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนา ต่อจากบาตรชั้นที่ ๕ ขึ้นไปเป็นปล้องไฉน ๕ ปล้อง หมายถึงโอกาสมหามงคลทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานถึง ๕๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ฐานเจดีย์มีซุ้มประตูโค้งทั้ง ๔ ทิศ ในซุ้มเหนือกรอบประตูทุกบานประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางปรินิพพาน บนแท่นฐานสิงห์ทั้ง ๔ ทิศ บานประตูทุกบานตกแต่งลายรดน้ำแดง เป็นภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติตอนต่าง ๆ ดังนี้
- ทิศเหนือ บานประตูข้างขวามือ เป็นภาพตอนประสูติพระพุทธเจ้ามีดอกบัวรองรับพระบาท ๗ ก้าว บานประตูข้างซ้ายมือ เป็นภาพโกณฑัญญะพราหมณ์ทำนายพระชะชะตาของเจ้าชายสิทธัตถะ
- ทิศตะวันออก บานประตูข้างขวามือ เป็นภาพนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส บานประตูข้างซ้ายมือ เป็นภาพพราหมณ์โสตถิยะถวายกำหญ้าคา
- ทิศใต้ บานประตูข้างขวามือ เป็นภาพปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ บานประตูข้างซ้ายมือเป็นภาพโปรดองคุลิมาล
- ทิศตะวันตก บานประตูข้างขวามือ เป็นภาพเสด็จดับขันธปรินิพาเบานประตูข้างซ้ายมือ เป็นภาพโทณพราหมณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
ภายในพระเจดีย์ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้างประมาณ ๓๕ นิ้ว ชื่อพระพุทธพิไชยราชมงคล สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ และยังประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นฝีมือช่างเมืองเพชรบุรี จำนวน ๒๘ พระองค์ อันหมายถึงอดีตพระพุทธเจ้าทั้ง ๒๘ พระองค์ พร้อมด้วยต้นไม้ตรัสรู้ บริเวณโดมเขียนภาพลายทองรูปเทพนม และเทวดาต่าง ๆ ส่วนฝาผนังประดับลวดลายปูนปั้นภาพสัตว์หิมพานต์และดอกพุดตาน
สารสนเทศท้องถิ่นภาคใต้ฝั่งอันดามัน. (ม.ป.ป.) วัดตันตยาภิรม. สืบค้น 19 กพ. 2569, จาก https://link.psu.th/nx56Wv