อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
 
Back    30/01/2026, 15:56    30  

หมวดหมู่

จังหวัด


ประวัติความเป็นมา


คำขวัญอำเภอเวียงสระ
ชุมชนเมืองโบราณ สืบสานศรีวิชัย ตลาดใหญ่การค้า ยางพาราชั้นดี มากมีไม้ผล ผู้คนมีน้ำใจ             

             เวียงสระเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี คนภาคใต้ส่วนใหญ่จะเรียกว่าบ้านส้อง โดยอำเภอเวียงสระเป็นศูนย์กลางทางการศึกษา การสาธารณสุข การคมนาคม การค้า และทางเศรษฐกิจของสุราษฎร์ธานีตอนใต้ และบางอำเภอในนครศรีธรรมราชทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และยังเป็นที่ตั้งของศาลจังหวัดเวียงสระ ในอดีตเวียงสระเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอบ้านนาสาร ทางราชการได้แบ่งพื้นที่การปกครองอำเภอบ้านนาสาร ออกมาตั้งเป็นกิ่งอำเภอเวียงสระ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ และต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะกิ่งอำเภอเวียงสระขึ้นเป็นอำเภอเวียงสระ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ 
         เวียงสระเป็นเมืองโบราณสำคัญของ
สุราษฎร์ธานี ชื่อ "เวียงสระ" นี้มีที่มาจากสระน้ำโบราณ ๒ สระ (เมืองในและเมืองนอก) ที่ตั้งอยู่คู่เมืองสำหรับบุคคลชั้นสูงใช้อุปโภคบริโภค คำว่า "เวียงสระ" จึงมีความหมายว่าเมืองที่มีสระน้ำหรือเมืองที่มีสระน้ำล้อมรอบตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำตาปี อำเภอเวียงสระอยู่ห่างจากตัวจังหวัดสุราษฎร์ธานีไป ๖๙ กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานคร ๖๙๓ กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด ๔๒๗.๖ ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ ๓.๓๐ ของพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี รูปร่างคล้ายกับสี่เหลี่ยมคางหมู จัดได้ว่าเป็นอำเภอที่มีพื้นที่ขนาดกลางของจังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอเวียงสระเป็นเมืองและแหล่งชุมชนโบราณแห่งหนึ่งทางภาคใต้และเชื่อกันว่าเมืองเวียงสระมีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๗ จากจดหมายเหตุของจีนกล่าว่าเมืองเวียงสระเจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน แต่ช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีหลักฐานการจารึกที่แน่ชัดว่ามีกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองสืบต่อกันมาอย่างไร แต่มีหลักฐานทางโบราณวัตถุที่พอจะยืนยันได้แน่ชัดว่า เมืองนี้ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาจากอินเดียแน่นอน และเชื่อกันว่าการล่มสลายของเมืองเวียงสระน่าจะเนื่องมาจากการเกิดไข้ห่าระบาด บริเวณเมืองเวียงสระได้พบหลักฐานทางด้านโบราณคดีมากมาย ซึ่งมีตั้งแต่เครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์และยุคต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อันนี้เองทำให้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าชุมชนโบราณเวียงสระนั้น ได้มีการพัฒนาการต่อเนื่องเรื่อยมาทั้งยังเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่ และมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีค่อนข้างสูง หลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุในอดีตมีอายุมากกว่า ๑,๐๐๐ ปี เช่น เครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พระพุทธรูป หินทรายแดงนูนสูง เทวรูปพระวิษณุหรือพระนารายณ์สวมหมวกทรงกระบอกทำด้วยศิลา พระวิษณุหรือพระนารายณ์ ๔ กร พระวฏุกไภรวะ เป็นต้น ในบริเวณเมืองเวียงสระและบริเวณรายรอบ ๆ นั้น ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเจริญรุ่งเรืองในด้านความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ และพุทธศาสนาลัทธิมหายานได้เป็นอย่างดีเมืองเวียงสระเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองในยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์รัฐโบราณในพื้นที่คาบสมุทรมลายู ซึ่งไม่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาแน่ชัดถึงพัฒนาการและสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองในช่วงเวลาต่าง ๆ โดยประวัติศาสตร์ของเมืองเวียงสระในความรับรู้ของชุมชนจะสัมพันธ์อยู่กับตำนานมุขปาฐะ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลในการวิจัยภาคสนาม โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกของนักโบราณคดี พบว่ากลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งหมดมีความรู้จักและรับรู้ต่อการมีอยู่ของเมืองเวียงสระ โดยจะรับรู้ในฐานะเมืองโบราณเวียงสระ หรือวัดเก่าหรือวัดเวียงสระ ซึ่งเป็นการรับรู้ถึงการมีอยู่ของเมืองในอดีตและรู้จักในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของชุมชน โดยความรับรู้ต่อประวัติศาสตร์ของเมืองจะถูกส่งผ่านมรดกมุขปาฐะที่สืบทอดกันในชุมชน โดยในกลุ่มชาวบ้านยังคงสามารถให้ข้อมูลในส่วนนี้ได้ดีแต่จะมีการตัดทอนรายละเอียดบางส่วนออก ให้คงเหลือเฉพาะใจความสำคัญ ส่วนกลุ่มเด็กและเยาวชนส่วนหนึ่งสามารถถ่ายทอดประวัติศาสตร์เมือง ได้จากการได้รับข้อมูลจากมุขปาฐะและอีกส่วนหนึ่ง มีความรับรู้เพียงการมีอยู่และความเก่าแก่ของเมืองแต่ไม่สามารถถ่ายทอดข้อมูลได้ ในขณะที่กลุ่มครูภูมิปัญญาจะสามารถถ่ายทอดประวัติศาสตร์ของเมือง โดยการใช้องค์ความรู้ทางวิชาการประวัติศาสตร์มาผสมผสานกับมุขปาธุะของท้องถิ่น ทั้งนี้จากหลักฐานทางโบราณคดีที่คงปรากฎหลงเหลืออยู่ในพื้นที่และสภาพแวดล้อมขต่าง ๆ เหล่านั้นสามารถแสดงให้เห็นถึงพัฒนาทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในช่วงสมัยต่าง ๆ ได้
      
ยุคสมัยของเวียงสระ
            สมัยก่อนประวัติศาสตร์
            ข้อมูลจากการสำรวจทางโบรามคดีแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคหินใหม่ ที่เข้ามาใช้พื้นที่ราบไม่ไกลจากลำน้ำสายรองที่ไหลออกสู่แม่น้ำตาปี โดยหลักฐานที่พบเป็นเครื่องมือหินประกอบด้วย เครื่องมือสะเก็ดหิน ขวานหินขัดทั้งที่มีบ่าและไม่มีบ่า แท่นหินบดและหินบด เป็นต้น กำหนดอายุราว ๆ ๓,๐๐๐-๒,๕๐๐ 
ปีมาแล้ว ซึ่งพบกระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอเวียงสระ บริเวณใกล้เมืองเวียงสระที่บ้านหนองโสน บ้านไรใต้ ตำบลเวียงสร ะและที่วัดนาพอ ตำบลทุ่งหลวง และบริเวณที่ไกลจากเมืองเวียงสระออกไปที่บ้านปากกา ตำบลคลองฉนวน ส่วนในช่วงสมัยต่อมาในยุคโลหะไม่พบหลักฐานใดที่อาจบ่งชี้ยุคสมัยโลหะได้ จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าบริเวณพื้นที่ราบในเมืองเวียงสระ และบริเวณใกล้เคียงถูกใช้โดยคนในยุคหินใหม่ในลักษณะที่พักชั่วคราวหรืออยู่อาศัยระยะสั้น ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของนักโบราณคดีว่าในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พื้นที่ภาคใต้ที่คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์จะตั้งถิ่นฐานบริเวณแนวเทือกเขาและใช้พื้นที่ราบเป็นแหล่งทรัพยากรและติดต่อกับชุมชนอื่น ๆ
              สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์
              เมื่อเข้าสู่สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ อาจสันนิษฐานได้ว่าคนจากพื้นที่ภายใน ซึ่งคุ้นเคยกับพื้นที่ราบที่เป็นแหล่งทรัพยากรและติดต่อกับชุมชนอื่น ๆ เริ่มเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานในแหล่งโบราณคดีที่เป็นชุมชนโบราณต่าง ๆ ต่อมาชุมชนเหล่านั้นได้พัฒนาเป็นชุมชนเมืองท่าหรือสถานีการค้าที่รุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ โดยชุมชนในช่วงสมัยนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของรัฐโบราณที่ปรากฏในเอกสารต่างชาติ เช่น ตะโกลา และรัฐพัน-พัน เป็นต้น เมื่อชุมชนโบราณใกล้ชายฝั่งทะเลเริ่มมีการพัฒนาขึ้นและมีบทบาททางการค้าในฐานะเมืองท่า รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์กับชาวต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอินเดีย จึงเป็นไปได้ว่าชาวอินเดียอาจเข้ามาพักอาศัยอยู่ร่วมกับคนท้องถิ่น ทำให้คนท้องถิ่นได้รับอิทธิพลทางศาสนาและความเชื่อจากอินเดีย ดังปรากฎหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับศาสนาฮินดูและศิลปะอินเดียในชุมชนโบราณต่าง ๆ สำหรับเมืองเวียงสระแม้จะตั้งอยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดิน แต่ข้อได้เปรียบเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีเส้นทางภายในที่สามารถติดต่อกับชุมชนใกล้เคียงและชุมชนเมืองท่าชายฝั่งทะเลทั้งตะวันออกและตะวันตกได้ไม่ยาก ทำให้ในช่วงสมัยนี้เมืองเวียงสระจึงปรากฏหลักฐานร่วมสมัยกับเมืองต่าง ๆ รอบอ่าวบ้านดอนและฝั่งทะเลตะวันตก โดยพบหลักฐานอย่างชัดเจนในบริเวณกลางเมือง ซึ่งพบประติมากรรมรูปเคารพทางศาสนาในพระพุทธศาสนา และศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกาย จำนวน ๓ องค์ คือพระพุทธรูปหินทรายนูนสูง ศิลปะคปตะ สกุลช่างสารนาถกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐-๑๑ พระวิษณุหินนูนสูง และพระวิษณุหินลอยตัว ศิลปะปัลลวะ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ รวมทั้งยังพบชากโบราณสถานที่เรียกกันว่าศาลพระนารายณ์ ซึ่งเป็นบริเวณที่พบรูปเคารพดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ามีกลุ่มคนที่นับถือพระพุทธศาสนา และศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกาย เข้ามาใช้พื้นที่เมืองเวียงสระและน่าจะอยู่เฉพาะบริเวณกลางเมืองเวียงสระเท่านั้น เนื่องจากไม่พบหลักฐานในพื้นที่อื่น และเมื่อพิจารณาจากที่ตั้งของเมืองเวียงสระแล้ว อาจสันนิษฐานได้ว่าการเข้ามาของศาสนาดังกล่าวอาจเนื่องด้วยการค้าในเส้นทางแม่น้ำตาปี
               สมัยประวัติศาสตร์รัฐโบราณ
           ช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ เป็นช่วงที่ชุมชนโบราณในพื้นที่ภาคใต้ มีการพัฒนาขึ้นอย่างมากในระดับชุมชนเมืองหรือระดับรัฐ และมีการปฏิสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนและตะวันออกกลางอย่างกว้างขวาง รวมถึงมีการเกิดขึ้นของอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ยาวลงไปถึงพื้นที่ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่ทว่าบริเวณเมืองเวียงสระกลับไม่พบหลักฐานในช่วงเวลานี้ หากแต่จะพบมากขึ้นในช่วงเวลาต่อมาช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ เป็นช่วงที่ชุมชนโบราณที่อยู่ในพื้นที่ของอาณาจักรศรีวิชัยหรือชุมชนโบราณ ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยมีบทบาททางการค้า โดยมีการติดต่อค้าขายกับจีนและตะวันออกกลาง รวมถึงชุมชนใกล้ชายฝั่งทะเลมีการพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าหรือสถานีการค้าที่โดดเด่น และด้านศาสนามีการสร้างศาสนสถานและรูปเคารพอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะศาสนาฮินดู และเป็นช่วงที่พระพุทธศาสนานิกายมหายานได้รับการนับถืออย่างกว้างขวาง สำหรับเมืองเวียงสระบริเวณกลางเมืองไม่ปรากฎหลักฐานเพิ่มเติม แต่กลับพบหลักฐานบริเวณนอกเมืองที่วัดนาพอ ตำบลทุ่งหลวงที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด ๒ องค์ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ และหลักฐานเกี่ยวกับการค้าคือเหรียญเงินอาหรับอิสลาม กำหนดอายุปลายสมัยราชวงศ์อุมัยยะฮ์ราว ๆ  พ.ศ. ๑๒๘๗-๑๒๙๓ และเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ โดยการทำการค้านั้นน่าจะใช้แม่น้ำตาปีเป็นเส้นทางสำคัญในการติดต่อช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นช่วงที่กษัตริย์ราชวงศ์โศเลนทร์ในอาณาจักรศรีวิชัย มีสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าราชาราชะมหาราช กษัตริย์ราชวงศ์โจฬะในดินแดนอินเดียใต้ ผู้นับถือศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย แต่ยังคงให้การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา และต่อมาในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ความสัมพันธ์ของกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทร์ และราชวงศ์โจฬะได้ยุติลงเมื่อพระเจ้าราเชนทรโจฬะพระโอรสของพระเจ้าราชาราช ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา ได้เปลี่ยนนโยบายกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใหม่ โดยได้ส่งกองทัพเรือเข้าโจมตีดินแดนบนคาบสมุทรมลายู ทำให้หลักฐานที่พบในดินแดนภาคใต้หลายแห่งในช่วงเวลานี้ มีหลักฐานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาลดลง และมีหลักฐานที่เกี่ยวกับศาสนาฮินดูเพิ่มมากขึ้น รวมถึงยังพบหลักฐานที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบโจฬะด้วย ซึ่งเมืองเวียงสระก็เป็นเมืองหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากชาวโจฬะ มีการพบรูปเคารพในศาสนาฮินดูภายในเมืองเวียงสระอีกครั้ง โดยมีทั้งลัทธิไวษณพนิกายและไศวนิกายที่เป็นศิลปะโจฬะ คือพระวิษณุหินนูนสูง และพระวฎกใกรวะหินนูนสูง กำหนดอายุราวพุทธศตวรษที่ ๑๖ ในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ ชุมชนโบราณในพื้นที่ภาคได้ได้กลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้งหลังผ่านเหตุการณ์วุ่นวายในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ โดยการฟื้นฟูเมืองท่าทั้งฝั่งฝั่งทะเลตะวันออกและตะวันตกและเริ่มทำการค้ากับจีนขึ้นใหม่ ต่อมาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พระเจ้าจันทรภาณุ กษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราชมีความสัมพันธ์กับลังกา ทำให้ชุมชนในบริเวณเมืองนครศรีธรรมราช และบริเวณใกล้เคียงได้รับอิทธิทธิพลทางศาสนา จนส่งผลให้มีการนับถือพระพุทธศาสนานิกายหินยานแบบลังกาวงศ์อย่างกว้างขวาง อีกทั้งเริ่มมีการติดต่อกับกัมพูชา ส่งผลให้พบหลักฐานที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเขมรหลายพื้นที่ในภาคใต้ รวมถึงเมืองเวียงสระก็มีการพบหลักฐานเกี่ยวกับศาสนาฮินดูที่บริเวณเมืองชั้นใน พบฐานรูปเคารพหินสี่เหลี่ยมที่มีลักษณะคล้ายฐานรูปเคารพในศิลปะเขมร สมัยเมืองพระนคร กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๘ และบริเวณนอกเมืองเวียงสระที่วัดนาพอ ตำบลทุ่งหลวง พบฐานรูปเคารพแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่ รวมถึงยังพบประติมากรรมเทพีอุ้มโอรสดินเผาในพื้นที่ใกล้กับเมืองเวียงสระ นอกจากนี้ยังพบหลักฐานเกี่ยวกับการค้าในบริเวณใกล้เมืองเวียงสระ เป็นเศษภาชนะดินเผาเวียดนาม กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ และเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ่ง กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ และบริเวณทิศเหนือของเมืองเวียงสระ พบเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ และเศษไหเขมร เตาบุรีรัมย์ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ โดยเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ่งใต้และไหเขมร พบในชั้นวัฒนธรรมสมัยอยุธยาช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๒ จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในช่วงสมัยอยุธยา

          สมัยประวัติศาสตร์ร่วมสมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์
         ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ชุมชนเมืองท่าฝั่งทะเลตะวันตกเริ่มซบเขาลง ในขณะที่ชุมชมเมืองท่าฝั่งทะเลตะวันออกเริ่มเรืองอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งมีบทบาทในฐานะเมืองท่าการค้าและเป็นเมืองที่มีอำนาจปกครองตนเอง รวมถึงมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรสุโขทัยและลังกา ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ อาณาจักรอยุธยาได้รุ่งเรืองขึ้นทางภาคกลางและแผ่ขยายอำนาจมาถึงภาคใต้ โดยเฉพาะช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เมืองนครศรีธรรมราช ได้ประสบกับปัญหาการรุกรานจากชวา ทางกรุงศรีอยุธยาจึงได้ส่งกองทัพมาปราบและยึดเมืองมะละกาได้ รวมถึงได้ควบคุมการค้าและอำนาจการปกครอง ที่เมืองนครศรีธรรรมราช ในช่วงเวลานี้จึงทำให้พื้นที่ภาคใต้พบหลักฐานที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยา โดยที่เมืองเวียงสระได้ปรากฎหลักฐานทางศาสนาที่มีอิทธิพลของศิลปะอยุธยาอย่างชัดเจนบริเวณเมืองชั้นใน พบเป็นกลุ่มพระพุทธรูปหินทรายแดงและชากโบราณสถานก่ออิฐถือปูน ส่วนเมืองชั้นนอกพบใบเสมาหินทรายแดงในบริเวณวัดเวียงสระ นอกจากนี้ยังพบหลักฐานเกี่ยวกับการค้ากระจายอยู่ทั่วไป เช่น บริเวณทิศเหนือของเมืองเวียงสระพบเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ่งใต้-ราชวงศ์หยวน กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ราชวงศ์หยวน กำหนดอายุพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เศษเครื่องถ้วยศรีสัชนาลัย เศษเครื่องถ้วยสุโขทัย และเศษเครื่องถ้วยเวียดนามสมัยราชวงศ์เตริน กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ และบริเวณกลางเมืองเวียงสระที่ศาลพระนารายณ์พบเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ และเศษเครื่องถ้วยศรีสัชนาลัย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งการพบหลักฐานในช่วงสมัยอยุธยาที่เมืองเวียงสระแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอยุธยา ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในภาคใต้โดยเฉพาะที่เมืองนครศรีธรรมราช และด้วยเหตุที่เมืองเวียงสระมีเส้นทางภายในที่สามารถติดต่อกับเมืองนครศรีธรรมราชได้ไม่ยาก เมืองเวียงสระจึงน่าจะได้รับอิทธิพลอยุธยามาจากเมืองนครศรีธรรมราชช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ อาณาจักรอยุธยาเรืองอำนาจอย่างมากมีบทบาทสำคัญทั้งด้านการปกครองการค้า รวมถึงบทบาทต่อเมืองในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งอยุธยาขยายเขตการปกครองเข้ามาในภาคใต้ และฟื้นฟูเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการปกครองในภาคใต้ ซึ่งในช่วงเวลานี้ได้พบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอยุธยาและนครศรีธรรมราชในตำนานฉบับต่าง ๆ ซึ่งปรากฏชื่อเวียงสระในตำนานเหล่านั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งสอดรับกับกับหลักฐานที่พบตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ และต่อเนื่องมาถึงช่วงเวลานี้ โดยบริเวณเมืองเวียงสระ มีการพบกลุ่มพระพุทธรูปหินทรายมีร่องรอยปูนปั้น พระปรางค์จำลอง และเต้าปูนสำริด รวมถึงหลักฐานเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิง และเศษเครื่องถ้วยเวียดนาม กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ กรุงศรีอยุธยายังคงมีบทบาทต่อพื้นที่ภาคใต้เช่นเดิม ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๔ กรุงศรีอยุธยาได้เสียกรุงครั้งที่ ๒ แก่พม่า ทำให้เมืองนครศรีธรรมราชมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งถึงสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ที่เมืองนครศรีธรรมราช ได้ขึ้นต่อกรุงเทพมหานคร โดยในช่วงเวลานี้บริเวณเมืองเวียงสระ ยังพบหลักฐานการใช้พื้นที่อย่างต่อเนื่องในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓-๒๕ ซึ่งเป็นช่วงสมัยอยุธยาตอนปลายถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) หลังจากนั้นไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีเพิ่มเติม โดยหลักฐานที่พบมากในช่วงเวลานี้คือเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิง ตั้งแต่พททศตวรรษที่ ๒๓-๒๕ 
       
ที่ตั้งและลักษณะทางกายภาพ
            อำเภอเวียงสระ ตัวอำเภอตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๗ บ้านเวียง ตำบลเวียงสระ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีที่ตั้งตามพิกัดทางภูมิศาสตร์ระหว่างเส้นละติจุด (เส้นรุ้ง) ที่ ๘ องศา ๓๙ ลิปดา ๑๘ พิลิปดาเหนือ และเส้นลองติจุด (เส้นแวง) ที่ ๙๙ องศา ๑๘ ลิปดา ๒๖ พิลิปดาตะวันออก ในพิกัดกริด ๔๗ PNK ๓๒๗๕๖๔  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้
             - ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบ้านนาสาร
             - ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอพิปูนและอำเภอฉวาง (จังหวัดนครศรีธรรมราช)
             - ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอถ้ำพรรณรา (จังหวัดนครศรีธรรมราช)
             - ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอพระแสงและอำเภอเคียนซา


ภาพจาก : https://link.psu.th/qAemSZ


              อำเภอเวียงสระ มีพื้นที่ทั้งหมด ๔๒๗.๖ ตารางกิโลเมตร โดยทางทิศตะวันออกส่วนใหญ่เป็นที่ราบแนวยาวและภูเขา ทิศใต้เป็นที่ราบสูงและที่ราบลุ่ม มีลำคลองเล็ก ๆ ไหลผ่านหลายสาย ส่วนทางทิศตะวันตกติดต่อกับแม่น้ำตาปี มีพื้นที่ประมาณร้อยละ ๙๕.๑๔ เหมาะแก่การทำการเกษตร อีกประมาณร้อยละ ๔.๙๖ เป็นภูเขาและป่าไม้เบญจพรรณ แต่ถึงแม้ว่าพื้นที่ของอำเภอเวียงสระจะเหมาะแก่การทำเกษตรกรรมแต่ก็มีปัญหาระบบชลประทาน ทำให้พืชผลทางการเกษตรยังไม่ได้ผลเต็มที่ เกษตรกรยังอาศัยน้ำฝนในการปลูกพืช นอกจากนั้นยังมีพื้นที่อีกจำนวนมาก ตามแนวริมฝั่งแม่น้ำตาปียังไม่ได้ปรับปรุงมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เวียงสระเป็นเมืองที่ตั้งลึกเข้ามาในแผ่นดินค่อนข้างมาก อยู่เกือบกึ่งกลางระหว่างทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งแตกต่างจากเมืองอื่น ๆ ในช่วงสมัยเดียวกันที่มักตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก โดยเมืองเวียงสระตั้งอยู่บนที่ราบกว้างใหญ่ระหว่างแนวเทือกเขาภูเก็ตและเทือกเขานครศรีธรรมราช ทั้งยังมีเทือกเขาสูงกระจายอยู่ทั่วไป รวมถึงมีลำน้ำหลายสายที่ไหลสู่แม่น้ำตาปีไปออกทะเลฝั่งตะวันออกที่อ่าวบ้านดอน ลักษณะของภูมิประเทศโดยรอบเมืองเวียงสระประกอบด้วยพื้นที่ต่าง ๆ  ได้แก่

๑. บริเวณแนวเทือกเขา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก เป็นแนวยาวของเทือกเขานครศรีธรรมราช มียอดเขาสูงกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น เขากระเปียดสูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๒๖๒ เมตร เขาลาสูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๐๙๖ เมตร เขาล้านสูงจากระดับน้ำทะเล ๗๖๓ เมตร และเขาพรุกำสูงจากระดับน้ำทะเล ๔๖๓ เมตร โดยแนวเทือกเขานี้เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย ที่ไหลไปทางทิศตะวันตกสู่แม่น้ำตาปีและมีอิทธิพลต่อเมืองเวียงสระ เช่น คลองตาล คลองหน คลองวน คลองฉนวน และห้วยล่าง
๒. บริเวณควนและที่ราบสูง ตั้งอยู่ระหว่างแนวเทือกเขากับแม่น้ำตาปี มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๒๘-๕๐ เมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest) ประเภทป่าดงดิบ (Tropical Evergreen Forest) ในลักษณะป่าดิบขึ้น (Moist Evergreen Forest) ซึ่งเป็นป่าขึ้นในแถบดินที่มีความชุ่มชุ่มชื่นอย่างสม่ำเสมอ โดยปัจจุบันพื้นที่ส่วนหนึ่งได้ถูกถางพง เพื่อทำสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ และมีการขยายตัวของชุมชนในบริเวณนี้
๓. บริวณที่ราบสุ่มริมฝั่งแม่น้ำตาตาปี จากการที่มีแม่น้ำหลายสายในแถบนี้ไหลลงสู่แม่น้ำตาปี โดยเฉพาะช่วงน้ำหลากในฤดูฝน ทำให้ในแต่ละปีปริมาณน้ำมีอัตราค่อนข้างสูง เป็นสาเหตุให้มีน้ำท่วมอยู่เสมอและทำให้เกิดหนองน้ำ ที่เป็นแหล่งอาหารน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้บริเวณเวียงสระยังเป็นบริเวณที่แม่น้ำตาปีไหลเปลี่ยนทิศทางทำให้เกิดเป็นแนวทะเลสาปรูปแอก (Oxbow Lake) จึงกลายเป็นที่ลุ่มน้ำขังขนาดใหญ่และเป็นแหล่งปลาน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งยังยังเหมาะแก่การทำนาอีกด้วย

               อำเภอเวียงสระมีแหล่งน้ำที่มีความสำคัญกับเมือง ๒ แหล่ง คือแม่น้ำตาปี และคลองตาล โดยมีรายละเอียดดังนี้

๑. แม่น้ำตาปี เดิมชื่อว่าแม่น้ำหลวง ครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) เสด็จประพาสเมืองไชยาในปี พ.ศ.  ๒๔๕๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองไชยาใหม่ว่า "สุราษฎร์ธานี" และพระราชทานนามแม่น้ำหลวงใหม่ว่า "แม่น้ำตาปี" โดยแม่น้ำตาปีนั้นมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขานครศรีธรรมราช ในเขตอำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ไหลผ่านอำเภอฉวางและอำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วไหลเข้าสู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านอำเภอพระแสง อำเภอเวียงสระ อำเภอบ้านนาสาร อำเภอเคียนซา อำเภอพุนพิน และไหลลลงทะเลอ่าวไทยที่อ่าวบ้านดอน อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี รวมระยะทางยาวกว่า ๒๓๒ กิโลเมตร นับเป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในภาคใต้ แม่น้ำตาปีมีคลองสาขาที่สำคัญอีก ๖ สาย ประกอบด้วยคลองสินปุน คลองอิปัน คลองพุนพิน คลองท่ากูบ คลองมะขามเตี้ย และคลองขวาง ม่น้ำตาปีส่วนที่ไหลผ่านเมืองเมืองสระจะตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของเมือง ถูกใช้เป็นคูเมืองชั้นนอกด้านทิศตะวันตกซึ่งเป็นคูเมืองธรรมชาติ และแม่น้ำตาปียังไหลเปลี่ยนทิศทางทำให้เกิดเป็นแนวทะเลสาปรูปแอก จึงกลายเป็นที่ลุ่มน้ำขังขนาดใหญ่ ทำให้แม่น้ำตาปีสายปัจจุจจุบันอยู่ห่างจากเมืองเวียงสระไปประมาณ ๑ กิโลเมตร 
๒. คลองตาล เป็นลำคลองขนาดเล็กที่ไม่ยาวมากนัก มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขานครศรีธรรมราช บริเวณอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น ในเขตตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ และไหลผ่านตำบลบ้านส้องเข้าสู่ตำบลเวียงสระ และไหลออกแม่น้ำตาปีบริเวณเมืองเวียงสระ อำเภอเวียงสระจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยคลองตาลที่ไหลผ่านบริเวณเมืองเวียงสระจะตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของเมือง ถูกใช้เป็นคูเมืองชั้นนอกด้านทิศเหนือซึ่งเป็นคูเมืองธรรมชาติ โดยในอดีตคลองตาลที่ไหลผ่านเมืองเวียงสระจนถึงแนวล้ำน้ำโค้ง (ที่มีการระบุว่าเป็นแม่น้ำตาปีสายเดิม) จะแยกออกเป็น ๒ สาย คือคลองตาลล่างที่จะไหลไปออกแม่น้ำตาปีทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และคลองตาลบนที่จะแยกจากเส้นทางคลองตาลทางทิศเหลือ แล้วไหลผ่านลำน้ำโค้งไปออกแม่น้ำตาปีทางทิศศตะวันตกเฉียงใต้ ต่อมาเมื่อมีการดูดทรายตามลำน้ำมากขึ้นในบริเวณคลองตาลล่าง ทำให้คลองตาลล่างมีขนาดเพิ่มขึ้นและอาจเป็นเหตุให้ลำน้ำเปลี่ยนทิศทางโดยไทลไปทางคลองตาลบนน้อยลง 

            ทั้งนี้เนื่องจากเวียงสระ ตั้งอยู่ติดกับล้ำน้ำทั้ง ๒ สายดังกล่าว คือแม่น้ำตาปีและคลองตาล รวมถึงยังได้ใช้ลำน้ำน้ำดังกล่าวเป็นคูเมืองธรรมชาติประกอบกับคูเมืองที่ชุดขึ้น จึงมีการผันน้ำจากลำน้ำดังกล่าวเข้ามาในคูเมือง และใช้ลำน้ำนั้นเพื่อการอุปโภคแลและบริโภคภายในเมือง จากลักษณะของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในด้านต่าง ๆ ของเมืองเวียงสระดังที่กล่าวไปในข้างต้น ทำให้เห็นถึงลักษณะทางธรรมชาติโดยรวมของเมืองเวียงสระ และเห็นได้ว่าลักษณะทางธรรมชาติที่โดดเด่นของเมืองเวียงสระ ตามที่ปรากฏผ่านลักษณะทางกายภาพของเมืองและการรับรู้ในเชิงทัศน์ ได้แก่ลำน้ำธรรมชาติที่ไหลผ่านเมืองในด้านทิศตะวันตก คือแม่น้ำตาปีและด้านทิศเหนือคือคลองตาล ซึ่งถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองในฐานะแนวคูเมืองชั้นนอกซึ่งเป็นคูเมืองธรรมชาติและอาศัยการผันน้ำเข้าสู่คูเมืองทั้งดูเมืองชั้นนอกและคูเมืองชั้นใน ทั้งนี้ลำน้ำทั้งสองยังมีส่วนสำคัญในการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับเมือง และยังถูกใช้เป็นแหล่งน้ำสำคัญเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงแม่น้ำตาปียังถูกใช้เป็นเส้นทางคมนาคมในการติดต่อกับเมืองอื่น ๆ และใช้เป็นเส้นทางออกทะเลอ่าวไทยที่อ่าวบ้านดอน ทั้งยังเป็นเส้นทางสำคัญของเส้นทางข้ามคาบสมุทรมลายูจากคลองท่อม จังหวัดกระบี่ถึงอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้จากจิตสำนึกและการรับรู้ของประชาชนต่อลักษณะทางธรรมชาติที่โดดเด่นของเมืองเวียงสระ พบว่าความรับรู้ของชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าแม่น้ำตาปีแ ละคลองตาลคือลักษณะทางธรรมชาติที่โดดเด่นของเมืองเวียงสระ ซึ่งล้ำน้ำธรรมชาติทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของคูเมืองที่ส่งผลต่อภาพจำของเมืองที่มีน้ำล้อมรอบ อีกทั้งยังทำให้พื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์และสามารถใช้น้ำ เพื่อการเกษตรและทำประมงน้ำจืดได้ แต่ในช่วงฤดูน้ำหลากก็ส่งผลให้น้ำหลากท่วมพื้นที่เช่นกัน ด้วยที่ตั้งและลักษณะทางกายภาพ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของเวียงสระ แสดงให้เห็นถึงภาพรวมของเมืองในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์ อันมีความสัมพันธ์กับมรดกวัฒนธรรมของเมือง กล่าวคือที่ตั้งและลักษณะทางกายภาพแสดงให้เห็นถึงพื้นที่และร่องรอยของมรดกวัฒนธรรมจากอดีต พัฒนาการทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ซึ่งมีความสัมพันธ์กับมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องได้ที่พบในพื้นที่เมืองเวียงสระและพื้นที่ใกล้เคียง และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะของธรรมชาติของเมือง ซึ่งถูกใช้ประโยชน์ในการตั้งเมือง การดำรงชีวิตของผู้คน การติดต่อและการค้ากับชุมชนอื่น ๆ ตลอดจนการเดินทางออกสู่ทะเล

 

ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อ/สถานที่/เรื่อง
เมืองเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ที่อยู่
หมู่ที่ ๗ บ้านเวียง ตำบลเวียงสระ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จังหวัด
สุราษฎร์ธานี


วีดิทัศน์

บรรณานุกรม

เตชวัน ปัญญาวุฒิธรรม. (2565). มรดกวัฒนธรรมและภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์เมืองเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
          มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2568). อำเภอเวียงสระ. สืบค้น 30 ม.ค. 69, https://link.psu.th/cv5shT


รูปภาพ
 
      Font Size  
Back to Top
Khunying Long Athakravisunthorn Learning Resources Center
Prince of Songkhla University ©2018-2026