
ภาพจาก : https://link.psu.th/tePRqk
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมากระแสเกี่ยวกับจตุคามรามเทพเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช จตุคามรามเทพถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวนครศรีธรรมราชให้ความเคารพนับถือมาก โดยมีความเชื่อว่าจตุคามรามเทพหมายถึง ท้าวขัตตุคามและท้าวรามเทพ ซึ่งถือว่าเป็นเทพผู้ที่รักษาพระบรมธาตุ และยังเชื่ออีกว่าท้าวจตุคามรามเทพก็คือพระเสื้อเมือง จตุคามรามเทพเป็นเทพผู้มีบารมีสูง มีเทวานุภาพที่สามารถบันดาลความมั่งคั่งร่ำรวยความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้ที่บูชา เรื่องราวเกี่ยวกับจตุคามรามเทพนั้นมีมากมายหลายตำนาน บางตำนานกล่าวว่าจตุคามรามเทพเป็นเทวดาพิทักษ์พระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช บ้างก็ว่าเป็นเทวดาพิทักษ์ศาลหลักเมือง หรือเทวดาประจำเมืองนั่นเอง บ้างก็ว่าเป็นอดีตพระราชาของศรีวิชัยที่ตั้งจิตอธิษฐานเป็นพระโพธิสัตว์ อยู่ในระหว่างบำเพ็ญบารมีเพื่อการตรัสรู้ ฯลฯ บ้างก็ว่าเป็นเทพองค์เดียว บ้างก็ว่ามีสององค์ ‘จตุคาม’ องค์หนึ่ง ‘รามเทพ’ อีกองค์หนึ่ง ผู้ที่ปลุกกระแสความเลื่อมใสในองค์จตุคามรามเทพ ก็คือท่าน พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช (ขุนพันธ์) อดีตนายตำรวจมือปราบตงฉิน ท่านได้รับยกย่องว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของตำรวจไทย ในแง่ความซื่อตรง มีความกล้าหาญ และมีวิชาคาถาอาคมแก่กล้า สามารถปราบปรามโจรผู้ร้ายที่มีไสยเวทย์ทั้งหลายได้อย่างราบคาบ เป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ส่วนตำนานเกี่ยวจตุคามรามเทพนั้นมีหลายตำนาน เช่น จตุคามรามเทพคือเทวดารักษาเมือง หรือเทพประจำหลักเมืองนครศรีธรรมราช หรือจตุคามรามเทพเป็นพระโอรสของนางพญาจันทราหรือนางพญาพื้นเมืองทะเลใต้ ทรงเป็นราชินีของพระเจ้าราตะหรือพระสุริยะเทพ ผู้ทรงรวบรวมดินแดนคาบสมุทรทองคำเป็นจักรวรรดิเดียวกันในปีพุทธศตวรรษที่ ๗ และทรงเป็นพระราชมารดาของเจ้าชายรามเทพ พระนางจันทราทรงบรรลุธรรม ทรงอิทธิฤทธิ์ขนาดบังคับคลื่นลมร้ายให้สงบลงได้ ดังนั้นชาวทะเลจึงกราบไหว้ท่านก่อนออกสู่กลางทะเลเรียกกันอีกชื่อว่า ‘แม่ย่านาง’ ของชาวศรีวิชัยหรือเจ้าแม่อยู่หัว เจ้าชายรามเทพทรงศึกษาวิชาจตุคามศาสตร์จากพระมารดาจนเชี่ยวชาญ ทรงศึกษาพุทธธรรมในลัทธิมหายาน ทรงมีความเชื่อเรื่องการบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อการตรัสรู้ธรรมในภายภาคหน้า ทรงตั้งปณิธานแน่วแน่ในการประกาศพระศาสนาให้มั่นคงทั่วแว่นแคว้น ทรงได้รับการถวายพระนามว่าองค์ราชันจตุคามรามเทพ ต่อมาทรงเจริญอิทธิฤทธิ์สูงส่งทรงศักดานุภาพยิ่งใหญ่ แม้กล่าววาจาสาปแช่งผู้ใดผู้นั้นย่อมมีอันเป็นไป จนได้ถวายพระนามอีกสองพระนามคือจันทรภานุและพญาพังพกาฬ (พญาพังพกาฬหรือพังพะกาฬเป็นพระชาติก่อนขององค์จตุคามรามเทพ) อาจารย์บัณฑิต สุทธมุสิก ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อีกท่านหนึ่งบันทึกไว้ว่า...จตุคามรามเทพหมายถึงดวงพระวิญญาณแห่งอดีตบูรพกษัตริยาธิราชเจ้า ผู้มาสถิตเป็นผู้คุ้มครองดูแลบ้านเมืองทั้งสี่ทิศ ทรงฤทธิ์อำนาจอย่างเต็มเปี่ยม ยังเพียบพร้อมด้วยบารมีธรรม ๑๐ ประการของพระโพธิสัตว์ ผู้มีความเมตตาต่อมนุษย์ทุกผู้ทุกนามตรงตามหลักพระพุทธศาสนามหายาน ที่แพร่หลายในยุคศรีวิชัยไศเลนทรวงศ์ ดังเช่น พระสยามเทวาธิราช ที่สถาปนาขึ้นภายหลังในยุครัตนโกสินทร์ ที่สมมติเอาดวงพระวิญญาณของพระมหากษัตริย์รวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทวดา เพื่อปกป้องรักษาบ้านเมืองแต่การที่จะบอกว่าเป็นกษัตริย์พระองค์ใดแน่นั้นตอบยาก บางท่านบอกคือพระเจ้าจันทรภาณุแต่พระเจ้าจันทรภาณุก็อยู่เพียงปี พ.ศ. ๑๘๐๐ เป็นยุคปลายของตามพรลิงค์ ถ้าเราเชื่อกันว่า ‘จตุคามรามเทพ’ คืออดีตกษัตริย์ศรีวิชัย ดังนั้นจึงน่าจะเก่าแก่กว่าพระเจ้าจันทรภาณุ ดังเช่นพระเจ้าวิษณุราช ที่ปรากฎตามศิลาจารึกกรุงศรีวิชัย อยู่ในราวปี พ.ศ. ๑๓๑๘ ผู้สร้างมหาเจดีย์บรมพุทโธ ซึ่งห่างกันถึง ๕๐๐ ปี แต่ถ้ามองในเรื่องการกลับชาติมาเกิดตามหลักของมหายาน ตัวอย่าง เช่น ดาไลลามะของทิเบตที่กลับชาติมาเกิดและถือกันว่าเป็นอวตารภาคหนึ่งของพระอวโลกิเตศวร ในยุคศรีวิชัยที่พุทธศาสนามหายานยิ่งใหญ่ ก็มีคติว่าพระมหากษัตริย์คืออวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และยังเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีตัวตนจริงบนโลกมนุษย์ ประเด็นน่าสนใจคือในแผ่นพับวัตถุมงคลรุ่นบูรณะหลักเมืองนครศรีธรรมราชปี พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือบูรณะหลักเมืองนครศรีธรรมราชปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่ พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นที่ปรึกษาการจัดสร้างได้มีเล่าเรื่องที่มาขององค์จตุคามรามเทพ โดยแตกต่างไปจากตำนานอื่น ๆ คือย้อนหลังในราวปี พ.ศ. ๑๐๔๐ ในสมัยนั้นกษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรสุวรรณภูมิ คือพระเจ้าจันทรภาณุมีพระบารมีบุญญาธิการมาก ได้แผ่ขยายอำนาจอาณาเขตออกไปถึงประเทศอินเดียยึดประเทศอินเดียใต้ และอยู่ปกครองจนเป็นพระมหาราชของอินเดีย ไม่กลับมายังสุวรรณภูมิเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี พระโอรสสองพี่น้องของพระเจ้าจันทรภาณุ คือขุนอินทรไศเรนทร์และขุนอินทรเขาเขียน เห็นบ้านเมืองทรุดโทรมลงขาดกษัตริย์ปกครอง ครั้นจะตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระบิดาก็ไม่ได้ จึงร่วมกันย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองช้างค่อมศิริธัมมาราช แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่ว่าศรีวิชัยสุวรรณภูมิ... โดยมีคำอธิบายเพิ่มว่า...ในฐานะที่ท่านทั้งสองเป็นปฐมกษัตริย์จึงได้ขยายเมืองและซ่อมแซมบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ ที่เริ่มชำรุดทรุดโทรมลงเป็นครั้งแรก ด้วยคุณงามความดีของพี่น้องสองกษัตริย์ หลังจากสิ้นพระชนม์ลงประชาชนทั้งหลายจึงได้ยกย่องเทิดทูนให้เป็นพระเสื้อเมืองและพระทรงเมือง มีฐานะเป็นเทวดาประจำเมืองและขนานนามของท่านทั้งสองว่า ‘ท้าวจตุคามราม’ และ ‘ท้าวรามเทพ’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดังหลักฐานที่ปรากฏคือรูปขนาดใหญ่ของทั้งสององค์ที่ประทับนั่งอยู่ข้างบันใดทางขึ้นพระบรมธาตุเจดีย์ในวิหารพระทรงม้าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งมีปรากฎมานานหลายร้อยปีแล้ว... อีกตำนานหนึ่งที่ปรากฏในตำราพระพุทธสิหิงค์ (สิหลพุทธรูปนิทาน) และตำนานชินกาลมาลีปกรณ์มีความว่า... ครั้งหนึ่งพระร่วงสุโขทัยได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธรูปในลังกาว่าศักดิ์สิทธิ์นัก จึงส่งทูตไปเจรจาพระเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชว่าทำอย่างไรถึงจะได้มา พระยานครฯตอบว่าไปเอามาบ่มิได้ เพราะลังกามีเทพารักษ์สี่องค์ (จตุเทวรักขา) คือพระราม พระลักษณ์ สุมนเทพ และขัตตคามเทพ..... มีนักเขียนอย่างไมเคิล ไรท เขียนไว้ในบทความที่เผยแพร่ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๓๙๔ ความว่า... ปัจจุบันนี้พระรามยังสถิตอยู่ที่เมืองเทพนคร (Dondra) ครองภาคตะวันตกเฉียงใต้ในนามอุบลวรรณ พระลักษณ์หายไปมีพิเภก (Vibhisshana) มาขึ้นครองแทนที่วัดกัลยาณีสีมา กรุงโคลัมโบ (ประเทศศรีลังกา) สุมนเทพยังครองสุมนกูฎ (เขาพระพุทธบาทกลางเกาะ) ส่วนขัตตคามเทพได้แก่ขันธกุมาร (บุตรพระอิศวร) ที่สถิตอยู่ที่กฏรคาม (Kataragama) ซึ่งเขียนเป็นภาษาบาลีว่าขัตตุคาม แล้วคนไม่ถนัดภาษาย่อมดัดแปลงเป็นจตุคาม ตามใจนึกโดยไม่นึกถึงความหมายหรือหลักภาษา ไมเคล ไรทสรุปว่าจตุคามรามเทพน่าจะเป็นเทพฮินดู ๒ องค์ ที่ชาวศรีลังกานับถือเป็นเทพารักษ์พระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อชาวนครฯ รับพระพุทธศาสนาจากลังกาวงศ์เข้ามา เทพทั้งสองก็ตามมาด้วยในฐานะเทพารักษ์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช...
เรื่องเล่าของจตุคามรามเทพ
๑. เรื่องเล่าหรือตำนานเกี่ยวกับองค์จตุคามรามเทพ จากผลงานวิจัยของพัชร รุจิรานันท์ และสมบัติ สมศรีพลอย (๒๕๖๕)... ตำนานานวีรบุรุษทหารกล้า "พังพะกาฬ" ภพภูมิหนึ่งขององค์จตุคามรามกล่าวถึงตำนานการกำเนิดพังพะกาฬ ซึ่งถือเป็นภพภูมิชาติหนึ่งขององค์จตุคามรามเทพ พังพะกาฬถือเป็นขุนพลคู่กายของพระเจ้าจันทรภาณุที่ ๓ แห่งอาณาจักรศรีวิชัย ถือเป็นทหารที่มีความเก่งกล้าสามารต่อมาสามารถนำกองทัพกอบกู้อิสรภาพจากกองทัพชวา คืนสู่อาณาจักรศรีวิชัยได้สำเร็จ ดังเรื่องเล่าในหนังสือ ความจริงและความลับ จตุคามรามเทพ เนื้อความมีดังนี้... พังพะกาฬเกิดที่บ้านนพเตียน ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ตำบลไชยมนตรี อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในตระกูลชาวนา วัยทารกพ่อแม่ได้เดินทางไปทำนาและผูกเปลให้ลูกนอนบริเวณบนคันนา ในขณะที่พ่อแม่กำลังปักกล้าเพื่อดำนานั้น ได้มีงูจงอางขนาดใหญ่เลื้อยไปที่เปลของหารก จากนั้นจึงแผ่แม่เบี้ยขึ้นเหนือเปล และได้คายลูกแก้วลูกหนึ่งไว้ในเปล จากนั้นจึงเลื้อยหายไปในป่า เมื่อพ่อแม่กลับมาดูที่เปล พบว่าเด็กทารกไม่ได้รับอันตรายแต่ประการใด และยังนอนเล่นลูกแก้วที่งูจงอางคายทิ้งไว้ในเปล พ่อแม่จึงคิดว่าบุตรของตนคงจะเป็นผู้มีบุญญาธิการมาถือกำเนิด จึงตั้งชื่อว่า "พังพะกาฬ" ในวัยเด็กพังพะกาฬได้เล่นกับเด็ก ๆ คนอื่น วันหนึ่งได้เล่นฝึกอาวุธและการจัดกองทัพไปรบกับข้าศึก โดยใช้ไม้ "พาเข" คือไม้เนื้ออ่อนซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ริมน้ำทำเป็นมีดดาบ จากนั้นก็แสดงบทบาทสมมติว่ากำลังรบกับกับข้าศึกอยู่ ในขณะนั้นเองพังพะกาฬได้แสดงบทบาทสมมติว่ากำลังตัดศีรษะเพื่อน ผลปรากฏว่าดาบไม้พาเขของพังพะกาฬสามารถตัดศีรษะของเพื่อนขาดและเสียชีวิต ฝ่ายพ่อแม่ของผู้เด็กผู้เสียชีวิต จึงนำความขึ้นกราบทูลฟ้องฟ้องต่อพระเจ้าจันทรภาณุ ทำให้พระเจ้าจันทรภาณุเกิดความประหลาดใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากนั้นพระเจ้าจันทรภาณุจึงมีรับสั่งให้นำตัวพังพะกาฬเข้ามาทอดพระเนตร จึงรู้สึกพอพระทัย เพราะทรงเห็นว่าพังพะกาฬมีเป็นบุคคลที่มีลักษณะดีเลิศในแผ่นดิน จึงรับไว้เป็นบุตรบุญธรรมและมอบหมายให้กรมเมือง นำค่าทำขวัญไปมอบให้แก่พ่อแม่เด็กที่เสียชีวิต ภายหลังจากที่พังพะกาฬได้เป็นบุตรบุญธรรมพระเจ้าจันทรภาณุแล้ว ก็ได้ศึกษาเรียนรู้ศิลปะวิทยาการต่าง ๆ จนแก่กล้าและเชี่ยวชาญ มีพละกำลังเหนือกว่าบุคคลทั้งปวง และสามารถล่องหนหายตัวได้อีกด้วย อิทธิฤทธิ์ดังกล่าวเชื่อว่ามาจากฤทธิ์ของลูกแก้วที่พญางูมอบไว้ให้เป็นของประจำตัวนั้นเอง ในยุคสมัยหนึ่งอามาจักรศรีวิชัยเคยตกเป็นเมืองขึ้นของชวา ทำให้ต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์ชวา ต่อมาพระเจ้าจันทรภาณุจึงประกาศตนเป็นอิสระจากอาณาจักรชวา จึงให้พังพะกาฬเป็นแม่ทัพหน้า นำทัพเข้าโจมตีกองทัพชวาพังพะกาฬได้นำกองทัพทหารศรีวิชัยเข้าต่อสู้กับกองทัพชวา จนกระทั่งกองทัพชวาแตกพ่าย เป็นเหตุให้พังพะกาฬสามารถกอบกู้เอกราชจากการตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรชวา คืนสู่อาณาจักรศรีวิชัยได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งชัยชนะของพังพะกาฬเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของพังพะกาฬ ที่สามารถล่องหนหายตัวเข้าไปฆ่าฟันทหารชวาล้มตายเป็นจำนวนมากได้ และมีพละกำลังที่เหนือกว่ามนุษย์ทั้งปวง และภายหลังจากเสร็จศึกสงครามระหว่างอาณาจักรศรีวิชัย และอาณาจักรชวา พระเจ้าจันทรภาณุได้ปูนบำเหน็จให้ฟังพะกาฬ โดยแบ่งเมืองให้ปกครองกึ่งหนึ่งมีชื่อว่า "เมืองไชยมนตรี"... จากตำนานท้าวพังพะกาฬนี้สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบของเรื่องเล่าได้คือตัวละครหลักคือพังพะกาฬ และตัวละครรอง คืองูบองหลาที่คายลูกแก้วในเปลพังพะกาฬ ฉากคือเมืองนครศรีธรรมราชและฉากการสู้รบระหว่างอาณาจักรศรีวิชัยกับอาณาจักรชวา พังพะกาฬเป็นบุคคลที่มีบุญญาธิการในวัยทารก พ่อแม่ได้นำไปเลี้ยงที่นาโดยใช้เชือกผูกเปลนอน จากนั้นงูบองหลาเลื้อยผ่านและได้คายลูกแก้ววิเศษไว้ให้เป็นอาวุธสำคัญ ส่วนโครงเรื่องนั้นเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ครั้งแรกนั้นในวัยเด็กได้เล่นกับเพื่อนแล้วใช้ดาบไม้พาเขซึ่งถือเป็นไม้เนื้ออ่อนตัดศีรษะเพื่อนขาด จนถูกพ่อแม่เด็กที่เสียชีวิตนำความขึ้นกราบบังคมทูลฟ้องต่อพระมหากษัตริย์ ต่อมาพระเจ้าจันทรภาณุเจ้าผู้ครองนครศรีธรรมราช จึงเรียกไปทำการสอบสวนและทราบถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น จึงตัดสินใจรับพังพะกาฬเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งได้ต่อสู้กับกองทัพอาณาจักรชวา จนได้รับชัยชนะเรื่องเล่าดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ท้าวพังพะกาฬเป็นภพภูมิหนึ่งขององค์จตุคามรามเทพ ที่มีบุญญาธิการสูงส่ง คือได้รับลูกแก้ววิเศษ ดังจะเห็นได้ว่าได้มีงูจงอางขนาดใหญ่เลื้อยไปที่เปลของทารก จากนั้นจึงแผ่แม่เบี้ยขึ้นเหนือเปลและได้คายลูกแก้วลูกหนึ่งไว้ในเปล และมีเหตุการณ์ที่แสดงถึงปาฏิหาริย์เกิดขึ้นคือพังพะกาฬได้แสดงบทบาทสมมติว่ากำลังตังตัดศีรษะเพื่อน ผลปรากฏว่าดาบไม้พาเขของพังพะกาฬสามารถตัดศีรษะของเพื่อนขาดได้ นอกจากนั้นหลังจากที่พระเจ้าจันทรภาณุรับพังพะกาฬเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว จึงได้ศึกษาศิลปวิทยาต่าต่าง ๆ จนทำให้พังพะกาฬมีพละกำลังเหนือกว่าบุคคลทั้งปวงและสามารถล่องหนหายตัวได้ และได้สร้างวีรกรรมไว้เป็นเกียรติประวัติแก่ท้าวพังพะกาฬคือพังพะกาฬได้นำกองทัพทหารศรีวิชัย เข้าต่อสู้กับกองทัพชวา จนกระทั่งกองทัพชวาแตกพ่ายบุญญาบารมีและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ของท้าวพังพะกาฬ อันเป็นภพภูมิหนึ่งขององค์จตุคามรามเทพ เป็นเครื่องตอกย้ำถึงความน่าเลื่อมใสศรัทธาในความเป็นวีรบุรุษแห่งอาณาจักรศรีวิชัย ที่สามารถกอบกู้อิสรภาพจากอาณาจักรชวาคืนสู่อาณาจักรศรีวิชัยได้สำเร็จอัน เนื่องมาจากบุญบารมีและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของท้าวพังพะกาฬ จากเรื่องเล่าดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดโลกสามมิติในด้านมิติแห่งเทพปกรณีม หรือมิติเหนือโลกที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับเทวดาและสิงศักดิ์สิทธิ์และมีบทบาทในการสร้างอาณาจักรดังที่ได้วิเคราะห์มา
๒. เรื่องเล่าองค์จตุคามรามเทพจากพิธีกรรม
เรื่องเล่าองค์จตุคามรามเทพจากพิธีกรรมบวงสรววงองค์จตุคามรามเทพ-ตาขุนโหร ณ เขตประกอบอุตสาหกรรม จี.เค.แลนด์ ณ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ของนักธุรกิจการค้าตระกูลมโนมัยพิบูลย์ จากเพจ JATUKAM WORLD กลุ่มผู้ศรัทธาองค์จตุคาม โดยมีเรื่องเล่าดังนี้... เมื่อวันแห่งการรอคอยมาถึงดินฟ้าอากาศชายฝั่งทะเลแจ่มใสแสงแดดจ้า ท้องฟ้ามีก้อนเมฆลอยอยู่ทั่วไป อากาศเริ่มร้อนอบอ้าวมากขึ้นเมื่อใกล้เวลา ๑๑ นาฬิกา บรรดาลูกหลานซึ่งเป็นหญิงของตระกูลมโนมัยพิบูลย์ ต่างเตรียมหมวกกันแดด ร่ม เพราะไม่มีใครอยากให้ผิวพรรณของตนรองรับรังสีอุลตราไวโอเล็ตจากแสงอาทิตย์ที่ร้อนจัดอย่างนั้น แต่ด้วยความจำเป็นที่ต้องทำพิธีบริเวณหน้าศาลกลางศูนย์อุตสาหกรรมแห่งนั้น ซึ่งเป็นที่โล่งแจ้งปูเสื่อ ปูพรมทำพิธีลงพื้นกระเบื้อง บริเวณรอบศาลโดยไม่มีใครรู้ว่าจะต้องหนนั่งตากแดดนานเท่าไร แต่ด้วยแรงศรัทธาต่อองค์จตุคามรามเทพ ซึ่งได้ดลบันดาลให้การค้าธุรกิจของตระกูลมโนมัยพิบูลย์ สามารถฟันฝ่าวิกฤตการณ์เลวร้ายทางเศรษฐกิจมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง จึงทำให้ลูกหลานผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ปริญญาเอกจากต่างประเทศ ยอมรับในสิ่งที่ผู้คนดูแคลนว่าเป็นความเชื่อในสิ่งงมงายไร้เหตุผล ขอเพียงได้ชมพิธีการอันแสนมหัศจรรย์ด้วยตาตนเอง พอถึงเวลามหาฤกษ์ที่กำหนด คนทรงนุ่งผ้าโจงกระเบนสีชมพู สวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวคาดเข็มขัดเงิน ตามประเพณีพวกศรีวิชัยโบราณเข้าประจำที่ เจ้าพิธีนั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับใช้ในพิธีออกมาจากรถเก๋งส่วนตัว ทันใดนั้นทุกคนต่างตกตะลึงเหมือนถูกผีหลอก แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะแสงแดดที่แผดจ้าร้อนระอุเหมือนเปลวไฟนั้น บังเกิดปรากฏการณ์ฟ้าร่มขึ้นอย่างฉับพลัน อาณาบริเวณเขตประกอบอุตสาหกรรมจี.เค.แลนด์ และไกลออกไปในราว ๔-๕ กิโลเมตร นับจากสถานที่ทำพิธีอันเป็นจุดศูนย์กลาง เป็นวงกลมแผ่รัศมีไปโดยรอบ พื้นที่แถบนั้นตกอยู่ในร่มเงา กลุ่มเมฆฝนสีคล้ำเริ่มทยอยพัดผ่านมามากขึ้นทุกที จนกระทั่งพิธีประดิษฐานพระเสื้อเมืองสำเร็จเสร็จสิ้นลง เมื่อเวลา ๑๒ นาฬิกา เจ้าพิธีบอกให้ทุกคนทราบว่าใครประสงค์สิ่งใดก็ขอให้อธิษฐานจิตขอในสิ่งที่ตนปรารถนา เพราะเป็นเวลากำลังจะสิ้นฤกษ์แล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาดอีกไม่นานฝนจะตกลงมาห่าใหญ่ เพื่อแสดงว่าพื้นดินรับรู้ในการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้ แผ่นดิน จึ. เค. แลนด์ ก็จะชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝนจากฟ้า อากาศก็จะเย็นสบาย อันเป็นนิมิตหมายให้รู้ว่านับจากนี้เป็นต้นไปตระกูลมโนมัยพิบูลย์ จะประสบความสำเร็จรุ่งนั่งคั่งดังสมปรารถนา รับประกันได้ว่าความหายนะจะไม่มีวันมาเยือนอย่างแน่นอน แล้วสิ่งที่ทุกคนคลางแคลงใจในแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็พิสูจน์ตัวของมันเองเมื่อเกิดลมพัดรุนแรงขึ้น ต่อมาฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาและตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งตกหนักมาก น้ำนองไปทั่วเขตนิคมอุตสาหกรรม จี.เค.แลนด์ จาก เรื่องเล่าการบวงสรวงองค์จตุคามรามเทพ-ตาขุนโหร ของตระกูลมโนมัยพิบูลย์สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบของเรื่องเล่าได้ดังนี้ ตัวละครหลักคือองค์จตุคามรามเทพ ที่แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ผ่านปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ทำให้ผู้ประกอบพิธี ผู้ร่วมพิธีเกิดความอัศจรรย์ ได้แก่เกิดเมฆบดบังพระอาทิตย์เพราะแสงแดดที่แผดจ้า ร้อนระอุเหมือนเปลวไฟนั้น บังเกิดปรากฏการณ์ฟ้าร่มขึ้นอย่างฉับพลัน นอกจากนั้นหลังจากเสร็จพิธีก็เกิดปาฏิหาริย์ฝนตกเกิดลมพัดรุนแรงขึ้น ต่อมาฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาและตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งตกหนักมาก น้ำนองไปทั่วเขตนิคมอุตสาหกรรม จี.เค.แลนด์ เรื่องเล่าดังกล่าวใช้สร้างความศรัทธาให้แก่ผู้เข้าร่วมพิธีและผู้ประกอบพิธีกรรม ส่วนฉากของเรื่องเล่าคือปริมณฑลพิธีบวงสรวงองค์จตุคามรามเทพ-ตาขุนโหร เรื่องเล่าดังกล่าวเป็นไปตามแนวคิดมิติแห่งเทพปกรณัมหรือเหนือโลกที่กล่าวถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ องค์จตุคามรามเทพในพิธีบวงสรวงของพระองค์ โดยเกิดปาฏิหาริย์บนท้องฟ้าเหนือมณฑลพิธี ก่อนประกอบพิธีแสงแดดจ้า อากาศร้อนอบอ้าว แต่เมื่อถึงฤกษ์ประกอบพิธีบวงสรวง ท้องฟ้ากลับมีเมฆบดบังพระอาทิตย์เป็นรัศมีหลายกิโลเมตร หลังเสร็จพิธีก็เกิดลมพายุพัดและฝนตกห่าใหญ่ ทำให้เกิดความชุ่มชื่น ปาฏิหาริย์ดังกล่าวตอกย้ำให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่งยวดแก่คนในตระกูล "มโนมัยพิบูลย์" ซึ่งนับถือองค์จตุคามรามเทพอยู่แล้วด้วยแรงศรัทธาต่อองค์จตุคามรามเทพ ซึ่งได้ดลบันดาลให้การค้าธุรกิจของตระกูลมโนมัยพิบูลย์ สามารถฟันฝ่าวิกฤตการณ์เลวร้ายทางเศรษฐกิจมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งยืนหยัดอยู่ได้อย่างมันคง จึงทำให้ลูกหลานผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ปริญญาเอกจากต่างประเทศยอมรับในสิ่งที่ผู้คนดูแคลน ข้อความของเรื่องเล่าดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความเชื่อระดับปัจเจกบุคคลของตระกูลมโนมัยพิบูลย์ และการสร้างรูปเคารพองค์จตุคามรามเทพ-ตาขุนโหร ขึ้นภายในบริเวณเขตประกอบอุตสาหกรรม จี.เค.แลนด์ ณ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อให้สมาชิกในตระกูลมโนมัยพิบูลย์ และพนักงานในบริษัทได้สักการะบูชา เป็นศูนย์รวมจิตใจของบุคลากรด้านธุรกิจ ความเชื่อดังกล่าวนับได้ว่าเป็นมิติด้านสังคมและวัฒนธธรรมขององค์กรทางด้านธุรกิจ ที่องค์จตุคามรามเทพมีอำนาจบันดาลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ
๓. เรื่องเล่าองค์จตุคามรามเทพจากสื่อใหม่
เรื่องเล่าองค์จตุคามรามเทพจากสื่อใหม่ เป็นเรื่องเล่าพระจตุคามรามเทพนาคปรก ๙ เศียร ที่ปรากฏในสื่อสังคมสมัยใหม่ คือเพจเฟซบุ๊คตามรอยองค์จตคามรามเทพ ซึ่งรวมเรื่องเล่าและความเป็นมาของจตุคามรามเทพ โดยมีทั้งประวัติศาสตร์สมัยศรีวิชัยและการจัดสร้างรูปเคารพจตุคามรามเทพ ซึ่งมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับรูปประติมากรรมพระจตุคามรามเทพประทับนั่งเหนือบัลลังก์พระยานาคราช ๙ เศียร เปรียบดังสัญลักษณ์สื่อความหมายให้ทุกคนทราบว่า "องค์จตุคามรามเทพ" คือปฐมจักรพรรดิผู้สถาปนาจักรวรรดิสุวรรณภูมิ และเคยมีอำนาจยิ่งใหญ่ดุจดังจักรวรรดิกรีกและโรมันในทวีปยุโรป สถานที่แห่งนี้(เทวาลัยจตุคามรามเทพ อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงมิใช่เป็นเพียงปูชนียสถานประดิษฐานรูปปฏิมากรรมมที่มาขององค์จตุคามรามเทพที่ผู้มีจิตศรัทธาเสื่อมใสจากทั่วสารทิตที่หลั่งไหลมาแสวงบุญ กราบให้วับชาเพื่อขอพรขอความสวัสดิมงคลให้แก่ตนเองและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเป็นอนุสรณ์สถานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประชาชาติ ที่ยืนหยัดท้ายภูมิปัปัญญาของนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี นักปราชญ์ ศิลปิน และผู้มาเยือนจากทุกมุมโลก เพื่อช่วยกันไขปริศนาค้นหาความจริงความลับที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดของประวัติศาสตร์มาช้านาน แต่เหตุใดจึงสามารถดำรงข้ามมิติแห่งกาลเวลามาได้อย่างไร รูปประติมากรรมขนาดมหึมาขององค์จตุคามรามเทพ จะบอกเล่าเรื่องราวให้ลูกหลานในวันนี้และในวันหน้า ได้รับรู้ว่าชาวสุวรรณภูมิหรือที่พงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์เหลืองเรียกว่า "ฟูมันก๊ก" ไม่ได้อพหลบหนีใครมาจากที่ไหน บรรพชนของเราอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้มากว่า ๒,๓๐๐ ปีแล้ว แม้ว่าในสมัยปัจจุบันผืนแผ่นดินของจักรวรรดิสุวรรณภูมิ ได้แตกสลายกลายเป็นประเทศใหญ่น้อยมากมาย กาลสมัยได้เปลี่ยนแปลงชนชาวสุวรรณภูมิหันไปนับถือลัทธิศาสนา ศิลปวัฒนธรรรมประเพณี ภาษา ความเชื่อที่แตกต่างกันไปแล้วก็ตาม แต่จิตวิญญาณที่เคยผูกพันอยู่ร่วมภายได้อารยธรรมเดียวกันยังคงฝังลึกอยู่ภายไต้จิตสำนึกอย่างไม่เสื่อมคลาย จิตศักดิ์สิทธิ์ขององค์จตุคามรามเทพ ที่สถิตอยู่ภายในรูปประติมากรรมขนาดมหึมาที่สุดในโลกนี้ จะช่วยดลบันดาลให้ชนชาวสุวรรณภูมิ บังเกิดกระแสความคิดความหวัง เพื่อฟื้นฟูศิลปะวิทยาการอันล้ำเลิศของบรรพบุรุษ นำความรอบรอบรู้ทั้งหลายมาประยุกต์สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่เพื่อแข่งขันกับต่างชาติ ผลักดันให้ดินแดนคาบสมุทรอินโดจีนและมวลหมู่เกาะในน่านน้ำทะเลใต้ มีความเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งดุจดังยุคทองของสุวรรณภูมิในอดีต ตำนานคือเรื่องราวที่แต่งขึ้นจากเค้าโครงความจริงในประวัติศาสตร์ ชนชาวสยาม มอญ พม่า เขมร จามปา ลาว เวียดนามชวา มลายู ล้วนแต่เคยเป็นบ้านพี่เมืองน้องอยู่ร่วมกันในจักรวรรดิสุวรววรรณภูมิ เชื่อว่าพระยานาคเป็นเทพเจ้าผู้ทรงฤทธาอานุภาพบันดาลให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ร่มเย็นเป็นสุข มั่งคั่งสมบูรณ์จึงกราบไหว้บูชาพระยานาค ในขณะเดียวกันบรรดาศิษยานุศิษย์และผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสใสในองค์จตุคามรามเทพ ต่างร่วมใจกันสร้างรูปประติมากรรมพระจตุคามรามเทพประทับนังเหนือบัลลังก์พระยานาค ๙ เศียร ขนาดมหึมาที่สุดในโลก โดยหวังว่าจะช่วยดลจิตดลใจให้ผู้นำของชนชาวสุวรรณภูมิ บังเกิดความรักใคร่กลมเกลียวกัน ยุติปัญหาความขัดแย้ง สร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจการค้า และสร้างความมั่งให้แก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยกันสนับสนุนผลักดันให้เกิดความเจริญรุ่งเรื่อง สมบูรณ์พูนสุขดุจดังจักรวรรดิสุวรรณภูมิในอดีต รูปประติมากรรมจตุคามรานเทพที่สร้างขึ้นเพื่อให้มีความศักดิ์สิทธิ์ ก็จะบังเกิดความศักดิ์สิทธิ์สมความปรารถนา ผู้คนจะหลั่งไหลมากราบไหว้บูชาขอพรและแก้บนกันไม่ขาดสาย ผืนแผ่นดินไม่มีแห้งแล้ง ทำมาหากินทางเกษตรกรรมอุดมสมบูรณ์ จะได้รับผลดีเกินความคาดหมายพระจตุคามรามเทพนาคปรก ๙ เศียร เป็นประติมากรรมเกิดจากเรื่องจตุคามรามเทพนาคปรก ๙ เศียร สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบของเรื่องเล่าได้ ดังนี้ ตัวละครหลักมี ๒ ตัวละคร ประกอบด้วยองค์จตุคามรามเทพ ซึ่งเป็นกษัตริย์ในสมัยสุวรรณภูมิ-ศรีวิชัย เป็นต้นตระกูลของคนไทยในปัจจุบันและมีอำนาจบุญญาบารมีสูงส่ง ส่วนตัวละครหลักอีกอีกตัวคือพญานาค ๙ เศียร ซึ่งเป็นเทพยดาแห่งความอุดมบูรณ์ และเป็นเทพยดาคู่บุญบารมีขององค์จตุคามรามเทพ จึงได้สร้างประติมากรรมรูปเคารพเป็นองค์จตุคามรามเทพ ประทับนั่งด้วยท่าชันเข่าเหนือขนด ๓ ชั้นของพญานาค และพญานาคแผ่พังพาน ๙ เศียร เหนือเศียรองค์จตุคามรามเทพเรื่องราวให้ลูกหลานในวันนี้ และในวันหน้ารับรู้ว่าชาวสุวรรณภูมิหรือที่พงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์เหลียงเรียกว่า "ฟูนันก๊ก" ไม่ได้อพยพหลบหนีใครมาจากที่ไหน บรรพชนของเราอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้มากว่า ๒,๓๐๐ ปีแล้ว รูปประติมากรรมพระจตุคามรามเทพประทับนั่งเหนือบัลลังก์พระยานาค ๙ เศียร ขนาดมหึมาที่สุดในโลกโดยหวังว่าจะช่วยดลจิตดลใจให้ผู้นำของชนชาวสุวรรณภูมิบังเกิดความรักใคร่กลมเกลียวกัน ยุติปัญหาความขัดแย้งสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจการค้า และสร้างความมั่งให้แก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากเรื่องเล่าแสดงถึงความเลื่อมใสศรัทธาต่อองค์จตุคามรามเทพ ที่ได้สร้างรูปเคารพประติมากรรม อธิบายในแง่มิติแห่งเทพปกรณัมหรือเหนือโลกว่าพระองค์มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ บุญญาบารมี สามารถดลบันดาลให้ชาวสุวรรณภูมิ บังเกิดความรักสามัคคี และยังสอดคล้องกับเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีในปัจจุบันตลอดจนอาชีพเกษตรกรรม แสดงให้เห็นว่าอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ขององค์จตุคามรามเทพสอดคล้องกับบริบทสังคม เศรษฐกิจ อันเป็นมิติทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
จุดกำเนิดการสร้างจตุคามรามเทพ
ผลงานวิจัยที่ศึกษาประวัติและความเป็นมาของจตุคามราม โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนตามแหล่งที่มาของจตุคามรามเทพ โดยส่วนแรกเป็นประวัติที่กลุ่มผู้สร้างจตุคามรามเทพนำมาเผยแพร่ ส่วนที่สองเป็นประวัติจากการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการต่าง ๆ จากหนังสือรวมบทความจตุคามรามเทพ ๑, ๒๕๕๐.... ที่ได้กล่่าวถึงจุดเริ่มต้นและถือว่าเป็นต้นกำเนิดจตุคามรามเทพนั้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๙... เมื่อพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล (ยศในขณะนั้นเป็นพันตำรวจเอก) ย้ายไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช และได้มีโอกาสไปดูการทรงเจ้าที่วัดนางพระยา บ้านปากนครจังหวัดนครศรธรรมราช จากการเข้าทรงปรากฎว่ามีวิญญาณชายมาประทับทรงบอกว่า ตนเองชื่อพระยาชิงชัยเป็นแม่ทัพรักษาเมืองนครศรีธรรมราชทางด้านทิศออก ในการทรงครั้งนั้นพระยาชิงชัย ได้บอกให้พลตำรวจโทสรรเพชญสร้างหลักเมืองศรีวิชัย ๑๒ นักษัตร และบอกว่าได้รอมานานนับพันปีแล้ว ในคืนวันต่อมาพลดำรวจโทสรรเพชญ และคณะได้ไปดูพิธีเข้าทรงที่วัดนางพระยาอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าร่างทรงไม่บอกว่าใครมาเข้าทรง แต่วาดรูปตนเองให้ดู แล้วบอกให้ไปถามท่านขุนพันธรักษ์ราชเดชดูว่าเป็นใคร เมื่อพลตำรวจโทสรรเพชญได้เดินทางไปพบขุนพันธรักษ์ราชเดช และได้รับคำตอบว่าเป็นรูปกษัตริย์แห่งศรีวิชัยมีพระนามว่า "จตุคามรามเทพ"....ซึ่งนั่นคือเป็นครั้งแรกที่เราได้ยินชื่อของจตุคามรามเทพจากขุนพันธรักษ์ราชเดช นอกจากนั้นขุนพันธรักษ์ฯ ได้บอกว่าเห็นองค์จตุคามรามเทพเดินตามหลังพลตำรวจโทสรรเพชญเข้ามาในบ้าน แต่งองค์ทรงเครื่องมีเพชรนิลจินดาประดับแวววาว มีเสนาอำมาตย์ ทหารมากมายเป็นบริวาร และในการเข้าทรงที่วัดนางพระยาอีกเช่นกันจตุคามรามเทพ ได้บอกว่าบ้านเมืองกำลังลุกเป็นไฟจึงอยากให้ช่วยสร้างศาลหลักเมืองทำจากไม้ตะเคียนทอง อยู่ทางทิศเหนือของเมืองนครศรีธรรมราช นี้คือจุดเริ่มต้นของการเกิดจตุคามรามเทพ เพราะหลังจากนั้นขุนพันธรักษ์ราชเดช และพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ได้ร่วมกันสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นในเวลาต่อมา โดยในเอกสารการจัดสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช ได้ระบุถึงจตุคามรามเทพไว้ ๒ ข้อ ในข้อที่ ๙ และ ๑๐ โดยทั้งสองข้อระบุชื่อองค์จตุคามรามเทพปฐมกษัตริย์แห่งศรีวิชัยว่าเป็นผู้ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงสร้างพระบรมธาตุเป็นพุทธบูชา ทรงมีพระบรมเดชานุภาพประดุจดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ได้ทรงปราบปรามเหล่าคนชั่วจนบ้านเมืองสงบสุข มีพระบรมเดชานุภาพแผ่ไปทั่วทะเลใต้ แต่ว่าในปัจจุบันยังปรากฎผู้ที่ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบสุข เมื่อสร้างหลักเมืองแล้วพระองค์จะแสดงเทวอำนาจควบคุมปราบปรามคนชั่วช้า เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบสุข ประชาชนดำเนินชีวิตตามทำนองคลองธรรม ดังนั้นตามตำนานนี้เทวดารักษาหลักเมือง หรือเทพประจำหลักเมือง หรือเจ้าพ่อหลักเมืองนครศรีธรรมราช คือจตุคามรามเทพหรือพระเจ้าจันทรภาณุ ผู้สถาปนากรุงศรีธรรมโศกศูนย์กลางแห่งศรีวิชัยในอดีต เมื่ออธิบายตามคติพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน จตุคามรามเทพคือพระโพธิสัตว์ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี มีปณิธานแน่วแน่ อุทิศตนขจัดความทุกข์ยากของมนุษย์ทรงบำเพ็ญบารมีถึงพรหมโพธิสัตว์ มีอานุภาพยิ่งใหญ่ได้รับนามาภิไธยราชฐานันดรว่าจันทรภาณุ ผู้มีอำนาจดังพระอาทิตย์และพระจันทร์ ถืออาญาสิทธิ์รูปราหูอมจันทร์และวัฏจักร ๑๒ นักษัตรเป็นสัญลักษณ์อันเป็นตราประจำเมืองนครศรีธรรรมราชในปัจจุบัน นอกจากนั้นพระองค์ได้รับการเทิดพระเกียรติว่าพญาศรีธรรมาโศกราช เพราะทรงปราบปรามพวกพราหมณ์ที่ปกครองเมืองอยู่ก่อน เมื่อปราบปรามได้ปกครองบ้านเมืองแล้ว ได้ทรงสร้างพระบรมธาตุเจดีย์สถาปนาเมืองสิบสองนักษัตรหรือกรุงศรีธรรมโศก ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสศาสนาจนมั่นคงสถาพร หลังจากสวรรคตแล้วได้จุติเป็นเทวดารักษาเมืองสถิตอยู่ที่รูปจำหลักที่บานประตูไม้ทั้งสองที่ทางขึ้นลานประทักษิณพระบรมธาตุเจดีย์ ต่อมาเมื่อสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชเสร็จแล้ว จึงได้อัญเชิญมาสถิต ณ เสาหลักเมืองที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ นอกจากนั้นพระองค์มีอีกราชสมัญญานามหนึ่งว่า "พญาพังพกาฬ" ซึ่งเหตุที่มีพระนามว่าพังพกาฬนั้นสันนิษฐานว่าพระองค์มีพระวรกายเป็นสีเข้ม เพราะทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่แกร่งกล้า และทรงบำเพ็ญบุญ เพื่อสร้างบารมีอธิษฐานจิตเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่มวลมนุษย์ทั้งปวง อีกตำนานหนึ่งเชื่อว่าจตุคามรามเทพเป็นเทพ ๒ องค์ คือท้าวจตุคามกับ ท้าวรามเทพ ซึ่งทั้งสององค์นั้นเป็นโอรสของพระเจ้าจันทรภาณุมีพระนามเดิมว่า "ขุนอินทรไศเลนทร์" และ "ขุนอินทรเขาเขียว" เมื่อพระราชบิดาได้แผ่อำนาจขยายอาณาเขตออกไปถึงประเทศอินเดีย ยึดประเทศอินเดียได้และอยู่ปกครองอินเดียจนกลายเป็นมหาราชของอินเดีย ไม่ยอมกลับมายังสวรรณภูมิเป็นเวลานานถึง ๒๐ ปี พระราชกุมารทั้งสองเห็นบ้านเมืองทรุดโทรมจะตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระบิดาแต่ไม่สามารถกระทำได้จึงร่วมกันย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองช้างค่อมศิริธัมมาราช เปลี่ยนชื่อใหม่ว่าศรีวิชัยสุวรรณภูมิในปี พ.ศ. ๑๐๔๐ ในฐานะที่พระองค์เป็นปฐมกษัตริย์เมืองศรีวิชัยสวรรณภูมิ ได้สร้างขยายเมืองและซ่อมแซมบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ ที่เริ่มทรุดโทรมลงเป็นครั้งแรกร่วมกับชาวชวาและชนพื้นเมือง หลังจากที่สิ้นพระชนม์ประชาชนทั้งหลายจึงยกย่องให้เป็นพระเสื้อเมืองและพระทรงเมือง มีฐานะเป็นเทวดาประจำเมืองและเรียกพระนามของท่านทั้งสองว่า "ท้าวจตุคาม" และ "ท้าวรามเทพ" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนั้นยังมีการอ้างถึงตรรกวิทยาของชาวชวากะที่เรียกว่า "จตุคามศาสตร์" โดยเชื่อว่าองค์จตุคามรามเทพเดิมพระนามว่ารามเทพเป็นโอรสนางพญาจันทราราชินีขององค์ราชันราตะหรือพระสุริยเทพ ผู้ทรงรวบรวมดินแดนในคาบสมุทรทองคำเข้าเป็นจักรวรรดิเดียวกันในพุทธศตวรรษที่ ๗ พระนางจันทราทรงเจนจบจตุคามศาสตร์ มีอิทธิฤทธิ์บังคับคลื่นลมร้ายให้สงบได้ ชาวศรีวิชัยยกย่องให้เป็นแม่ย่านาง ทำสักการบูชาเมื่อเดินทางออกลางทะเล เจ้าชายรามเทพได้ศึกษาเล่าเรียนจตุคามศาสตร์จากพระราชมาดาจนเจนจบ พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนามหายาน ทรงมุ่งสร้างบารมีหวังตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้สร้างราชนาวีที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเสด็จถึงลำน้ำใดก็ประดิษฐานหลักพระพุทธศาสนาให้มั่นคง ณ ดินแดนนั้นเหล่าราชครูจึงถวายนามาภิไธยว่า "องค์ราชันจตุคามรามเทพ" ต่อมาทรงสร้างมหาสถูปเจดีย์ขึ้นที่หาดทรายแก้วในปลายพุทธศตวรรษที่ ๘ มีชื่อเสียงเลืองลือไปทั่วทวีปได้รับยกย่องอีกฉายาว่า "พญาพังพกาฬ" พระยาโหราบรมครูช่างชาวชวาได้จำลองรูปพระองค์ทรงเครื่องราชขัตติยาภรณ์ สี่กร สองเศียร พรั่งพร้อมด้วยเทพศาสตราวุธ เพื่อปกป้องอาณาจักรและพุทธจักร เพื่อเป็นคติธรรมและศิลปกรรมประดิษฐานทั่วอาณาจักรทะเลใต้ ลูกหลานในราชวงศ์ไศเลนทร์ชั้นหลังได้ปั้นพระองค์เป็นนารายณ์บรรรทมสินธุ์หรืออวตารมาปราบอสูร ตามค่านิยมท้องถิ่นนั้น ๆ ประวัติและความเป็นมาของจตุคามรามเทพอีกส่วนหนึ่งมาจากคำนานพื้นเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่กล่าวถึงกษัตริย์ยิ่งใหญ่คือท้าวศรีธรรมาโศกราช ที่ได้ปลดปล่อยให้ประชาชนชาวนครศรีธรรมราช ให้ได้รับอิสรภาพจากการถูกกดขี่ข่มเหงของศัตรู และสามารถสร้างเมืองนครศรีธรรามราชขึ้นมา ซึ่งเรื่องราวของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช มีปรากฏในตำนานพื้นเมืองว่าในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ เมืองนครศรีธรรมราช มีกษัตริย์สามพี่น้องพระเชษฐาที่ทรงครองราชย์พระนามว่าพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช องค์รองพระนามว่าจันทรภาณุ องค์สุดท้ายพระนามว่าพงษาสุระ ในยุคกษัตริย์สามพี่น้องนครศรีธรรมราชมีความเจริญรุ่งเรืองมากทั้งอาณาจักรและศาสนจักร เมื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชพระเชษฐาสวรรคต ท้าวจันทรภาณุองค์รองขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชแทน แต่คนทั่วไปเรียกพระองค์ว่าพระเจ้าจันทรภาณุ พระองค์ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกได้อุปถัมภ์บำรุง และบูรณะส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ได้ทรงจัดส่งพระภิกษุสงฆ์ไปศึกษาพระธรรมวินัยที่เมืองลังกา เมื่อพระสงฆ์ชาวเมืองนครศรีธรรมราชกลับมาได้ชักชวนพระภิกษุชาวลังกามา ตั้งคณะสงฆ์ที่เมืองนครศรีธรรมราชเรียกว่าพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ระยะนั้นพระองค์ได้ร่วมกับพระสงฆ์และชาวเมืองดำเนินการบูรณะวัดวาอารามและพระบรมธาตุอย่างจริงจัง บ้านเมืองสงบร่มเย็นประชาชนประกอบแต่กรรมดีมีศีลธรรม ด้วยเหตุที่พระบรมธาตุเจดีย์เป็นที่รวมแห่งความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชน พระบรมธาตุเจดีย์และวัดพระมหาธาธาตุ จึงเป็นแหล่งกำเนิดประเพณีและพิธีกรรมหลวงและพิธีกรรมของราษฎรมาตั้งแต่โบราณกาล และปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากประวัติความเป็นมาตามตำนานดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับจตุคามรามเทพปรากฏอยู่ในวิหารพระมหาภิเนษกรมณ์หรือวิหารทรงม้า ซึ่งเป็นวิหารหลักทางขึ้นห่มผ้าบูชาพระบรมธาตุ โดยที่ยอดบันไดทางขึ้นพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช มีเทวรูปปั้นประดิษฐานอยู่ ๒ องค์ เป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าขวา มือขวาว่างบนเข่าที่ชันมือช้ายยันพื้นเหมือนกันทั้ง ๒ องค์ องค์มือซ้ายของผู้ขึ้นบันไดชื่อว่าท้าวขัตตุคามและองค์ขวามือชื่อว่าท้าวรามเทพ ดังนั้นเทวรูปทั้งสององค์จึงน่าจะมีความสำคัญกว่าเทวรูปองค์อื่น ๆ คือควรเป็นเทพผู้รักษาพระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราช นอกจากนั้นยังมีภาพสลักของเทวดาอยู่ที่บานประตูทางเข้าสู่ประตูประทักษิณองค์พระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช เป็นรูปพระพรหมกับพระนารายณ์ยืนคู่กันบนบานประตูด้านซ้าย-ขวา ซึ่งมีผู้เข้าใจว่าเป็นองค์จตุคามรามเทพ จนกระทั้งนำไปเป็นต้นแบบในการสร้างเทวรูปประจำเสาหลักเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน จากหลักฐานที่ปรากฏนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมกลุ่มผู้สร้างจตุคามรามเทพถึงไม่ใช้ชื่อขัตตุคามรามเทพดังที่มีชื่อปรากฏอยู่อย่างชัดเจน นอกจากนั้นเหล่าเทพที่ประดิษฐานอยู่ทางขึ้นประทักษิณองค์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ยังมีถึง ๔ องค์ แต่เวลาตั้งชื่อกลับใช้เพียงสองชื่อทั้งผิดจากชื่อที่ปรากฏอยู่ด้วยจากหลักฐานในตำนานนครเมืองนครศรีธรรมราช ผนวกกับหลักฐานอื่น ๆ อนุมานได้ว่าราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทลังกาวงศ์มาประดิษฐานในนครศรีธรรมราช พร้อมทั้งพระไตรปิฎกพระพุทธบาท ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเทวารักษ์จากลังกา ดังนั้นเทพทั้ง ๒ องค์ย่อมมีความสัมพันธ์หรือได้รับอิทธิพลมาจากลังกาด้วยเพราะเทพ ๒ องค์ คือขัตตุคามและรามเทพนั้นเป็นเทพ ๒ ใน ๔ องค์ของเทพที่รักษาเกาะลังกา เทพ ๔ ตน นั้นประกอบด้วยสุมนเทพ กามเทพผู้มีฤทธิ์มาก รามเทพ และลักขณเทพ เป็นผู้คุ้มครองพระพุทธสิหิงค์ ดังนั้นเทพในตำนานพระพุทธสิหิงค์กับตำนานชินกาลมาลีปกรณ์นั้นจึงตรงกันถึง ๓ องค์ แปลกกันองค์เดียวคือพระขัตตคามเทวราชกับพระรามเทพเท่านั้น และเทพเหล่านี้ทำหน้าที่แตกต่างกันด้วยคือเทพในชินกาลมาลีปกรณ์เป็นเทพรักษาเกาะลังกา ส่วนเทพในตำนานพระพุทธสิหิงค์เป็นเทพรักษาพระพุทธสิหิงค์ไม่ใช่เทพรักษาพระธาตุดังตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรรมราช นอกจากนั้นยังมีหลักฐานจากลังกาที่ระบุว่าทุกวันนี้ชาวพุทธในลังกายังถือว่ เกาะนั้นมีเทวารักษ์ครองอยู่ ๔ องค์ คือ
๑. ขัตตุคามเทพ (Kataragama Deviyo) ขี่ยูง ทรงสรรพาวุธ มี ๖ หน้า ชาวสิงหลเรียกว่าขัตตุคาม (Katuragama) มีศาลใหญ่ตั้งอยู่ที่บ้านขัตตุคาม
๒. รามเทพ (Upulvan Deviyo) อีกชื่อหนึ่งคืออุบลวรรณ-เทพสีฟ้า หมายถึงพระนารายณ์ปางรามาวตารถือธนูและทรงศรเป็นหลัก มีศาลใหญ่อยู่ที่แหลมโดนดรา (Dondra) จุดใต้สุดของเกาะ
๓. สุมนเทพ (Sumana Devivo) ตามตำนานมหาวงศ์กล่าวว่าท่านอาราธนาพระพุทธเจ้าประทานพระเกศธาตุ ที่ประดิษฐานในมเหยงคณ์มหาสถูป (Mahiyangana) และให้ทรงประทับพระพุทธบาทบนยอดเขาสุมนภูฎ สุมนเทพขี่ช้างเผือก มีสีไม่แน่นอน ขาว/เหลืองเขียว ก็มีบางว่าถือกระบองหรือคันธนู มีศาลใหญ่อยู่ที่ Ratnapura ตีนเขาพระพุทธบาท (Adam's Peak หรือ Sumana Kuta)
๔. นาถเทพ (Natha Deviyo) คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ชาวพม่านับถือกันในนามพระโลกนาถ และชาวจีนเคารพในนาม "กวนอิม" องค์นี้มีศาลอยู่ที่เมืองแคนดี้
ดังนั้นเมื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างเกาะลังกากับพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ทำให้สันนิษฐานได้ว่าพระบรมธาตุต้องมีเทวาอารักษ์ ๔ พระองค์ ตรงตามเทวรูปปั้น ๒ องค์ตรงทางขึ้นบันได และเทวรูปบนบานประตู ๒ องค์ ที่ยอดบันไดพระวิหารพระม้ามีชื่อว่าขัตตุคามเทวราช รามเทพ สุมนเทพ และลักขณเทพหรือนาถเทพ และเทวดาเหล่านี้ทำหน้าที่ในการรักษาพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช อีกนัยหนึ่งคือเป็นเทวดารักษาพระบรมสารีริกธาตุนั้นเอง และเมื่อชาวนครศรีธรรมราชรับเอาวัฒนธรรมความเชื่อเชื่อเรื่องเทวดาพิทักษ์พระบรมสารีริกธาตุมาจากศรีลังกา จึงได้มีการปั้นหรือแกะสลักรูปเทวดาประจำไว้ที่วิหารทรงม้าทางขึ้นลานประทักษิณดังที่ปรากฏในปัจจุบัน จากข้อมูลดังกล่าวถึงจะไม่อาจสรุปได้ว่าจตุคามรามเทพเป็นเทพองค์ใดกันแน่ แต่ก็เป็นที่เชื่อได้อย่างหนึ่งคือจตุคามรามเทพนั้นเป็นเทพที่รักษาพระพุทธศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนา มีพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันตามตำนานความเชื่อทั้งของชาวไทยและชาวศรีลังกา โดยตำนานที่เชื่อมโยงความเชื่อดังกล่าวก็คือซินกาลมาลีปกรณ์และตำนานสิหิงค์นิทาน นอกจากนั้นมีข้อสรุปจากนักวิชาการพร้อมทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบุว่าจตุคามรามเทพนั้นเป็นกษัตริย์ ในอาณาจักรนครศรีธรรมราชแต่โบราณมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์มีพระนามว่า พระเจ้าจันทรภาณุ และมีพระนามต่าง ๆ อีกหลายพระนาม เช่น พญาศรีธรรมาโศกราช ราชันดำแห่งทะเลใต้ พญาพังพกาฬ เป็นอาทิ มีนักวิชาการอย่างท่านศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้แสดงทัศนะไว้ว่าด้วยคณูปการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจันทรภาณุ ทำให้เมืองนครศรีธรรรมราชเจริญรุ่งเรื่อง ทำให้พระเจ้าจันทรภาณุได้รับการยกย่องจากอาณาประชาราษฎร์ ให้เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และกลายเป็นตำนานเล่าขานในท้องถิ่นสืบมา รูปเทพเจ้าที่ปรากฏในเหรียญองค์จตุคามฯ เชื่อว่าผู้สร้างได้อิงตำนานของพระเจ้าจันทรภาณุเป็นส่วนใหญ่ ในฐานะกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งเมืองนครศรีธรรมราช ในที่สุดได้รับการยกฐานะให้เป็นเสมือนเทพเจ้า กระทั่งมีการสร้างจตุคามรามเทพ ดังนั้นองค์ท้าวจตุคามรามเทพจึงน่าจะเป็นองค์เดียวกันกับพระเจ้าจันทรภาณุ ทางด้านศาสตราจารย์สุริยา รัตนกุล ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่าองค์จตุคาม คือพระเจ้าจันทรภาณุส่วนองค์รามเทพนั้นน่าจะเป็นพระเจ้าจันทรภาณผู้เป็นพระอนุชา พระเจ้าจันทรภานุทรงกอบกู้อิสรภาพของอาณาจักตามพรลิงค์จากเขมรได้ เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว อนุชาได้เสวยราชสมบัติแทนพระเจ้าจันทรภานุ อาจมีพระญาติวงศ์องค์อื่นอีก เช่น พระอนุชาองค์อื่นและพระโอรส แต่ศิลาจารึกไม่ได้กล่าวไว้ พระอนุชาองค์ที่ครองราชย์สืบต่อมาแล้วยังทรงมีพระนามรัชกาลเป็นพระเจ้าจันทรภานุผู้น้องซ้ำอีก แสดงให้เห็นความสนิทสนมของเชษฐา-อนุชา คู่นี้เป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นไปได้ที่จะสันนิษฐานว่าท่านท้าวรามเทพคือพระอนุชาของพระเจ้าจันทรภานุ องค์ที่มีฤทธิ์เป็นที่เลื่องลือในสมัยของเราคู่เชษฐา-อนุชาคู่นี้ จึงกลายเป็นทวิเทพคือ ท่านท้าวจตุคามและท่านท้าวรามเทพที่จะต้องอยู่เป็นคู่กันเสมอ ท่านศาสตราจารย์สุริยา รัตนกุล ยังได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับชื่อพญาพังพกาฬไว้ว่าถึงจะไม่พบชื่อพังพกาฬในฐานะเป็นกษัตริย์แห่งนครศรีธรรมราช เพราะชื่อพังพกาฬอาจเป็นชื่อเล่นชื่อฉายาซึ่งไม่นิยมบันทึกไว้ในศิลาจารึกให้คนกราบไหว้ และถ้าพระเจ้าพังพกาฬเคยมีองค์จริงอยู่ในประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช พระองค์ก็ปรากฏชื่อในนามทางการ เช่น พระเจ้าจันทรภานุที่ปรากฎในหนังสือประวัติศาสตร์ และสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ได้แสดงทัศนะเพิ่มเติมไว้ว่าเทวดารักษาเมืองหรือเทพประจำหลักเมือง หรือเจ้าพ่อหลักเมืองนครศรีธรรรมราชคือจตุคามรามเทพหรือจันทรภาณุ ผู้ซึ่งตั้งดินตั้งฟ้าสถาปนากรุงศรีธรรมโศก นอกจากนั้นยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฎพระนามของพระเจ้าจันทรภาณุ คือในหลักศิลาจารึกวัดหัวเวียง เมืองไซยา ซึ่งเขียนด้วยอักษรขอมเป็นภาษาสันสกฤตจารึกเมื่อปีพุทธศักราช ๑๗๗๓ ลักษณะศิลาจารึกเป็นรูปเสมาทำด้วยหินชนวนพิมพ์เผยแผ่ในประชุมศิลาจารึกสยาม ภาคที่ ๒ กำหนดเป็นหลักที่ ๒๔ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรารงราชานุภาพ ทรงพบที่วัดหัวเวียง ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ เป็นผู้อ่านและแปลจากภาษาสันสกฤตไว้ ๘ บรรทัดแปลความเป็นภาษาไทย ดังนี้พระเจ้าผู้ครองเมืองตามพรลิงค์ ทรงประพฤติประโยชน์เกื้อกูลแก่พระพุทธศาสนา พระองค์สืบตระกูลจากตระกูลอันรุ่งเรื่อง คือปทุมวงศ์มีรูปร่างงามเหมือนพระกามะอันมีรูปงามราวกับพระจันทร์ ทรงฉลาดในนิติศาสตร์ คล้ายกลับพระธรรมาโศกราชเป็นหัวหน้าของตระกูล ทรงพระนามศรีธรรมราช พระเจ้าผู้ปกครองเมืองตามพรลิงเป็นผู้อุปถัมภ์ตระกูลปทุมวงศ์ พระหัตถ์ของพระองค์มีฤทธิ์มีอำนาจ .ด้วยอานุภาพ แห่งบุญกุศลซึ่งพระองค์ ได้ทำต่อมนุษย์ทั้งปวง ทรงเดชานุภาพเท่าพระอาทิตย์พระจันทร์ และมีพระเกียรติอันเลื่องลือในโลกทั้งปวง ทรงพระนามจันทรภานุศรีธรรมราชเมื่อกลียุค
จากหลักฐานทั้งทางวัตถุและเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงประวัติความเป็นมาของจตุคามรามเทพ ได้ดังที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้นทำให้หลายฝ่ายเชื่อกันว่าจตุคามรามเทพคือพระเจ้าจันทรภาณุ กษัตริย์ผู้ทรงปกครองอาณาจักรตามพรลิงค์ ซึ่งคือเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน แต่ก็มีนักวิชาบางท่านได้แสดงความความเห็นว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะว่า หลักฐานเกี่ยวกับพระเจ้าจันทรภาณุนั้นมีน้อยมาก แม้จะมีการโยงกับประวัติศาสตร์จังหวัดนครศรีธรรมราช และตำนานพื้นเมืองเช่น ตำนานชินกาลมาลีปกรณ์ และตำนานพระพุทธสิหิงค์เป็นต้น ดังนั้นเมื่อดูเฉพาะหลักฐานที่ปรากฏจึงไม่อาจจะสรุปได้ว่าจตุคามรามเทพคือพระเจ้าจันทรภาณุ ในประเด็นนี้ไมเคิล ไรท ยังได้วิเคราะห์ไว้อย่างมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือมากกว่าที่จะเชื่อว่า จตุคามรามเทพคือพระเจ้าจัทรภาณุ ตามประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช โดยไมเคิล ไรทเดินทางไปอินเดียใต้และศรีลังกา เพื่อค้นหาร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับจันทรภาณุและนครศรีธรรมราช ได้ข้อสรุปว่าอาจมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจันทรภาณุ ถึงแม้คำว่าจันทรภาณุจะมีปรากฏในจารึกหลักที่พบที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่จารึกหลักนี้ไม่สมบูรณ์เพียงแต่กล่าวถึงพระเจ้าจันทรภาณุ แล้วเรียกท่านว่าศรีธรรมราช อ้างว่าเป็นกษัตริย์ของตามพรลิงค์ที่เข้าใจกันว่าหมายถึงนครศรีธรรมราช แต่ไม่สามารถเชื่อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกแห่งหนึ่งที่พูดถึงชื่อจันทรภาณุคือตำนานจุลวงศ์ของลังกาที่ระบุว่าพระเจ้าจันทรภาณุ ร่วมมือกับกษัตริย์ของอินเดียใต้มาบุกรุกลังกาถึง ๒ ครั้ง แต่ไม่สำเร็จทั้ง ๒ ครั้ง ดังนั้นคนในปัจจุบันเมื่ออ่านทั้งจารึกและตำนานจุลวงศ์อาจทำให้คิดว่าจันทรภาณุต้องเป็นคนไทย แต่ข้อสรุปนี้ก็ไม่น่าเป็นไปได้เพราะจากสภาพที่ตั้งและเส้นทางเดินเรือในอดีต ข้ามมหาสมุทรอินเดียทำให้ทั้ง ๓ เมือง คืออินเดียใต้ ศรีลังกา และนครศรีธรรมราช ไม่ต่างจากสามก๊กของจีน ตามแผนที่อินเดียใต้ ลังกา และแหลมมาลายู เมืองทั้ง ๓ อยู่ในวงการค้าเดียวกัน เป็นเส้นทางเดินทางสมัยก่อน นอกจากนั้นไมเคิล ไรท ยังได้ยกประวัติศาสตร์ตอนลังกาถูกอินเดียใต้รุกราน เพื่อชี้ให้เห็นว่าที่ลังกาถูกอินเดียใต้รุกรานครั้งแล้วครั้งเล่านั้นไม่ได้รุกรานเพราะเกลียดชังชาวลังกา แต่รุกรานเพราะต้องการยึดเมืองท่าฝั่งตะวันออกและตะวันตกของเกาะลังกา เพราะระหว่างอินเดียใต้กับลังกาจะมีช่องแคบระหว่างเกาะกับแผ่นดินใหญ่ ถ้าดูแผนที่จะเห็นว่าเรือจากตะวันตกจะไปตะวันออกอาจลอดช่องแคบระหว่างอินเดียใต้กับลังกาได้ แต่ในสภาพความเป็นจริงเดินเรือผ่านไม่ได้เพราะช่องแคบนี้เป็นตลิ่งทรายตลอดเรียกว่าถนนพระราม เมื่อเรือผ่านช่องแคบนี้ได้ดังนั้นวิธีส่งสินค้าคือต้องนำเรือเข้าท่าฝั่งตะวันตกแล้วขนของข้ามไปส่งต่อยังตะวันออก หรือไม่ก็แล่นเรืออ้อมเกาะลังกา แต่เส้นทางสายนี้อันตรายเพราะหลังจากเกาะไปแล้วจะไม่มีแผ่นดินเป็นมหาสมุทร คลื่นแรงและอาจโดนลมพัดไปถึงออสเตรเลีย ทำให้ในสมัยนั้นไม่ไม่นิยมอ้อมเกาะ ด้วยสภาพนี้ทำให้เกิดการแย่งชิงเส้นทางการค้ากัน อาจเป็นไปได้ว่าในบางกรณีกษัตริย์ในอินเดียใต้เก็บภาษี พ่อค้าที่ฉลาดก็เลยไปฝั่งตะวันตกของลังกา แล้วข้ามไปตะวันออกแทนที่จะมาขึ้นฝั่งที่อินเดีย ขณะเดียวกันกษัตริย์ของลังกาทรงเก็บภาษีถูก ลังกาเลยดึงการค้าผ่านเกาะไปและคุมเมืองทำทั้ง 2 ฝั่งของเกาะ สภาพตรงนี้คล้าย ๆ ในแหลมมาลายู นครศรีธรรมราช และไชยาที่มีความมั่นคง เพราะคุมเมืองท่าบนฝั่งตะวันตกและตะวันออกคล้ายกันกับลังกา จุดนี้เลยกลายเป็นสามก๊กแย่งชิงกันตลอด จากสภาพดังกล่าวทำให้เราไม่อาจแน่ใจได้ว่าเจ้าจันทรภาณุเป็นชาติใดอาจจะเป็นพ่อค้าอินเดียใต้ หรืออาจจะมีภรรยาอยู่ทางอินเดียใต้ หรืออาจะเป็นญาติกับใครในลังกา และไม่มีใครรู้ว่านอกจากจะแย่งชิงการค้าแล้วกษัตริย์ยังอาจแลกเปลี่ยนในวงศาคณาญาติ ซึ่งกันและกันอีกด้วย ดังนั้นแม้จะเชื่อว่าจันทรภาณุมีจริง แต่ไมเคิล ไรท ไม่เชื่อว่าจะเชื่อมโยงกับการนับถือจตุคามรามเทพได้ เพราะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีระยะเวลาห่างกันประมาณ ๗๐๐-๙๐๐ ปี ดังนั้นการนับถือจตุคามรามเทพจึงเป็นเรื่องของศรัทธาอย่างเดียว เพราะหลักฐานที่เกี่ยวกับจตุคามรามเทพมีเพียงน้อยนิด คือชื่อของเทวรูปที่ประดิษฐานอยู่ทางขึ้นพระบรมธาตุเจดีย์วัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช มีจารึกชื่อซ้ายขวาว่าท้าวขัตตุคามและท้าวรามเทพ ซึ่งเทพ ๒ องค์นี้เป็นเทพรักษาพระพุทธศาสนาในลังกาและมีอยู่จนปัจจุบัน โดยคำว่าขัตตุคามเป็นภาษาบาลีส่วนภาษาสิงหลคือกตรคม เป็นเทพรักษาเมืองกตรคมทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะลังกา และมีอยู่จนทุกวันนี้ ส่วนรามเทพเป็นเทพรักษาภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะลังกา ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่าเมื่ออัญเชิญพระธาตุมาจากเกาะลังกา จึงได้อัญเชิญเทพรักษาตามมาด้วยคือขัตตุคามและรามเทพ ดังนั้นคนในสมัยโบราณท่านจึงได้สลักไว้ในบานประตูและทำจารึกไว้ทั้ง ๒ ข้างนี้คือหลักฐานสนับสนุนจตุคามรามเทพโดยเปลี่ยนชื่อจาก "ขัตตุ" เป็น "จตุ" ส่วนคำว่าจตุคามรามเทพเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ไมเคิล ไรท สรุปว่าอาจจะเกิดจากการลืมประวัติศาสตร์ เอกสารโบราณถูกลืมหรือถูกอำพรางทำให้บรรดาผู้มีศรัทธาบาบางคนรู้สึกแปลกแยก เมื่อขวนขวายสร้างที่พึ่งขึ้นมาใหม่จึงได้ผนวกชื่อขัตตุคามกับรามเทพเข้าด้วยกันอุปโลกน์เทพองค์ใหม่ชื่อ "จตุคามรามเทพ นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอีกท่านหนึ่งที่ไม่เชื่อว่าจตุคามรามเทพคือพระเจ้าจันทรภาณ เพราะว่าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เป็นหลักฐานเกี่ยวกับศรีวิชัยนั้นมีน้อยมาก โดยความรู้เกี่ยวกับศรีวิชัยที่มีอยู่เวลานี้ส่วนใหญ่เป็นบันทึกของจีน อาหรับ-เปอร์เชีย ทมิฬ และหลักศิลาจารึกอีกเล็กน้อย หลักฐานพื้นเมืองรุ่นหลังนอกจากนั้นก็เป็นโบราณวัตถุและโบราณสถาน และถึงแม้ว่าการขุดค้นประวัติศาสตร์ทางศิลปะจะทำให้เรารู้รูปแบบทางศิลปะ แต่ก็ยังไม่มีการขุดค้นทางโบราณคดีเกี่ยวกับศรีวิชัยอย่างเป็นระบบ เพียงเจาะจงกันแต่ที่เป็นศูนย์กลางของเมืองศรีวิชัยและถึงแม้ว่าจากการขุดค้นโบราณวัตถุ จะพบพระพิมพ์ดินดิบและดินเผาและอีกส่วนหนึ่งเป็นรูปเคารพที่ไม่ใช่พระพุทธรูป แต่ปัญหาก็คือจะอธิบายรูปเหล่านี้อย่างไรเพราะยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบที่ครอบคลุมทั้งก่อนและหลังศรีวิชัย รวมทั้งการศึกษาเปรียบเทียบเชิงอาณาบริเวณด้วย เช่น ศึกษาย้อนกลับไปถึงอินเดียและอาจต้องเลยอินเดียไปถึงแถบเชิงผาหิมาลัย หรืออาจเลยไปถึงเอเชียกลางเป็นต้น สำหรับพระเจ้าจันทรภาณุมีหลักฐานปรากฏอยู่ที่หลักศิลาจารึกเดียวในไทย และมีข้อความที่อาจสัมพันธ์กันในพงศาวดารลังกาอาจารย์นิธิชี้ว่าจารึกพระเจ้าจันทรภาญใช้ภาษาสันสกฤต นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าในช่วงนั้นพระพุทธศาสนาที่ปฏิรูปในลังกายังมาไม่ถึงเมืองไทยหรือยังไม่ค่อยมีอิทธิพลที่นครศรีธรรมราช ส่วนศรีวิชัยนั้นมีหลักฐานจีนยืนยันว่า เป็นศูนย์กลางการศึกษาสันสกฤต สำหรับนักเรียนที่หยุดพักเรียนภาษาก่อนจะเดินทางไปอินเดีย และศาลหลักเมืองของนครก็เป็นของพราหมณ์ มีตำราพราหมณ์เมืองนครยืนยันจึงน่าจะใช้ภาษาสันสกฤตหรือสันสกฤตผสมทมิฬ ถ้าอย่างนั้นทำไมในโบราณวัตถุที่มีการค้นพบทั้งพระผงและรูปเคารพเหล่านั้น จึงไม่มีชื่อจตุคามรามเทพ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะโยงประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราชในอดีตเข้ากับจตุคามรามเทพดังปัจจุบัน ซึ่งเหตุผลของนักวิชาการทั้งสองท่านนี้ทำให้เห็นว่ายังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนที่พอจะสรุปได้ว่า จตุคามรามเทพคือพระเจ้าจันทรภาณุ และถึงแม้พระเจ้าจันทรภาณุจะมีตัวตนในประวัติศาสตร์จริง ก็อาจไม่ใช่คนเดียวกันกับจตุคามรามเทพ ส่วนการสร้างจตุคามรามเทพนั้นน่าจะเป็นเพียงสัญลักษณ์และเป็นบุคลาธิษฐานมากกว่า เพราะจุดประสงค์การสร้างครั้งแรกนั้นสร้างขึ้นเพื่อความสงบสุขของจังหวัดนครศรีธรรมราช ตามเจตนารมณ์ของขุนพันธรักษ์ราชเดชไม่ใช่เพื่อการให้เช่าบูชาอย่างในปัจจุบัน
จากตำนานประวัติของจตุคามรามเทพ สามารถสรุปได้ว่าจตุคามรามเทพคือ เทวดารักษาพระบรมธาตุ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช เชื่อว่าเป็นดวงวิญญาณกษัตริย์นักรบโบราณพระเจ้าจันทรภาณุ แห่งราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชหรือราชันดำแห่งทะเลใต้ เป็นที่เคารพเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ โชคลาภ และการคุ้มครองภัย ท้าวจตุคามรามเทพโด่งดังสุดขีดจากวัตถุมงคลรุ่นแรกปี พ.ศ. ๒๕๓๐ สร้างโดยโดยขุนพันธรักษ์ราชเดช และมีการเผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ มีเนื้อหาคล้ายกัน โดยอ้างอิงเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และโบราณคดีของจังหวัดนครศรีธรรรมราช และภาคใต้ อันเป็นอาณาจักรเก่าแก่มาก่อน แหล่งที่มาของจตุคามรามเทพบางส่วนมาจากร่างทรงบางส่วนมาจากกลุ่มผู้สร้างตุคามรามเทพที่นำมาเผยแพร่ และเพิ่มเติมรายละเอียดลงไปแล้วนำไปเผยแพร่ในเอกสารการจัดสร้างจตุคามรามเทพ วารสาร นิตยสารที่เกี่ยวกับวัตถุมงคลรวมไปถึงเว็บไซต์ของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการสร้างจตุคามรามเทพ
การสร้างจตุคามรามเทพ
จตุคามรามเทพมีการสร้างขึ้นในหลาย ๆ จังหวัด แต่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งผลิตใหญ่และให้กำเนิดวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ เนื่องด้วยระบบความเชื่อของคนนครศรีธรรมราชเป็นเมืองที่มีการผสมผสานทางด้านเชื้อชาติมายาวนาน คือประกอบด้วยชาวไทย มาเลย์ อินเดีย จีน และคนพื้นเมืองเดิม ซึ่งส่งผลให้ระบบความเชื่อของคนในนครศรีธรรมราชมีลักษณะผสมผสานระหว่างพุทธ พราหมณ์ อิสลาม และผี การผสมผสานความเชื่อเหล่านี้ปรากฎให้เห็นในศิลปะการแสดงวรรณกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล เช่น พิธีการให้ทานไฟ แรกนาขวัญ ไล่แม่มด การทำขวัญข้าว และเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับระบบเศรษฐกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยการที่นครศรีธรรมราชมีฐานทางเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรม การค้า การประมงชายฝั่ง การเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางเศรษฐกิจของนครศรีธรรรมราชเริ่มปรากฏเด่นชัดนับตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมและพาณิชย์กรรม ส่งผลให้สังคมในนครศรีธรรมราชได้แปรเปลี่ยนไปเป็นสังคมบริโภคนิยมมากยิ่งขึ้น โดยมีการดำรงอยู่เคียงคู่กับวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมต่างแดน กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการเกิดการสร้างวัตถุงคลจตุคามรามเทพ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๗-๒๕๕๑ จากเดิมที่จตุคามรามเทพดำรงอยู่ในวิถึและความคิดของคนในนครศรีธรรมราชมานาน โดยดำรงอยู่ในฐานะเป็นเทวดาผู้รักษาพระบรมธาตุ หรือเป็นเทพยดาประจำเมือง ซึ่งมีอยู่ ๒ องค์ (ตน) คือท้าวขัตตคามอยู่ด้านตะวันตก และท้าวรามเทพอยู่ด้านตะวันออก ตามความเชื่อของคนในศรีลังกาจตุคามรามเทพคือเทวดาผู้รักษาพระพุทธสิหิงค์ โดยเทวดาดังกล่าวมีทั้งหมด ๔ องค์ดังกล่าวแล้ว แต่ไทยเรารับมาเพียง ๒ องค์ พระจตุคามรามเทพ เป็นเทวดาฝ้ายพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทโดยเฉพาะ ไม่ใช่พระโพธิสัตว์แบบฝ่ายมหายานหรือเทพเจ้าฝ่ายพราหมณ์-อินดู อย่างไรก็ตามต่อมาจตุคามรามเทพได้เคลื่อนย้าย/ขยายพื้นที่จากพระบรมธาตุสู่ชีวิตประจำวันของผู้คน และกลายเป็นจตุคามรามเทพเพื่อมวลชนอย่างน้อยที่สุดก็นับตั้งปี พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นต้นมา จากเอกสารข้อมูลของนักวิจัยและผู้รู้ที่มีอยู่พอประมวลความได้ว่า การเคลื่อนย้ายขององค์จตุคามรามเทพสู่ชีวิตของผู้คนได้เริ่มก่อรูปก่อร่างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ที่มีการเข้าทรงของวัดนางพระยาและให้มีการสร้างเสาหลักเมืองนครศรีธรรมราช ที่ทำด้วยไม้ตะเคียนทองขนาดความยาวราว ๑ ศอก ทำเป็นรูป ๘ เหลี่ยม ขุดหลุมแล้วฝังลงในพื้นดินที่ตรงไหนก็ได้ นอกจากการหาไม้ตะเคียนทองมาทำเป็นเสาหลักเมืองแล้วร่างทรงยังได้อธิบายถึงขั้นตอนของพิธีต่าง ๆ ที่จะต้องกระทำกันระหว่างการจัดสร้างเสาหลักเมืองนครศรีธรรมราช รวมทั้งสิ้น ๑๖ พิธีกรรม และมี ๒ พิธี ที่ถือว่าเป็นพิธีกรรมที่สำคัญนั่นคือพิธีฝังหัวใจสมุทรและฝังหัวใจเมือง โดยมีการประกอบพิธีที่สี่แยกคูขวาง เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙ และพิธีเบิกเนตรหลักเมืองโดยเจ้าพิธีคือพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช พิธีจัดขึ้น ณ บริเวณสนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๐ โดยเฉพาะพิธีกรรมที่สองได้เป็นพิธีที่วัตถุมงคลจตคามรามเทพอุบัติขึ้น กล่าวคือเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๐ ได้มีการแจกวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ รุ่นพระผงสุริยัน-จันทรา ดังนั้นวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ณ จุดเริ่มต้นจึงมีฐานะเป็นของที่ระลึกของแทนบุญ ที่จะแจกจ่ายให้กับผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์สินเงินทอง หรือสิ่งของเพื่อระดมทุนจัดสร้างศาลหลักเมือง นี่คือจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนย้ายขององค์จตุคามรามเทพลงสู่มวลชน และหลังจากนั้นเป็นต้นมาวัตถุมงคลสายจตุคามรามเทพได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างน้อย ๑๐ รูปแบบ (รวมแบบพระผงสุริยัน-จันทรา ซึ่งเป็นต้นแบบของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ) จากผลงานการวิจัยของ ณัชธัญนพ สุขใส (๒๕๕๔) ประกอบด้วย
๑. แบบพระผงหลักเมือง
๒. แบบผ้ายันต์
๓. แบบเศียรองค์จตุคามรามเทพ หรือเทวดารักษาเมือง
๔. แบบธงและผ้ายันต์
๕. แบบขี้ผึ้งศรีวิชัย
๖. แบบพระผงพุทธสิหิงค์
๗. แบบเหรียญพังพกาฬ
๘. แบบเหรือญโลหะทองแดง เป็นทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก (ทำขึ้นจำนวนมาก)
๙. แบบสติ๊กเกอร์รูปราหูอมจันทร์
๑๐. แบบวัตถุมงคลที่ระลึกในพิธีการ
การสร้างวัตถุมงคลแต่ละแบบเพื่อมอบเป็นที่ระลึกให้กับผู้บริจาคเงินในการจัดสร้างศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช รวมถึงการจัดสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ รุ่นเกาะเกตรา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๓ (เป็นรุ่นเปิดศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช) ภายหลังจากการจัดสร้างรุ่นเกาะเภตราแล้ว เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุได้หารือกับขุนพันธรักษ์ราชเดช เกี่ยวกับการจัดสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ เพื่อระดมทุนบูรณะเจดีย์ราย ๑๖๓ เจดีย์ ในบริเวณวัดมหาธาตุ โดยใช้ชื่อรุ่นตรงกับวัตถุประสงค์ คือรุ่นบูรณะเจดีย์ราย ซึ่งดำเนินการจัดสร้างในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ และหลังจากนั้นวัตถุมงคลจตุคามรามเทพก็เริ่มเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย และส่งผลให้มีการจัดสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพตามมาอีกนับ ๑,๐๐๐ รุ่น การสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพหรือการสร้างวัตถุมงคลประเภทพระเครื่อง ไม่ว่าจะสร้างด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม การสร้างก็จะต้องมืองค์ประกอบของการสร้าง ๒ ส่วน ที่สำคัญคือการผลิตองค์ประกอบด้านวัตถุ และการผลิตองค์ประกอบด้านพิธีกรรม การผลิตองค์ประกอบด้านวัตถุหมายถึงวัตถุหรือวัสดุ (มวลสาร) ที่จะนำมาสร้างเป็นองค์พระหรือเนื้อพระ การสร้างจะมีกรรมวิธีหรือพิธีกรรมที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัตถุที่ถูกนำมาสร้างเป็นองค์พระ การสร้างพระสามารถแบ่งออกเป็น ๖ ชนิด ตามวัตถุที่นำมาใช้ในการจัดสร้าง ประกอบการสร้างพระเนื้อดิน การสร้างพระเนื้อชิน การสร้างพระเนื้อผง การสร้างพระเนื้อโลหะ การสร้างพระเนื้อว่าน และการสร้างพระจากวัสดุอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามวัตถุมงคลจตุคามรามเทพเท่าที่มีการจัดสร้างมาจนถึงปัจจุบันนั้น จัดสร้างขึ้นจากวัตถุ ๒ ชนิด คือเนื้อผงและเนื้อโลหะ โดยเฉพาะการจัดสร้างเนื้อผงนั้นจะมีกระบวนการขั้นตอนการสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ โดยทั่วไปที่ไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละรุ่นสิ่งที่แตกต่างกันคือการเลือกมวลสารและสูตรส่วนผสม ในการเลือกมวลสารมีหลักในการเลือกคือต้องเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นของขลัง เป็นวัตถุสิ่งของที่อยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพของชุมชนหรืออาจจะเป็นวัตถุมงคลที่ชำรุด ได้แก่พระเครื่อง ตะกรุด ผ้ายันต์ของเกจิอาจารย์หรือแร่ธาตหรือว่าน ที่ถือว่าเป็นสิริมงคลและคลาดเคล้วจากภัยอันตรายต่าง ๆ วัตถุมงคลจตุคามรามเทพในแต่ละรุ่นจะมีสูตรส่วนผสมและลำดับขั้นตอนในการผสมแตกต่างกันไป และถือว่าเป็นสูตรลั ต้องมาร่ำเรียนถึงจะถ่ายทอดให้ได้ แต่ส่วนผสมหลักมักจะประกอบด้วยปูนขาวหรือปูนเปลือกหอย ปูนพลาสเตอร์ (บางรุ่นจะใช้แทนปูนเปลือกหอย) กล้วยน้ำว้า และน้ำมันตังอิ๊ว ส่วนอัตราส่วนในการผสมแต่ละครั้งจะแตกต่างกันไป องค์ประกอบด้านพิธีกรรมหมายถึงขั้นตอนของพิธีกรรมต่าง ๆ ของการสร้างวัตถุมงคล/พระเครื่อง ปกติประกอบด้วยพิธีกรรมแบบพราหมณ์และสงฆ์ กล่าวกันว่าการประกอบพิธีกรรมในการสร้างพระนั้นตามหลักฐานมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย การสร้างพระเครื่องแต่ละครั้งนั้นก่อนจะนำวัสดุนั้น ๆ มาสร้างเป็นพระเครื่อง วัสดุเหล่านั้นจะต้องได้รับการปลุกเสก ลงอักขระ หรือลงยันต์ จากพระอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมวิเศษเสียก่อน เช่น การจะทำพระผง ก็จะต้องปลุกเสกผงนั้น ๆ เสียก่อน ส่วนพระเครื่องชนิดอื่น ๆ เช่น พระเนื้อดิน เนื้อว่าน ก็เหมือนกันในขณะทำการผสมดินหรือว่าน ก็ต้องทำโดยพระเกจิอาจารย์ต้องบริกรรมคาถาอาคม ปลุกเสกไปด้วย จึงจะนำไปสร้างเป็นพระเครื่องได้ อันจัดเป็นพิธีกรรมเบื้องต้นก่อนการสร้าง ส่วนพระเครื่องที่เป็นโลหะก็มีกรรมวิธีที่คล้ายกัน คือต้องนำวัสดุที่จะสร้างพระเครื่องไม่ว่าจะเป็นทองคำ ทองแดง สำริด เงิน หรือนวโลหะ ไปหลอมรีดเป็นแผ่นบาง ๆ ที่เรียกว่าแผ่นทอง แล้วนำแผ่นทองเหล่านั้นไปให้พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมวิเศษ และมีพลังจิตสูง ลงอักขระหรือยันต์เพื่อให้กลายเป็นวัตวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ต่อจากนั้นจึงเป็นพิธีสำคัญสุดท้ายคือพิธีพุทธาภิเษกหรือมหาพุทธาภิเษก โดยการอาราธนาพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมในด้านต่าง ๆ มาร่วมนังแผ่แมตตาจิตหรือพลังจิตหรือที่เรียกกันว่านังปรกปลุกเสก การจัดพิธีพุทธาภิเษกอาจจะกระทำกันเป็นเวลา ๑ วัน ๑ คืน หรือ ๓ วัน ๓ คืนก็ได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความขลังและเกิดความศักดิ์สิทธิ์ในพระเครื่อง สำหรับพิธีพุทธาภิเษกของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพนั้น จะมีการความเป็นเอกลักษณ์ของการจัดพิธีกรรม คือการปลุกเสกจะต้องทำพิธีให้ครบ ๓ ภูมิ และ ๒ สถานที่ การปลุกเสก ๓ ภูมินั้นหมายถึงการปลุกเสกภาคพื้นดิน ภาคพื้นน้ำ และภาคพื้นนภากาศ พิธีทั้ง ๓ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมอัญเชิญ ดวงวิญญาณขององค์ราชันย์ดำจตุคามรามเทพปฐมกษัตริย์แห่งศรีวิชัย เพื่อขออนุญาตใช้ดวงตราศักดิ์สิทธิ์ เป็นการสักการะทั้ง ๓ ภูมิ พิธีกรรมทั้ง ๓ นี้ เป็นไปตามแบบแผนของการปลุกเสกวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ที่จัดสร้างในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ คือ "พระผงสุริยัน-จันทรา" ซึ่งเริ่มต้นด้วยการปลุกเสกกลางมหาสมุทรในวันพฤหัสที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๐ เวลาเที่ยง ตามมาด้วยพิธีปลุกเสกกลางทุ่งนา และจบลงด้วยพิธีปลุกเสกบนภูเขาขุนพนม พิธีกรรมปลุกเสกภาคพื้นดินในทัศนะของผู้สร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ มีความหมายเท่ากับเป็นการโปรยทานหรือแจกทาน การปลุกเสกภาคพื้นน้ำ หมายถึงการโปรยทะเลหรือพลีทะเล ส่วนการปลุกเสกภาคอากาศ หมายถึงการโปรยหรือเทวดา วัตถุมงคลที่ปลุกเสก ๒ ภูมิ นี้เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก เพราะถือว่าเป็นวัตถุมงคลที่ถวายแก่องค์พ่อทั้ง ๓ ภูมิ ซึ่งเป็นการปลุกเสกตามศาสตร์พิธีโบราณที่เรียกว่าพรหมศาสตร์ พิธีกรรมปลุกเสกวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ทั้งภาคพื้นดิน ภาคพื้นน้ำ และภาคพื้นนภากาศ ได้กลายมาเป็นแบบแผนการประกอบพิธีกรรมปลุกเสกวัตถุมงคลสายจตคามรามเทพในรุ่นหลัง ๆ แต่ในบางรุ่นได้มีการเพิ่มเติมให้เป็นจุดสนใจมากยิ่งขึ้น นอกจากการปลุกใน ๓ ภูมิข้างต้นแล้ว ผู้สร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพจะต้องประกอบพิธีกรรมในสถานที่ที่สำคัญ ๒ แห่ง คือวัดพระมหาธาธาตุวรมหาวิหาร และศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งจะใช้พื้นที่ดังกล่าวประกอบพิธีกรรมในวาระแรกที่ปลุกเสกและวาระสุดท้าย เพราเชื่อกันว่าวัตถุมงคลจตุคามรามเทพจะศักดิ์สิทธิ์
การสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ มีกระบวนการขั้นตอนอยู่ ๒๐ ขั้นตอน ประกอบด้วย
- การกำหนดวัตถุประสงค์การสร้าง
- การขออนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ
- การตั้งชื่อรุ่น ขึ้นอยู่กับผู้จัดสร้าง
- การออกแบบพระ
- การหามวลสาร
- การกำหนดจำนวนสร้างแต่ละแบบ
- การเตรียมจำนวนส่วนผสมหลัก
- การสั่งทำแผ่นพับ
- การส่งใบจองให้กับแผงพระ
- การทำบล็อกแบบพระ
- การกำหนดสถานที่และเวลารับจองพระ
- การปลุกเสกมวลสาร
- การนำมวลสารที่ได้ปลุกเสกแล้วไปผสมกับส่วนผสมหลัก
- การปั้มพระ
- การพิธีกรรมปลุกเสก
- การทำกล่องพระ
- การปัดทองพระ
- กรณีเคลือบพระ
- การกำหนดราคาเช่าพระ
- การส่งมอบพระให้ผู้เช่าบูชาที่ได้จองวัตถุมงคลแล้ว
มีกระบวนการทั้งที่เป็นพิธีกรรมและไม่เป็นพิธีกรรม ทั้งนี้เพื่อให้วัตถุมงคลจตุคามรามเทพมีมูลค่าและความหมาย การผลิตวัตถุมงคลจตุคามรามเทพเริ่มมีการผลิตตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ในช่วงเวลาดังกล่าวอาจจะจัดแบ่งได้เป็น ๒ ยุค คือยุคเริ่มต้นการผลิตระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๐-๒๕๔๓ และยุคทอง (ยุคบูม) ของจตุคามรามเทพ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๔-๒๕๕๑ ทั้ง ๒ ยุค เกี่ยวข้องกับผู้คนมากมายหลายกลุ่ม เช่น ผู้ผลิต/สร้าง ผู้ออกแบบ ผู้ประกอบธุรกิจแผงพระ ผู้ผลิตป้ายประชาสัมพันธ์ และผู้เช่าบูชา ผู้คนหลากหลายกลุ่มนี้ บางกลุ่มมีส่วนสำคัญต่อการสร้างความเชื่อว่าวัตถุมงคลจตุคามรามเทพมีความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะเห็นได้ในยุคทองมีผู้จัดสร้าง/ผู้ผลิตวัตถุมงคลจตุคามรามเทพเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งที่เป็นหน่วยงาน เช่น โรงเรียน วัด มูลนิธิ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชนรวม ทั้งไม่ได้เป็นลักษณะหน่วยงาน เช่น กลุ่มคนเจ้าของกิจการร้านค้า ร้านทอง ร้านขายผ้า การรวมกลุ่มเพื่อน ๆ ร่วมทุนกันหรือมีนายทุน แม้กระทั่งกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจแผงพระก็ยังรวมกลุ่มกัน เพื่อจัดจัดสร้างวัตถุมงคล ผู้เช่าบูชาเองในบางบุคคลก็ปรับเปลี่ยนสถานะเป็นผู้จัดสร้างไปด้วย และมีบุคคลที่อยู่ในจังหวัดอื่น ๆ เช่น กระบี่ พังงา ตรัง สงขลา ประจบศีรีขันธ์ และอยุธยา เป็นต้น กล่าวโดยรวมแล้วการผลิตจตุคามรามเทพตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๐-๒๕๕๑ มีไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ราย และผลิตจตุคามรามเทพไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ รุ่น โดยการผลิตจตุคามรามเทพนั้นไม่ได้ผูกขาดโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตามผู้ผลิตจตุคามรามเทพที่รู้จักกันดีในนครศรีธรรมราช ที่มีปรากฎตามสื่อต่าง ๆ ประกอบด้วย
| ๑. ขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช เป็นผู้เริ่มต้นการสร้างจตุคามรามเทพ ผลิตจตุคามรามเทพ ๓ รุ่น คือพระผงสุริยันจันทรา, บูรณะเจดีย์ราย และบูรณะหลักเมือง โดยรุ่นพระผงสุริยันจันทราเป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับขุนพันธรักษ์ราชเดชมากที่สุด ค่าเช่าสูงสุดของรุ่นนี้คิดเป็นเงิน ๓.๘ ล้านบาท |
| ๒. พล.ต.ท. สรรเพชญ ธรรมาธิกุล เป็นผู้ริเริ่มการผลิตจตุคามรามเทพเช่นเดียวกับขุนพันธรักษ์ราชเดช ผลิตจตคามรามเทพ ๑ รุ่น คือพระผงสุริยัน-จันทรา ซึ่งเป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้มากที่สุด ค่าเช่าสูงสุดของรุ่นนี้ คิดเป็นเงิน ๓.๘ ล้านบาท |
| ๓. นายอะผ่อง สกุลอมร เป็นร่างทรงจตุคามรามเทพในการสร้างเสาหลักเมืองนครศรีธรรมราช ผลิตจตุคามรามเทพ ๑ รุ่น คือเขาคา ซึ่งเป็นรุ่นที่ทำให้นายอะผ่อง สกุลอมร เป็นที่รู้จักในนามของผู้ผลิต ค่าเช่าสูงสุดของรุ่นนี้-คิดเป็นเงิน ๑ หมื่นบาท |
| ๔. โกจ๋อง เป็นเจ้าของกิจการห้างราชธานี ผลิตจตุคามรามเทพ ๑ รุ่น คือโคตรเศรษฐี ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับความศรัทธาและนิยมสูงสุดในบรรดารุ่นที่มีการผลิตในยุคทอง และค่าเช่าสูงสุดของรุ่นนี้ คิดเป็นเงิน ๗ หมื่นบาท |
| ๕. นายณสรรค พันธรักษ์ราชเดช เป็นลูกชายคนโตของขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นบุคคลที่มีความสามารถในด้านพิธีกรรม มวลสาร ศิลปะการออกแบบ ตลอดจนการตลาด ได้สร้างวัตถุมงคลองค์จตุคามรามเพออกมาหลาย ๆ รุ่น ซึ่งเป็นที่นิยมในวงการผู้สะสมจตุคามรามเทพ ค่าเช่าสูงสุดของรุ่นนี้ คิดเป็นเงิน ๕ หมื่นบาท |
| ๖. นายฉันทิพย์ พันธรักษ์ราชเดช หรือคุณเล็กของขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นที่ยอมรับในวงการจตุคามรามเทพ เนื่องจากได้จัดสร้างรุ่นบูรณะเจดีย์ราย ๔๕ ที่โด่งดัง และรุ่นบูรณะหลักเมือง ค่าเช่าสูงสุดของรุ่นนี้คิดเป็นเงิน ๑ แสนบาท |
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรจะต้องตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผู้ผลิตวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ประการแรกผู้ผลิตวัตถุมงคลจตุคามรามเทพส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ประกอบธุรกิจอื่นมาก่อน และไม่ได้ทำธุรกิจด้านนี้โดยตรง แต่เมื่อเกิดกระแสความนิยมวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ จึงหันมาสนใจและลงทุงทุนประกอบการ ประการที่สองผู้ผลิตวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ส่วนใหญ่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตวัตถุมงคลมาก่อน ยกเว้น นายอำนาจ แสงเงิน (นามแฝง) ที่มีประสบการณ์ทำวัตถุมงคล เช่น ทำเหรียญเกจิอาจารย์พลวงพ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน ทำเครื่องปั้มเนื้อพระนวโลหะ และทำจตุคามรุ่นพระผงสุริยัน-จันทรา และรุ่นบูรณะเจดีย์ เป็นต้น สรุปได้ประเด็นหนึ่งว่าการผลิตวัตถุมงคลจึงเป็นธุรกิจแบบช่วงครั้งชั่วคราวมากกว่าจะเป็นธุรกิจที่ลงหลักปักฐานที่มั่นคง ผู้เกี่ยวข้องกับการผลิตวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ เช่น ผู้ทำพิธีกรรมปลุกเสกวัตถุมงคล ทั้งพิธีสงฆ์ และพิธีพราหมณ์ ได้มีส่วนสำคัญที่ทำให้วัตถุมงคลเป็นวัตถุที่มีความศักดิ์สิทธิ์ความขลัง เพราะพิธีกรรมปลุกเสกของพระสงฆ์ในพิธีพุทธาภิเษกและพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีเทวาภิเษก ล้วนเป็นความเชื่อดั้งเดิมของสังคม โดยเฉพาะความเชื่อในผีสางเทวดา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ ซึ่งสามารถดลบันดาลให้ทั้งคุณและโทษได้ ความเชื่อพื้นฐานเหล่านี้ทำให้การปลุกเสกวัตถุมงคลเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง หากขาดพิธีกรรมไปวัตถุมงคลนั้นก็ยังไม่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์จริง ความเชื่อของสังคมเหล่านี้ประกอบกับต้นแบบของพิธีกรรม ในการปลูกเสกวัตถุมงคลจตุคามรามรุ่นแรก ที่กลายเป็นต้นแบบหรือแนวปฏิบัติของการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ความขลัง ยิ่งทำให้ผู้จัดสร้างวัตถุมงคลต้องจัดพิธีกรรมปลุกเสกทุกครั้งที่มีการจัดสร้างวัตถุมงคล ทำให้ผู้ประกอบพิธีกรรมทั้งพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ มีคิวรับงานปลุกเสกมากจนไม่มีวันว่าง ซึ่งดูได้จากปฏิทินการจองสถานที่ปลุกเสกที่วัดพระมหาธาตุ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ พิธีปลุกเสกมีลักษณะเป็นแบบรายวัน ได้ทำให้ผู้ประกอบพิธีกรรมปลุกเสกมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมาก คือในอดีตการประกอบพิธีกรรมทางพราหมณ์นั้นจะเป็นลักษณะของการตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ การทำนายดวงชะตาชีวิต การเป็นร่างทรง การยกเสาเอก และการปลุกเสกวัตถุมงคล ในการรับทำพิธีมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าเครื่องเช่นสังเวยและอุปกรณ์ในพิธี ค่าจ้างพราหมณ์ทำพิธี ซึ่งจะได้รับไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงการปลุกเสกวัตถุมงคลจตคามรามเทพ ค่าพิธีกรรมการประกอบพิธีเทวาภิเษกประมาณ ๕,๐๐๐ บาท ส่วนเครื่องเช่นสังเวยและอุปกรณ์ในพิธีผู้จัดสร้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ประกอบพิธีกรรมปลุกเสกทั้งพระสงฆ์ และพราหมณ์คือผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการประกอบพิธีกรรมมาก่อน แต่ภายหลังได้เข้าร่วมพิธีปลุกเสกเหริยณรุ่นแรก คือพระผงสุริยัน-จันทรา ทำให้การปลุกเสกในรุ่นอื่นจะต้องมีพระเกจิอาจารย์ และพราหมณ์ที่เคยผ่านการปลุกเสกวัตถุมงคลจตุคามรามเทพอยู่ในพิธีด้วยทุกครั้ง เช่น พ่อท่านนวล พ่อท่านนำ พ่อท่านคลิ้ง พ่อท่านเกษม พ่อท่านเอื้อม พ่อท่านท้วม หลวงนูน หลวงหนุ่ย และพราหมณ์แจ้ง พรหมชาติ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกจิอาจารย์ที่จำวัดอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ยกเว้น พ่อท่านท้วม หลวงนูน และหลวงหนุ่ย ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์มาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดชุมพร และจังหวัดสงขลาตามลำดับ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการสร้างรูปสัญญะให้จตุคามรามเทพกลายมาเป็นสินค้าและมีมูลค่าเชิงสัญญะในที่สุด
กระบวนการสร้างความหมายและมูลค่าของจตุคามรามเทพ
ความหมายและมูลค่าที่เกิดขึ้นในวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ หากจะพิจารณาทางด้านกายภาพจะเห็นได้ว่าจตุคามรามเทพ เดิมประกอบด้วยรูปสัญญะ ๒ รูป คือ "จตุคาม" กับ "รามเทพ" จตุคามมีความหมายสัญญะว่า "อาณาเขตทั้งสี่ทิศ" โดยความหมายสัญญะดังกล่าวอิงอยู่กับการให้ความหมายจากการแปลความของคำ คือ "จตุ" แปลว่า "สี่" "คาม" หรือ "คาม-มะ" แปลว่า "เขตคาม" รวมความแล้วจึงหมายถึงอาณาเขตสี่ทิศ รูปสัญญะ "เท้าจตุคาม" หรือ "ท้าวขัตตุคาม" หรือ "องค์จตุคาม" น่าจะมีความหมายสัญญะว่าตำแหน่งของผู้เป็นใหญ่ทั้งสี่ทิศ หรือหมายถึงท้าวจตุมหาราชผู้ปกป้องคุ้มครองดูเมืองทั้งสี่ทิศ และในบริบทนครศรีธรรมราช องค์จตุคามหมายถึง พระเสื้อเมืองหรือผู้ดูแลเมือง ส่วนรูปสัญญะ "รามเทพ" มีความหมายสัญญะว่า "พระทรงเมือง" "ครองเมือง" หรือ "นั่งเมือง"หรือผู้ปกครองบ้านเมือง ก็คือเจ้าเมืองหรือพระมหากษัตริย์นั่นเอง ดังนั้นรามเทพควรที่จะเป็นตำแหน่งเช่นท้าวจตุคาม ที่คนโบราณได้สถาปนาไว้ เช่น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ (รัชกาลที่ ๔) ทรงสถาปนาพระสยามเทวาธิราช ไว้เป็นเทวดารักษาเมืองเป็นที่สถิตย์แห่งดวงพระวิญญาณบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าที่ยังคงปกป้องบ้านเมืองอยู่ ตามทัศนะของนักวิชาการท้องถิ่น รูปสัญญะและความหมายสัญญะของจตุคามรามเทพ ดำรงอยู่ในพื้นที่เมืองนครศรีธรรมราชมาแต่โบราณ เพราะจตุคามรามเทพเป็นเทวดาผู้รักษาพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช โดยถือกันมาแต่ก่อนว่าเป็นเทพยดาประจำเมืองบ้าง พระหลักเมืองบ้าง หรือเทพอื่นตามแต่จะเรียกกัน องค์จตุคามรามเทพเป็นเทวดารักษาพระบรมธาตุอยู่ตรงทางขึ้นสู่ลานประทักษิณ (วิหารพระม้า) มี ๒ องค์ ตั้งชื่อว่าเท้าขัตตุคามอยู่ด้านตะวันตก และเท้ารามเทพอยู่ด้านตะวันออก ซึ่งเป็นที่นับถือกันช้านานว่าเป็นเทพรักษาพระบรมธาตุ ที่เป็นศูนย์กลางจักรวาลตามภาพของมหานิพพานครที่เขียนแต่สมัยอยุธยา ช่วงก่อนการสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพนั้นรูปสัปสัญญะของจตุคามรามเทพ ดำรงอยู่ในนครศรีธรรมราชในสองสถานะ คือรูปสัญญะที่เป็นภาษาทั้งที่เป็นภาษาพูดและเขียน คือเท้าขัตตุคามรามเทพหรือท้าวจตุคามรามเทพ และดำรงอยู่ในฐานะรูปปั้นในวิหารพระม้ามหาภิเนษกรม ทางขึ้นสู่ลานประทักษิณวัดพระมหาธาตุ ซึ่งดำรงอยู่แยกกันเป็นท้าวจตุคามและท้าวรามเทพ อย่างไรก็ตามเมื่อมีการสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ รูปสัญญะของท้าวจตุคามและท้าวรามเทพ ที่เคยแยกกันอยู่ถูกนำมาหลอมรวมเป็นรูปสัญญะเดียวกันคือจตุคามรามเทพ ไม่ว่ารูปสัญญะนั้นจะปรากฎในรูปของภาษาเขียน ภาษาพูดหรือรูปภาพ และเพื่อให้จตุคามรามเทพเป็นวัตถุมงคลที่มีความขลังศักดิ์สิทธิ์ และมีความเป็นนครศรีธรรมราช ผู้ผลิตวัตถุมงคลรุ่นต่าง ๆ จึงได้ทำการผนวกรูปสัญญะอื่น ๆ เข้าไว้ในวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ กระนั้นก็ตามจากการศึกษาการผลิตวัตถุมงคลรุ่นต่าง ๆ ที่ผลิตและสร้างในนครศรีธรรมราช รูปสัญญะที่มักจะถูกนำมาผนวกรวมไว้ในวัตถุมงคลจตุคามรามรามเทพ มีดังนี้
๑. รูปสัญญะ ๑๒ นักษัตร ซึ่งแต่ละนักษัตรมีรูปสัญญะของสัตว์เป็นตัวแทน
๒. รูปสัญญะพญาราหูอมจันทร์แปดทิศ
๓. รูปสัญญะธรรมจักร ซึ่งมีรูปสัญญะเป็นภาพ
๔. รูปสัญญะพญานาคราชหรือพญานาค
๕. รูปสัญญะยันต์และคาถา
๖. รูปสัญญะมวลสาร มวลสาร
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าวัตถุมงคลจตุคามรามเทพชิ้นเดียว คือแหล่งรวมสัญญะอย่างน้อย ๗ รูปสัญญะหลัก รูปสัญญะตังกล่าวคือรหัสหรือการใส่รหัส ดังนั้นในการที่จะทำความเข้าใจเรื่องความหมายของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะถอดรหัสหรือต้องหาความหมายสัญญะหรือตัวหมายถึงที่รูปสัญญะใส่รหัสไว้ในแต่ละรูปสัญญะการหาความหมายสัญญะ หรือการถอดรหัสรูปสัญญะในส่วนนี้จะอาศัยและให้ความสำคัญกัญกัญกับความหมายสัญญะ ที่ให้ไว้โดยนักวิชาการหรือผู้ที่สนใจศึกษาความหมายสัญญะของรูปสัญญะแต่ละประเภท ซึ่งรูปสัญญะและความหมายสัญญะของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ มีเฉพาะความหมายของรูปสัญญะย่อยโดยปราศจากความหมายรวม อย่างไรก็ตามหากประมวลโดยอาศัยความหมายสัญญะย่อย ความหมายรวมขววมของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพน่าจะหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่เป็นมงคล สิ่งที่ทำให้แคล้วคลาด สิ่งที่ทำให้สมบูรณ์พูนสุขของเมืองนครศรีธรรมราช หรือของอาณาจักรตามพรลิงค์หรืออาณาจักรแห่งทะเลใต้ หรืออาจจะหมายถึงบูรพกษัตริยาของอาณาจักร์แห่งทะเลใต้ ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีอำนาจกว้างไกล ผู้สร้างความสมบูรณ์พูนสุขให้กับนครศรีธรรมราชหรือของอาณาจักรตามพรลิงค์ อย่างไรก็ตามรูปสัญญะวัตถุมงคลมิได้ถูกเข้าใจในความหมายเดียวกันโดยผู้คนที่เกี่ยวข้องกับวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ เช่น ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ทำโฆษณาและเจ้าของแผงพระ ยิ่งกว่านั้นก็คือวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ไม่ได้มีความหมายเพียงปฐมกษัตริย์อาณาจักรทะเลใต้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดารักษาเมือง หรือวัตถุมงคลประจำเมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้น หากแต่ได้ขยายความหมายออกไปเป็นสิ่งที่สวยงาม สิ่งสร้างรายได้และการสร้างอาชีพ สินค้า เครื่องประดับ ฐานะทางสังคม และสินค้าที่มีมูลค่า และการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพปรากฎอย่างชัดเจน คือเปลี่ยนจากการเป็นของแจก ของชำร่วย จากพระที่มีราคาเช่าต่อชิ้นเพียง ๔๙ บาท ไปเป็นสินค้าที่มีราคาค่าเช่าถึง ๓.๘ ล้านบาท ซึ่งสะท้อนการกลายเป็นสินค้าและเป็นสินค้าพิเศษของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือสิ่งที่เป็นของแจก สิ่งที่มีราคาเพียง ๔๙ บาท กลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่า ๓.๘ ล้านบาทได้อย่างไร คำตอบของประเด็นดังกล่าวคงไม่ใช่เรื่องกลไกการตลาด ตามคำอธิบายที่พบเห็นได้ทั่วไป เพราะวัตถุมงคลจตุคามรามเทพนั้น มีกระบวนการสร้างและปัจจัยที่เกื้อหนุนการเปลี่ยนแปลงความหมาย และมูลค่าจากการเป็นวัตถุมงคลและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สู่การเป็นสินค้าเชิงสัญญะ ที่มีมูลค่าสูงและสูงยิ่งยิ่งในบางรุ่นนับตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นต้นมา การเพิ่มมูลค่าและความหมายดังกล่าวด้านหนึ่งเป็นเพราะกระบวนการการสร้างหรือการผลิตของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ โดยเฉพาะในช่วงขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้
| ๑. การตั้งชื่อรุ่น ชื่อรุ่นจะเป็นตัวสร้างยี่ห้อหรือแบรนด์เนมให้กับวัตถุมงคล การสร้างแบรนด์เนมดังกล่าวจะต้องมีนัยที่บ่งบอกถึงคุณค่า ๒ ประการ คือความศักดิ์สิทธิ์โดยจะพิจารณาได้จากการใช้รูปสัญญะของจตุคามรามเทพ พระบรมธาตุวรมหาวิหาร ศาลหลักเมือง ประการที่สอง ความยิ่งใหญ่พิจารณาจากการใช้รูปสัญญะ ๑๒ นักษัตร คุณค่าดังกล่าวเกิดขึ้นกับทุกรุ่นของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ แต่ในรุ่นหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นต้นมา มูลค่าถูกเพิ่มในมิติของความร่ำรวย เช่น รุ่นโคตรเศรษฐี เงินทองไหลมา โดยชื่อรุ่นเหล่านี้คือรูปสัญญะที่สื่อสารกับผู้บริโภค ซึ่งหากผู้บริโภคได้วัตถุมงคลเหล่านี้มาไว้ในการครอบครอง จะทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่งคั่ง (โคตรเศรษฐี) เงินทองไหลเข้ากระเป้าไม่ขาดสาย (เงินทองไหลมา) เป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินนานาประการ (พระผงอุดมทรัพย์) มีความร่ำรวยและอยู่สุขสบาย (มังมีศรีสุข) และมีความมั่งคั่งร่ำรวยด้วยทรัพย์สินและยศฐาบรรดาศักดิ์ เป็นต้น |
| ๒. การหามวลสาร การหามวลสารเป็นวิธีการหนึ่งที่จะเพิ่มความหมายให้กับวัตถุมงคลในช่วงของการผลิต โดยจะต้องเลือกหามวลสารที่ถูกให้ความหมาย หรือเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์หรือขลัง เป็นสิริมงคล มีเมตตตามหานิยมคงกะพัน และแคล้วคลาด เช่น เหล็กไหลเชื่อว่าคงกะพัน มาสร้างเป็นวัตถุมงคลแต่ละรุ่น และยังเชื่อว่าวัตถุมงคลรุ่นนั้นจะมีพุทธคุณตามมวลสารที่ผลิต หลักคือนี้เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มคุณค่าและความหมายให้กับวัตถุมงคล การผลิตวัตถุมงคลจตุคามรามเทพในรุ่นที่ได้รับความนิยม จะเห็นได้ว่ามีความพิถีพิถันในการคัดเลือกมวลสาร และแหล่งที่มาของมวลสารจากสถานที่ที่ผู้เช่าไปบูชาเชื่อว่าคือแหล่งศักดิ์สิทธิ์ |
| ๓. การออกแบบพระ การออกแบบพระเป็นขั้นตอนสำคัญในการกำหนดความหมาย และมูลค่าให้กับวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ เพราะการออกแบบพระ คือการกำหนดรูปสัญญะให้กับวัตถุมงคล การออกแบบได้ขลังศักดิ์สิทธิ์และสวย |
| ๔. การประชาสัมพันธ์ การประชาสัมพันธ์โดยการสั่งทำแผ่นพับ ป้ายโฆษณาไวนิล เป็นกระบวนการหนึ่งของการสร้างมูลค่าให้กับวัตถุมงคลให้มีสภาพเป็นสินค้า เพราะความหมายของวัตถุจะถูกถ่ายทอดผ่านกระบวนการโฆษณาและการตลาด |
| ๕. การปลุกเสกมวลสาร (พิธีกรรม/ผู้ปลุกเสก) เป็นการสร้างความหมายของการสร้างความขลังความศักดิ์สิทธิ์ให้เกิดขึ้นกับวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ โดยวิธีการให้พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมีพุทธคุณมาร่วมปลุกเสกวัตถุมงคล ก็จะยิ่งทำให้วัตถุมงคลมีความศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้นขึ้น |
| ๖. การพิมพ์พระ การพิมพ์พระเป็นการสร้างความหมายของความศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคือวัตถุมงคลองค์ใดที่ได้รับการกดพิมพ์ปั้มพระในพิธีกรรมการปลุกเสก จะทำให้วัตถุมงคลองค์นั้นมีมูลค่า (ราคา) เพิ่มขึ้นขึ้น |
| ๗. การทำกล่องพระ การทำกล่่องพระทำให้วัตถุมงคลนั้นถูกมองว่าเป็นของแท้ ทำให้วัตถุมงคลรุ่นนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น |
| ๘. การปัดทองพระและเคลือบพระ การปัดทองพระและเคลือบพระจะทำให้วัตถุมงคลมีคุณค่าในมิติทางด้านราคาเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง เพราะได้สร้างความสวยงามให้กับองค์จตุคามรามเทพผู้เช่าบูชาได้บริโภค หรือเสพความหมายในมิติทางด้านคุณค่าและมูลค่า |
จากที่กล่าวมาข้าวต้นจะเห็นได้ว่าความหมายและมูลค่าของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ถูกสร้างและเพิ่มความหมายในทุกขั้นตอน คือทั้งก่อนการผลิต การผลิตและหลังการผลิต และแม้แต่วัตถุมงคลจลจตุคามรามเทพรุ่นแรกที่มิได้มีเป้าหมายด้านการตลาดก็ได้ วางรหัสหรือรูปสัญญะไว้ในทุกขั้นตอนการผลิต แต่การใส่รหัสและรูปสัญญะเชิงความหมาย และมูลค่านั้นก็มิอาจจะทำให้วัตถุมงคลกลายเป็นสิ่งที่มูลค่าหรือสินค้าที่มีมูลค่าได้ หากไม่มีเงื่อนไขและปัจจัยอื่นรองรับเงื่อนไขและปัจจัยสำคัญที่เกื้อหนุนให้วัตถุมงคลจตุคามรามเทพยิ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้น คือปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจแบบวัตถุนิยมเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญและกระตุ้นการบริโภคเชิงสัญญะ ซึ่งเอื้อต่อความเฟื่องฟูและแพร่หลายของการบริโภควัตถุนิยมจตุคามรามเทพ เงื่อนไขประการถัดมาก็คือการคงอยู่ของความเชื่อหรือวัฒนธรรมดั้งเดิมของนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัตถุมงคล ฤกษ์ และยาม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เอื้อให้กับการเฟื่องฟูของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกปลุกเร้าด้วยปัจจัยที่สาม คือปัจจัยด้านสื่อหรือการประชาสัมพันธ์ที่โหมกระหน่ำเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ และฤทธานุภาพของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ จนทำให้สื่อมวลชนมีบทบาทใหม่ในการทำการตลาด คือการตลาดแคล้วคลาดและยังเป็นสื่อที่เสริมมูลค่าแห่งความศักดิ์สิทธิ์ให้กับวัตถุมงคลจตุคามรามเทพอีกด้วยทางหนึ่งรวมถึงการกระตุ้น หรือชักชวนโน้มนำจิตใจของผู้คนให้เกิดความสนใจ และความต้องการใฝ่หาที่จะมีวัตถุมงคลประเภทต่าง ๆ มาไว้ครอบครอง สื่อมวลชนจึงเป็นผู้มีบทบาทในการเสริมสร้างมูลค่าให้กับวัตถุมงคลสูงขึ้นไปด้วย
ความนิยมจตุคามรามเทพในสังคมไทย
ปรากฏการณ์ความนิยมจตุคามรามเทพ มีจุดเริ่มต้นมาจากการเสียชีวิตของขุนพันธรักษ์ราชโดยขุนพันธรักษ์ฯ นั้นเป็นผู้ริเริ่มในการสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพและเป็นเจ้าพิธีปลุกเสกตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ร่วมกับ พล.ต.ท. สรรเพชญ ธรรมาธิกุล อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจแต่จตุคามรามเทพยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร จนกระทั่งขุนพันธรักษ์ราชเดชเสียชีวิตกระแสความนิยมจตุคามรามจึงได้รับความนิยมมากยิงขึ้นเป็นลำดับ เพราะในพิธีสวดอภิธรรรมศพเมื่อได้ดำเนินการสร้างศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช จึงสร้างวัตถุมงคลรูปกลมรูปทรงเหมือนงบน้ำอ้อยหรือน้ำตาลน้ำอ้อย มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๕.๕ ซ.ม. และขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๔.๕ ซ.ม. เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เรียกกันว่า “รุ่นศาลหลักเมือง”

ภาพจาก : https://link.psu.th/tePRqk
ลักษณะเหรียญจตุคามรามเทพรุ่นศาลหลักเมือง จะมีรูปองค์จตุคามรามเทพอยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยรูปวงกลมวัฎจักรตามแบบคติศิลปะศาสตร์ศรีวิชัย รูปพญาราหูอมจันทร์รายล้อมทั้ง ๘ ทิศ กงจักรล้อมรอบ ๑๒ นักษัตร มีหัวใจพระคาถากำกับธาตุตามคติธรรมชาวศรีวิชัย ซึ่งเป็นต้นแบบของจตุคามรามเทพ ที่สร้างสืบเนื่องกันมา รูปลักษณ์ของจตุคามรามเทพ ที่นำมาจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่น ๆ ดัง ๆ นั้นโดยเชื่อกันว่านำมาจากภาพ “จตุคามรามเทพ” ที่ทางขึ้นสู่ลานประทักษิณรอบองค์พระบรมธาตุวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่เรียกว่าวิหารทรงม้าหรือวิหารพระมหาภิเนษกรมณ์
กำเนิดและปริศนาชื่อ "จตุคามฯ-ขัตตุคามฯ". (ม.ป.ป.). สืบค้น 26 มีนาคม 69, จาก https://link.psu.th/tePRqk
ณัชธัญนพ สุขใส. (2554). จตุคามรามเทพ : กระบวนการสร้างความหมายและมูลค่า. กลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Veridian E-Journal SU
ปีที่ 4 (1), 605-622.
พัชร รุจิรานันท์ และสมบัติ สมศรีพลอย. (2565). เรื่องเล่าองค์จตุคามรามเทพตามแนวคิด "โลกสามมิติ". วารสาร มจร พุทธศาสตร์ปริทรรศน์.
ปีที่ 6 (3), กันยายน-ธันวาคม, 1-20.