อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
 
Back    30/12/2020, 15:00    11,613  

หมวดหมู่

จังหวัด


ประวัติความเป็นมา

        อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จากหนังสือพงศาวดารฉบับพระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา) พิมพ์ปี ๒๔๖๙ ได้บันทึกไว้ว่า “ในปี พ.ศ. ๒๓๘๑  ตนกูหมัดสะวะ หลานเจ้าพระยาไทรบุรี ซึ่งหนีไปอยู่ที่เกาะหมากแต่ครั้งก่อนซ่องสุมสมัครพรรคพวกได้แล้วยกเข้ามาตีชิงเอาเมืองไทรบุรีได้ พระยาอภัยธิเบศร์ พระยาไทรบุรี บุตรเจ้าพระยานครทานกำลังของตนกูหมัดสะวะไม่ได้ ก็ยกครอบครัวลาถอยเข้ามาตั้งอยู่ที่ตําบลท่าหาดใหญ่ แขวงเมืองสงขลา” บันทึกดังกล่าวใช้คําว่า "ตําบลท่าหาดใหญ่" ส่วนพงศาวดารของพระยาวิเชียรศรีสมุทร (บุญสังข์) ซึ่งเขียนเมื่อปีเถาะจุลศักราช ๑๒๐๗ (พ.ศ. ๒๓๘๘) ใช้คําว่า “ทุ่งหาดใหญ่" และ “หาดใหญ่" จากหนังสือการตั้งหลักแหล่งในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ (พ.ศ. ๒๓๘๑-พ.ศ. ๒๕๒๐) ของเถกิงศักดิ์ พัฒโน ได้วิเคราะห์ไว้ว่าข้อแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ มิใช่ประเด็นสําคัญ บริเวณนั้นอาจจะมีทั้งทําและทุ่งต่อเนื่องกัน ข้อควรศึกษาก็คือ

๑. ปรากฏชื่อ “หาดใหญ่” ขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๑
๒. มีการสู้รบในเส้นทางจากพะตงการำถึงบ้านน้ำกระจาย ตามที่บันทึกไว้ในพงศาวดารและคําบอกเล่าสืบต่อกันมาของคนในพื้นที่ ซึ่งน่าจะเป็นเหตุการณ์ตามเส้นทางโบราณก่อนที่จะมีถนนไทรบุรี (ถนนกาญจนวนิชในปัจจุบัน) ซึ่งต้องผ่านพื้นที่หาดใหญ่คือ
- ขบถเมืองไทรยกเข้ามาตีตําบลที่พะตงการำแตก
- พระยาตานี พระยายิริง พระยาลาย ล่าทัพเข้ามาตั้งมั่นอยู่ที่ตําบลบ้านน้ำกระจาย
- กองทัพเมืองไทรบุรีรุกตามเข้ามาทันกองทัพพระยาลายที่ทุ่งนาหน้าบ้านน้ำกระจายเกิดการรบพุ่งกัน ถึงขั้นตะลุมบอน .... เมืองไทรบุรีล่าถอยไป

         จากคําบอกเล่าสืบต่อมาของทายาทหลวงบริรักษ์ภูเบศรและคนเก่าแก่ดั้งเดิมว่า ได้มีการสู้รบถึงขั้นตะลุมบอนที่บริเวณท่าหาดใหญ่ ท่าเคียน กินพื้นที่ไปถึงท่าพันตัน จึงเกิดพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ขึ้นอย่างน้อย ๓ พื้นที่ คือ

- โคกปาบ หมายถึงบริเวณที่ปราบข้าศึกสําเร็จ ปัจจุบัน (๒๕๕๐) สภาพยังคงเป็นยางพาราพื้นบ้านคละด้วยไม้ยืนต้นอยู่ตรงข้ามกันโคกยอมทางทิศใต้ โดยมีคลองหวะกันโอบไปทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตกโคกปาบห่างจากคลองอู่ตะเภา ประมาณ ๑๐๐ เมตร
- ปลักโต๊ะหมาน คือบริเวณบึงน้ำที่หัวหน้าฝ่ายข้าศึกถึงแก่ชีวิตในการสู้รบ ปัจจุบันคือบริเวณการประปาหาดใหญ่
- โคกยอม คือบริเวณที่ข้าศึกยอมแพ้ ปัจจุบันคือบริเวณหมู่บ้านนพเก้า บริเวณสู้รบนี้น่าจะต่อเนื่องมาจากแนวเส้นทางบกจากเมืองไทรบุรีถึงเมืองสงขลา โดยข้าศึกที่เดินทางมาตามเส้นทางนี้ ต้องผ่านจุดนี้ก่อนบุกไปถึงทุ่งน้ำกระจายจุดที่พงศาวดารบันทึกว่าฝ่ายข้าศึกเสียที่ล่าถอยไป

        คนรุ่นเก่าเล่าว่าสภาพในอดีตของบริเวณระหว่างแนวถนนไทรบุรีและโคกยอม โคกปาบ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่โคก ที่ดอนและป่าละเมาะเป็นบางตอน ส่วนใหญ่จะเป็นทุ่งนา มีลําคลองไหลผ่านทุ่งนา มาบรรจบกับคลองหวะก่อนผ่านโคกปาบ โคกยอมและลงคลองอู่ตะเภา คือพื้นที่ระหว่างบ้านคลองหวะกับคลองอู่ตะเภาและบ้านคลองหวะกับบ้านพรุในช่วงใกล้ถนนกาญจนวนิช (ไทรบุรี) ปัจจุบัน เมื่อปลาย ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖) พระยาวิเชียรคีรี (ชม) ผู้ว่าราชการเมืองเห็นว่ากรมการเมืองในสงขลามีมากไม่มีประโยชน์อันใด จึงจัดยกเลิกนายอําเภอและนายแขวงเสีย ตั้งเป็นตําบลบ้าน คือบ้านหนึ่ง มีนายบ้านผู้หนึ่งกํากับ ดังนั้นอําเภอหนึ่งจึงแยกมีนายบ้านหลายสิบตําบล นายบ้านทั้งปวงในอําเภอหนึ่งให้รวมขึ้นกับกรมการเมืองผู้หนึ่ง บริเวณอําเภอหาดใหญ่ปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงท้องที่อําเภอหาดใหญ่ อําเภอนาหม่อม อําเภอบางกล่ำ อําเภอคลองหอยโข่งในขณะนั้น อยู่ในความดูแลปกครองของกรมหลวงรักษาพลสยาม ประกอบด้วยบ้านต่าง ๆ ๑๑๓ บ้าน เรือน ๒,๘๐๕2 ครัวเรือน มีวัด ๑๔ วัด


หลวงปู่เปรียว จันทะวงศ์ ผู้หักร้างถางพง บริเวณหัวถนนประธานอุทิศ จตถนนรัถการ และถือครองบริเวณนั้น (สมัยยังไม่มีถนน) เป็นหลังแรก ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๗ หรือก่อนจากนั้นท่านมีความรู้ทางไสยศาสตร์และเชี่ยวชาญทางด้านหมอผี จึงกล้ามาลงหลักปักฐานบริเวณนี้หลวงปู่เปรียวฯ เรียกที่สิงสถิตของทวดทองว่า “กุฏิ” เพื่อเน้นถึงการยอมรับในคุณสมบัติ ผู้มีศีลธรรม คุณธรรม ของทวดทองเมื่อครั้งมี ชีวิตและความอ่อนน้อมถ่อมตนยกย่องในบารมีของทวดทอง
ภาพจาก : ย้อนอดีตนครหาดใหญ่ (ชุด 2) ยุคก่อนปรากฎชื่อหาดใหญ่ในประวัติศาสตร์ ทวดทองรากเหง้าของชาวบ้านพื้นถิ่้น, ๒๕๕๒ : ๕๔

ร่องรอยป่าช้าทวดทองและศาลทวดทองในบริเวณโรงพยาบาล หาดใหญ่สภาพเดิมก่อนปรับปรุงเป็นอนุสรณ์สถานทวดทอง บ่งบอกถึงรากเหง้า เก่าแก่ของคนพื้นถิ่น ทวดทองมีลูกหลานกระจายทั่วนครหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ชั่วชั้นคน ต่อมา ได้ทำพิธีล้างป่าช้าเพื่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ สมัยนายกี่ จิระนคร เป็นนายกเทศมนตรี 
(ภาพจากย้อนอดีตนครหาดใหญ่ (ชุด ๑) หาดใหญ่ไม่ไร้ราก รัฐ-ประชาร่วมพัฒนาร่วมสร้างและของฝากจากเขาคอหงส์, ๒๕๕๒ : ๑๗)

ลำดับเหตุการณ์สำคัญอำเภอหาดใหญ่
       อำเภอหาดใหญ่ ในปัจจุบัน (๒๕๖๔) ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวนับร้อย ๆ ปี ซึ่งสามารถลำดับเหตุการณ์สำคัญ ๆ ได้ดังนี้

- พ.ศ. ๒๓๘๑ โดยปรากฏชื่อครั้งแรกในนามทุ่งหาดใหญ่ ในเอกสารจดหมายหลวงอุดมสมบัติที่เขียนถึงพระยาศรีพิพัฒน์ (ทัด) ฉบับที่ ๑ และในพงศาวดารเมืองสงขลา เรียบเรียงโดยพระยาวิเชียรคิรี (ชม) กล่าวว่าในระหว่านั้นได้เกิดศึกสงครามระหว่างเมืองไทรบุรีกับเมืองสงขลา ปรากฎว่าทุ่งหาดใหญ่เป็นหนึ่งในเส้นทางของการทำศึกสงคราม 
- พ.ศ. ๒๔๐๕ รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าให้สร้างทางหลวงระหว่างเมืองไทรบุรีเชื่อมต่อเมืองสงขลา (ถนนกาญจนวนิช) เพื่อให้ประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าสามารถสัญจรไปมาได้สะดวก ส่งผลให้หาดใหญ่กลายเป็นศูนย์กลางคมนาคมและขนส่งสินค้่ และทำให้หาดใหญ่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป 
- พ.ศ. ๒๔๑๑ เมืองสงขลา ได้แบ่งออกเป็น ๕ อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอกลางเมือง อำเภอปละท่า อำเภอเหนือ อำเภอจะนะ และอำเทพา
- พ.ศ. ๒๔๑๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ได้เสด็จกลับจากอินเดียผ่านเมืองไทรบุรี และเสด็จประทับพักแรมบริเวณหาดทรายใหญ่ (คลองอู่ตะเภา)
- พ.ศ. ๒๔๒๗ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศวรเดช เสด็จตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ ได้ทรงแต่งหนังสือ “ชีวิวัฒน์” เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ ๕ โดยทรงบรรยายถึงสภาพคลองอู่ตะเภา มีการกล่าวถึงสวนส้มของชาวบ้านและพูดถึงวัดแห่งหนึ่งชื่อว่า "วัดสระเต่า" (วัดคูเต่า)
- พ.ศ. ๒๔๒๘ ปรากฏหลักฐานการตั้งบ้านเรือนบริเวณโคกเสม็ดชุน ซึ่งขณะนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่ของโคกเสม็ดชุน มีสภาพเป็นหนองบึงและป่ารกร้าง
- พ.ศ. ๒๔๒๙ นายเจียกีซีหรือขุนนิพัทธ์จีนนคร ได้ถือกำเนิดขึ้นในปีนั้น
- พ.ศ. ๒๔๓๒ จดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๕ ครั้นเสด็จประพาสแหลมมลายู โดยมีการกล่าวถึงสภาพของ "คลองอู่ตะเภา" กล่าว่า คลองอู่ตะเภาเป็นคลองที่ใหญ่กว่าคลองทุกสาย ขณะเดียวกันสงขลาแบ่งการปกครองเป็น ๑๓ อำเภอ โดยหาดใหญ่อยู่ภายในเขตของ "อำเภอหลวงรักษาพลสยาม" หาดใหญ่ประกอบด้วยบ้านหาดใหญ่ ๔ หลังคาเรือน และบ้านโคกเสม็ดชุน ๑๐ เรือน
- พ.ศ. ๒๔๓๔ เมืองสงขลาแบ่งออกเป็น ๑๔ อำเภอ และมีนายอำเภอประจำ
- พ.ศ. ๒๔๓๙ ก่อตั้ง "อำเภอฝ่ายเหนือ"
- พ.ศ. ๒๔๔๒ อำเภอฝ่ายเหนือ ตั้งที่ว่าการอำเภอ ณ ท่าหาดใหญ่ บริเวณริมคลองอู่ตะเภา (บริเวณที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ในปัจจุบัน)
- พ.ศ. ๒๔๔๗ หลวงภูวนารถบุรารักษ์ (อ่อน เศวตนันท์) เป็นนายอำเภอฝ่ายเหนือคนแรก
- พ.ศ. ๒๔๔๘ นายเจียกีซี อพยพมาจากประเทศจีน
- พ.ศ. ๒๔๕๐ หลวงพ่อปาน ปุญญมณี เจ้าอาวาสวัดคลองเรียน รับเด็ก ๆ ในละแวกวัด เข้ามาศึกษาเล่าเรียนในอาคารเรียนและที่กุฏิ
- พ.ศ. ๒๔๕๒ รัชกาลที่ ๕ มีพระบรมราชโองการให้สร้างทางรถไฟสายใต้  และนายเจียกีซี ได้เข้าทำงานกับบริษัทรับเหมาสร้างทางรถไฟสายใต้ โดยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการและผู้จัดการทั่วไปช่วงเส้นทางพัทลุง-สงขลา
- พ.ศ. ๒๔๕๓ ทางรถไฟสายใต้ได้สร้างมาถึงบริเวณบ้านอู่ตะเภาและบ้านโคกเสม็ดชุน โดยเส้นทางรถไฟได้สิ้นสุดตรงบริเวณสถานีอู่ตะเภา
- พ.ศ. ๒๔๕๕ นายเจียกีซีซื้อที่ดิน ๕๐ ไร่ บริเวณบ้านโคกเสม็ดชุน (บริเวณสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ในปัจจุบัน)
- พ.ศ. ๒๔๕๖ เริ่มมีการทำเหมืองแร่ที่หาดใหญ่
- พ.ศ. ๒๔๕๗ นายเจียกีซี ก่อตั้งบริษัทนิพัทธ์และบุตร ดำเนินกิจการทั้งแร่ดีบุกและวุลแฟรม/พระเสน่หามนตรี (ชื่น สุคนธหงส์) ย้ายจากพัทลุงมาเป็นนายอำเภอ (นับเป็นนายอำเภอเหนือคนสุดท้าย)
- พ.ศ. ๒๔๕๘ นายเจียกีซีและชาวบ้าน ช่วยกันสร้างสะพานข้ามคลองเรียน และขยายทางเดินไปวัดคลองเรียน ต่อมาถนนสายนี้มีชื่อว่า "ถนนศรีภูวนารถ" / ทางการได้มีการขอซื้อที่ส่วนหนึ่งของนายเจียกีซีเพื่อสร้างย่านรถไฟ
- พ.ศ. ๒๔๕๙ นายเจียกีซี ตัดถนนเจียกีซี ๑,๒,๓ โดยถนนเจียกีซีภายหลังเป็นชื่อเป็น "ถนนธรรมนูญวิถี" ส่วนถนนเจียกีซี ๑-๓ ก็เปลี่ยนเป็นถนนนิพัทธ์อุทิศ ๑-๓ (ถนนสาย ๑,๒,๓) และสร้างห้องแถว ๕ ห้องแรก มีลักษณะเป็นฝาขัดแตะหลังคาจากเพื่อทำเป็นโรงแรมเคี่ยนไท้และโรงแรมหยี่กี
- พ.ศ. ๒๔๖๐ จุดเริ่มต้นก่อกำเนิดเมืองหาดใหญ่ เนื่องจาก "อำเภอฝ่ายเหนือ" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "อำเภอหาดใหญ่" โดยมีพระเสน่หามนตรี (ชื่น สุคนธหงส์) เป็นนายอำเภอหาดใหญ่คนแรก และได้มีการย้ายสถานีไฟจากสถานีอู่ตะเภามายังบ้านโคกเสม็ดชุนโดยใช้ชื่อว่า "สถานีรถไฟหาดใหญ่"
- พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๔๖๗ เกิดบริษัทเกี่ยวกับยางพารา เหมืองแร่ โรงแรม ตลาด โรงมหรสพมากมาย นับว่าเป็นช่วงที่หาดใหญ่รุ่งเรืองมาก
- พ.ศ. ๒๔๖๕ หลวงพ่อปาน ปุญญมณี เริ่มบุกเบิกวัดโคกเสม็ดชุน (แต่เดิมเป็นวัดร้าง) โดยหลวงพ่อปานได้สร้างที่พักสงฆ์ในบริเวณวัดร้าง ซึ่งปรากฏร่องรอยพัทธสีมาเป็นไม้แก่นปักอยู่/หาดใหญ่ก่อตั้ง "โรงเรียนประจำตำบลหาดใหญ่" ขึ้น (โรงเรียนเทศบาล ๒)
- พ.ศ. ๒๔๖๖ หาดใหญ่มีประชาชนอาศัยอยู่ ๑๐ หลังคาเรือน และมีการสร้าง "วัดโคกเสม็ดชุน" / "นายซีกิมหยง" ได้อุทิศที่ดินเพื่อสร้าง "ตลาดซีกิมหยง" และสร้างวัดจีน สุเหร่า โรงเจ โรงพยาบาลมิชชั่น/ก่อกำเนิด "โรงเรียนศรีนคร" โดยนายซีกิมหยง
- พ.ศ. ๒๔๖๗ มีการจัดงานเฉลิมฉลองสถานีรถไฟ และ "ตลาดหาดใหญ่" หรือ "ตลาดโคกเสม็ดชุน" ขณะเดียวกันได้มีหมอจากอินเดีย นามว่า "หมอปิแอร์" ได้เข้ามาเปิดร้านหมอรักษาโรคทุกชนิดชื่อ “ดาราสยามโอสถ” (ถนนนิพัทธ์อุทิศ ๑)
- พ.ศ. ๒๔๗๐ เกิดท่าเรือขึ้นที่บริเวณ "ท่าหาดใหญ่" ตรงริมคลองอู่ตะเภา 
- พ.ศ. ๒๔๗๑ ตลาดหาดใหญ่ยกฐานะให้เป็นสุขาภิบาล
- พ.ศ. ๒๔๗๒ รัชกาลที่ ๗ เสด็จประพาสภาคใต้ ได้พิจารณาคุณงามความดี "นายเจียกีซี" จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น "ขุนนิพัทธ์จีนนคร" ขณะเดียวกันในปีนี้ก็ได้ถือกำเนิดโรงภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า "หาดใหญ่สำเริงสถาน" หรือ "HAADYAICINEMA" ดำเนินการโดยบริษัทภาพยนตร์ซีตงก๊ก และเกิดเรื่องเศร้าเมื่อหลวงพ่อปาน ปุญญมณี มรณภาพ / กำเนิดอาคารรูปแบบผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกรู้จักในชื่อ ตึกชิโนยูโรเปี้ยนหรือตึกชิโนโปรตุกีส บริเวณถนนนิพัทธ์อุทิศ ๑
- พ.ศ. ๒๔๗๔ รัชกาลที่  ๗ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ "นายจันฮกซุ่น" เป็น "หลวงพิธานอำนวยกิจ"
- พ.ศ. ๒๔๗๖ กระทรวงเกษตราธิการ จัดตั้ง "สถานีทดลองกสิกรรมภาคใต้" ที่ตำบลคอหงส์
- พ.ศ. ๒๔๗๘ เมื่อหาดใหญ่มีประชากรเพิ่มมากขึ้น จึงมีประกาศในพระราชกฤษฎีกายกฐานะเป็น "สุขาภิบาลหาดใหญ่" และได้มีการก่อตั้ง "โรงเรียนหาดใหญ่วิทยา" โรงเรียนราษฎร์แห่งแรกของอำเภอหาดใหญ่ โดยมี "อาจารย์ประดิษฐ์ ดิษยะศริน" เป็นครูใหญ่คนแรก
- พ.ศ. ๒๔๘๐ คุณละม้าย ฉัยยากุล บริจาคที่ดินสร้าง "มัสยิดปากีสถาน" ที่ถนนรัถการ (ตลาดสด) /กำเนิดโรงภาพยนตร์สุคนธหงส์ ของพระเสน่หามนตรี (ชื่น สุคนธหงส์) / กำเนิดตลาดเอกชนชื่อว่า “ตลาดเจียซีกี” / ทำพิธีผูกพัทธสีมา และเปลี่ยนชื่อ “วัดโคกเสม็ดชุน” เป็น “วัดโคกสมานคุณ” / กำเนิด "คาสิโนเมืองหาดใหญ่" บริเวณหน้าสถานีรถไฟ
- พ.ศ. ๒๔๘๒ ก่อตั้ง "ค่ายเสนาณรงค์" ณ ตำบลคอหงส์ และทางเทศบาลได้ซื้อที่ดินจาก "นายลีเอ็งเสียง" จำนวน ๒๐ ไร่ บนถนนเพชรเกษมเพื่อสร้างที่ทำการเทศบาลหาดใหญ่ / กำเนิด "โรงภาพยนตร์เฉลิมยนต์" ของขุนนิพัทธ์
- พ.ศ. ๒๔๘๔ เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา และเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม กองทัพแห่งจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นบุกสงขลา มีการทิ้งระเบิดบริเวณหน้าสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่
- พ.ศ. ๒๔๘๕ ญี่ปุ่นสร้างสะพานข้ามคลองอู่ตะเภา ข้างที่ว่าการอำเภอ
- พ.ศ. ๒๔๘๘ หลวงพิธานอำนวยกิจ เปิดบริษัทพิธานพาณิชย์ จำกัด สาขาหาดใหญ่ ในปีนั้นก็ได้เปิดโรงเรียนหาดใหญ่ อย่างเป็นทางการ
- พ.ศ. ๒๔๘๙ เกิดอัคคีภัยอาคารบริเวณถนนรถไฟ / บริเวณแถว ๆ หาดใหญ่พลาซ่าในปัจจุบัน 
- พ.ศ. ๒๔๙๐ ยกฐานะหาดใหญ่ขึ้นเป็นอำเภอชั้นเอก
- พ.ศ. ๒๔๙๒ ยกฐานะเทศบาลตำบลหาดใหญ่ เป็น "เทศบาลเมืองหาดใหญ่"
- พ.ศ. ๒๔๙๓ เกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่ในเมืองหาดใหญ่ โดยเปลวเพลิงเผาผลาญบ้านเรือนบริเวณถนนิพัทธ์อุทิศ ๑ เสียหายเกือบทั้งสาย นับว่าเป็นอัคคีภัยครั้งใหญ่ที่สุดของเมืองหาดใหญ่
- พ.ศ. ๒๔๙๖ พิธีวางศิลาฤกษ์ "ที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่"
- พ.ศ. ๒๔๙๗ นายกี่ จิระนคร เป็นนายกเทศมนตรี ได้เริ่มสร้าง "ตลาดสดหาดใหญ่"
- พ.ศ. ๒๔๙๘ เริ่มก่อสร้างสนามจิระนครหาดใหญ่หรือสนามกีฬากลาง
- พ.ศ. ๒๕๐๐ เปิดตลาดสดหาดใหญ่/เปิดใช้หอนาฬิกาหาดใหญ่บริเวณหน้าพลาซ่า สร้างเป็นอนุสรณ์แก่หลวงพิธานอำนวยกิจ/มีการก่อสร้าง โรงพยาบาลหาดใหญ่ในพื้นที่ป่าช้าเก่า
- พ.ศ. ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรภาคใต้ และเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในอำเภอหาดใหญ่/เปิดทำการโรงพยาบาลหาดใหญ่
-พ.ศ. ๒๕๐๓ เมืองหาดใหญ่ถูกเปรียบให้เป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้
-พ.ศ. ๒๕๑๐ สร้างที่ทำการเทศบาลหาดใหญ่ และวางผังเมืองหาดใหญ่
- พ.ศ. ๒๕๑๑ ประกาศใช้ พรบ.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- พ.ศ. ๒๕๑๒ เปิดใช้สะพานลอยข้ามทางรถไฟ
- พ.ศ. ๒๕๑๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระพุทธมงคลบพิตร ณ วิหารพระพุทธมหามงคลบพิตร วัดมหัตตมังคลาราม (วัดหาดใหญ่ใน)
- พ.ศ. ๒๕๒๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จมาทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าอุโบสถวัดโคกสมานคุณ
- พ.ศ. ๒๕๒๘ เปิดอนุสาวรีย์ขุนนิพัทธ์จีนนคร ณ สนามกีฬาจิระนคร
- พ.ศ. ๒๕๒๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการก่อสร้างอาคารที่พักผู้ป่วยและญาติเพิ่มเติม ต่อมาทุกฝ่ายมีมติให้ใช้ชื่อ “อาคารเย็นศิระ”
- พ.ศ. ๒๕๓๑ เปิดทำการท่าอากาศยานหาดใหญ่
- พ.ศ. ๒๕๓๘ ยกฐานะจากเทศบาลเมืองหาดใหญ่ มาเป็น "เทศบาลนครหาดใหญ่"
- พ.ศ. ๒๕๔๓ เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุด โดยน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่เกือบสัปดาห์ ส่งผลให้ศูนย์เสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก
- พ.ศ. ๒๕๕๓ เกิดพายุดีเปรสเข้าถล่มหลายพื้นที่ภาคใต้ หาดใหญ่เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง

ประวัติชื่อบ้านนามเมืองของหาดใหญ่

๑. บ้านหาดใหญ่ ตําบลคอหงส์ อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เล่ากันว่าชื่อ “บ้านหาดใหญ่” นี้มาจากชื่อของต้นมะหาดขนุนขนาดใหญ่ ซึ่งยืนต้นเด่นเป็นสง่าอยู่ริมฝั่งคลองเตยทางเข้าหมู่บ้านจันทร์นิเวศน์และบ้านทุ่งเสา ปัจจุบันคือช่วงปลายสุดของถนนนิพัทธ์อุทิศ ๓ ต้นมะหาดขนุนนี้เองที่ชาวบ้านในสมัยก่อนใช้เป็นที่หลบแสงแดดในช่วงกลางวัน ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนกันเป็นหาดใหญ่ในที่สุด
๒. บ้านทุ่งตําเสา ตําบลทุ่งตําเสา อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เล่ากันว่าแต่เดิมหมู่บ้านนี้ยังคงสภาพเป็นทุ่งโล่งกว้างมีต้นไม้ชนิดหนึ่งขึ้นอยู่หนาแน่นชาวบ้านนิยมตัดมาใช้ปลูกสร้างบ้านเรือนเรียกกันว่า “ต้นตําเสา” ต่อมาจึงนำมาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้าน
๓. บ้านทุ่งรี ตําบลคอหงส์ อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ชาวบ้านเล่ากันว่าแต่เดิมหมู่บ้านนี้เป็นท้องทุ่งนา ลักษณะเป็นรูปวงรีเวลาชาวบ้านไปทํากิจธุระที่ใด ก็ตามมักเรียกสถานที่อยู่ของตนว่าอยู่ทุ่งรี จนกระทั่งเรียกติดปากว่า “บ้านทุ่งรี” 
๔. บ้านทุ่งโดน ตําบลคอหงส์ อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เล่ากันว่าแต่เดิมหมู่บ้านนี้ยังเป็นทุ่งนาอยู่และมีต้นโดนใหญ่ขึ้นอยู่ปลายนา ต้นโดนนี้เองที่ชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวมักนิยมนําส่วนยอดและใบมารับประทานร่วมกันกับน้ำพริก 
๕. บ้านทุ่งใหญ่ ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมบริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นพื้นที่โล่งแจ้ง กว้างใหญ่ ประกอบด้วยที่ราบลุ่มและทุ่งนาเป็นหลัก ชาวบ้านในพื้นที่จึงเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านทุ่งใหญ่” อันเป็นลักษณะเด่นทางสภาพแวดล้อมที่ปรากฏแต่เดิม
๖. บ้านพรุเตาะนอก ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมในบริเวณดังกล่าวนี้ยังเป็น “พรุ” หรือบริเวณที่เป็นที่ลุ่มมีน้ำขังเป็นประจำ และภายในบริเวณดังกล่าวนี้เองยังมี “ต้นเตาะ” (สันนิษฐานว่าน่าจะคล้าย ๆ กับส้มคางคก,  ส้มขามคางคก, กาเตาะปูฆู (มลายู) ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น วันดีคืนดีใบของต้นเตาะก็ตกหล่นลงมาสู่พรุอย่างมากมาย ชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านที่มีลักษณะดังกล่าว และมีอาณาบริเวณอยู่นอกสุดของหมู่บ้านว่า “บ้านพรุเตาะนอก” ส่วนหมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในก็เรียกว่า “บ้านพรุเตาะใน” เป็นต้น
๗. บ้านทุ่งลุง ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงสภาพเป็นทุ่งนากว้างใหญ่และกลางทุ่งนานี้เองยังมีต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งเป็นที่ศักการบูชาของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวว่ามีเทวดาสถิตอยู่ภายในเรียกกันว่า “ต้นลุง” ซึ่งมีอายุมากกว่า ๑๐๐ ปี(ปัจจุบันต้นลุงยืนต้นอยู่บริเวณตรงข้ามวัดทุ่งลุง) ชาวบ้านจึงเรียกสถานที่ๆตนอยู่อาศัยว่า “บ้านทุ่งลุง”
๘. บ้านน้ำน้อย ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมในบริเวณหมู่บ้านนี้มีแหล่งน้ำธรรมชาติมีหินผาสูงใหญ่ และที่หินผานี้เองจะปรากฏว่ามีน้ำไหลย้อยออกมาอยู่ตลอดเวลา ชาวบ้านจึงเรียกว่า “หินน้ำย้อย” ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนกันเป็น “บ้านน้ำน้อย” ดังปัจจุบัน
๙. บ้านคอหงส์ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมบริเวณพื้นที่ดังกล่าว(ที่ตั้งวัดคอหงส์)ยังมี “ต้นฆ้อหงส์” ขึ้นอย่างหนาแน่น เวลาเกิดกระแสลมพัดยามใดก็จะแลดูคล้ายคอของหงส์ที่ลิ่วลมแลดูสวยงามยิ่ง จนชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านฆ้อหงส์” ต่อมาจึงเพี้ยนไปเป็น “บ้านคอหงส์” ดังปัจจุบัน
๑๐. บ้านคูเต่า ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า เดิมทีนั้นภายในบริเวณดังกล่าวยังมีคูเล็กๆซึ่งมีเต่าอาศัยอยู่ชุกชุมมาก (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) ชาวบ้านจึงเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านคูเต่า”
๑๑. บ้านเกาะหมี ตําบลคลองแห อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มาของเกาะหมีเล่ากันว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้นหมู่บ้านแห่งนี้ยังเป็นป่ารกทึบและมีสัตว์ป่าอยู่อาศัยเป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นเกาะตั้งอยู่ริมทุ่งนา ปรากฏเป็นเรื่องเล่าแต่ครั้งอดีตว่ามีหมีใหญ่ ตัวหนึ่งได้ตะบบและกัดชาวบ้านจนถึงแก่ความตายที่เกาะแห่งนี้ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “บ้านเกาะหมี” เพื่อระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยมีหมีใหญ่ที่ดุร้ายฆ่าคนตาย ณ เกาะแห่งนี้มาก่อน
๑๒. บ้านบางแฟบ ตําบลควนลัง อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคําบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมภายในบริเวณดังกล่าวเคยมีต้นแฟบขึ้นอยู่อย่างมากมาย (ต้นแฟบเป็นต้นไม้ยืนต้นเล็ก ๆ สูงราว ๆ ๒ เมตร ผลมีลักษณะแบน ๆ มีรสเปรี้ยว) ชาวบ้านจึงเรียกชื่อหมู่บ้านตามต้นแฟบที่มีมากว่า “บ้านบางแฟบ”
๑๓. บ้านม่วงค่อม ตําบลควนลัง อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เล่ากันว่าแต่เดิมหมู่บ้านแห่งนี้มีวัดอยู่แห่งหนึ่ง ถือเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวบ้านที่นี่ และที่วัดแห่งนี้เองยังมีต้นมะม่วงใหญ่อยู่ต้นหนึ่งที่งอกและเติบใหญ่ไม่เป็นปกติเหมือนกับมะม่วงโดยทั่วไป กล่าวคือมะม่วงต้นดังกล่าวงอกและค่อย ๆ ค่อมลงสู่พื้นดิน ชาวบ้านจึงเรียกชื่อของหมู่บ้านว่า “บ้านม่วงค่อม”
๑๔. บ้านพรุ ตําบลบ้านพรุ อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคําบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมหมู่บ้านแห่งนี้ยังมีลักษณะเป็นพรุขนาดใหญ่ แม้แต่ถนนหนทางก็ยังมีลักษณะที่ดินเป็นโคลนตม ซึ่งบางครั้งชาวบ้านก็เดินจมลงในพรุจนต้องเสียเวลาในการดึงเท้าออกจากโคลนตมเป็นเวลานาน โคลนในลักษณะนี้เองที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “โพระ” ครั้งกาลต่อมามีชาวบ้านจากต่างถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าวมากขึ้นจึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านที่ตนอยู่อาศัยว่า “บ้านโพระ” ต่อมาจึงเพี้ยนมาเป็น “บ้านพรุ” เหมือนในปัจจุบัน
๑๕. บ้านหูแร่  ตําบลทุ่งตําเสา อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคําบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมบริเวณสถานที่ตั้งหมู่บ้านมีเหมืองแร่ตั้งอยู่โดยเฉพาะบริเวณมุมของเหมืองแร่จึงเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านหูแร่” ตราบปัจจุบัน
๑๖. บ้านทุ่งงาย ตําบลทุ่งใหญ่ อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคําบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า บ้านทุ่งงายแต่เดิมนั้นยังเป็นหมู่บ้านที่ยังตั้งอยู่ในทุ่งนาและมีต้นงายขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ชาวบ้านมักเรียกกันว่า “ป่างาย” ต่อมาจึงเรียกชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “บ้านทุ่งงาย”
๑๗. บ้านท่าข้าม ตําบลท่าข้าม อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคําบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมภายในบริเวณหมู่บ้านดังกล่าวยังมีคลองขนาดใหญ่ ครั้งชาวบ้านต้องการเดินทางเข้าในเมืองหาดใหญ่เมื่อไรก็ตามจําต้องข้ามคลองดังกล่าวเสมอ ๆ จนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “บ้านท่าข้าม”
๑๘. บ้านคลองแห ตําบลคลองแห อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคําบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า มีตำนานเล่าขานว่าเมื่อครั้งโบราณตอนที่มีการสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เมืองตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราชนั้น ชาวเมืองกลันตันอันห่างไกลที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้พากันออกเดินทางเพื่อมาร่วมในงานนี้ใช้เวลาเดินทางหลายวันค่ำไหนนอนนั่น เมื่อมาถึงเนินสูงมีต้นไม้ใหญ่ริมคลองน้ำใสสะอาดจึงหยุดพักค้างแรมหนึ่งคืน รุ่งเช้าเห็นผู้คนจำนวนมากเดินทางมาจากทางเหนือมุ่งลงใต้ผ่านมา จึงสนทนากันได้ความว่าเดินทางกลับจากงานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เมืองตามพรลิงค์และงานได้เสร็จสิ้นแล้ว ชาวเมืองกลันตันจึงเลิกล้มความตั้งใจและจะเดินทางกลับ แต่ทรัพย์สินที่เตรียมจะนำไปบูชาเจดีย์นั้นไม่ได้นำกลับไป รวบรวมนำมากองไว้แล้วอธิษฐานขุดหลุมฝังไว้ตรงที่คลองสองสายที่มาบรรจบกัน (คลองลานและคลองเตย) ต่อมาเกิดเป็นคลองสายใหญ่ขึ้นชาวบ้านเรียกพื้นที่นี้ว่า โคกนกคุ่ม ส่วนเครื่องประโคมแห่ต่าง ๆ ที่นำมา ได้แก่ ฆ้อง กลอง ฉิ่ง ฉาบ ก็นำมากองไว้แล้วอธิษฐาน จากนั้นจึงจมลงในคลองสายใหญ่แห่งนี้ ชาวบ้านจึงเรียกคลองนี้ว่า คลองฆ้องแห่ แต่ต่อมาคำว่าฆ้องหายไป เนื่องจากคนใต้นิยมพูดให้สั้น ๆ และคำว่า “แห่” ตามสำเนียงใต้ก็กลายเป็น “แห” และเรียกคลองแหมาจนทุกวันนี้
๑๙. บ้านนายด่าน ตําบลทุ่งใหญ่ อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคําบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมในสมัยสงครามหมู่บ้านดังกล่าวมีการตั้งด่าน เพื่อสกัดกั้นศัตรูซึ่งเป็น จุดเด่นจนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “บ้านนายด่าน”
๒๐. บ้านควนลัง ตําบลควนลัง อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เล่ากันว่าแต่เดิมบริเวณดังกล่าวยังมีควน ซึ่งเกิดเป็นเนินดินเตี้ย ๆซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ภายใน ชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวจึงร่วมกันสร้างศาลเจ้าขึ้นเรียกกันว่า “หลักตาลัง” และเรียกชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่าบ้านควนลัง”
๒๑. บ้านท่านางหอม ตําบลน้ำน้อย อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคําบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมหมู่บ้านแห่งนี้มีลําคลองธรรมชาติอันใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมา รวมทั้งมีสถานที่เทียบเรือที่เรียกว่า “ทํา” และที่ท่าแห่งนี้เองมีสาวสวยผมยาวอยู่นางหนึ่ง ยามใดก็ ตามที่นางเดินผ่านจะได้กลิ่นหอมจากกายของนาง ซึ่งนางผู้นี้เองจะมาลงเรือที่ทําแห่งนี้เป็นประจํา ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่า “ท่านางหอม” และเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านท่านางหอม”
๒๒. บ้านคลองเปล ตําบลคอหงส์ อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เล่ากันว่าแต่เดิมที่หมู่บ้านแห่งนี้ยังมีนางเลือดขาวที่สวยงามมาก ซึ่งนางจะเดินทางมาอาบน้ำที่ลําธารเป็นประจํานางเลือดขาวได้ผูกเปลเอาไว้กับสายน้ำที่ลําคลองแห่งนี้เป็นประจํา ชาวบ้านเรียกกันว่า “บ้านคลองเปล” ดังปัจจุบันปรากฏ
๒๓. บ้านควนเนียง ตําบลพะตง อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคําบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมเวลามีการจัดงานขึ้นในวันสําคัญ ๆ ต่าง ๆ ของที่หมู่บ้านจะมีเนียง (โอ่ง) ปรากฎขึ้นมาทุก ๆ ครั้ง และทุกครั้งที่เนียง (โอ่ง) ปรากฏขึ้นมาเนียง (โอ่ง) ดังกล่าวจะกลิ้งไปตามท้องถนนแล้วไปตั้งอยู่บนควน ชาวบ้านในสมัยนั้นจึงเรียกว่า “บ้านควนเนียง” ตราบเท่าปัจจุบันนี้
๒๔. บ้านท่าแซ ตําบลคลองอู่ตะเภา อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เล่ากันว่าแต่เดิมหมู่บ้านแห่งนี้ มักมีการค้าขายสินค้าซื้อหากันอย่างมากมายจนมีเสียงเซ็งแซ่ไปทั่ว ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกชื่อหมู่บ้านดังกล่าวว่า “บ้านท่าแซ่” ครั้งหลังจึงเรียกเพี้ยนว่า “บ้านท่าแซ” 
๒๕. บ้านโปะหมอ ตําบลบ้านพรุ อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคําบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า ในสมัยก่อนในพื้นที่บริเวณนี้มีหมอรักษาโรคซึ่งมีความเชี่ยวชาญและเก่งมากชาวบ้านเรียกท่านว่า “โปหมอ” โดยเวลาชาวบ้านเกิดอาการเจ็บป่วยก็มักนิยมที่จะเดินทางไปให้ไปหมอรักษาให้ ต่อมาชาวบ้านเรียกเพี้ยนไปเป็น “โป๊ะหมอ” และเรียกชื่อหมู่บ้านดังกล่าวว่า “บ้านโปะหมอ”
๒๖. บ้านหินเกลี้ยง ตําบลท่าข้าม อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ชาวบ้านเล่ากันว่าแต่เดิมมีหินใหญ่ก้อนหนึ่งกลิ้งมาติดอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน ครั้งต่อมาหินก้อนนั้นเริ่มเกลี้ยงขึ้นทุกวันจนชาวบ้านนําไปตั้งเป็นชื่อของหมู่บ้านว่า “บ้านหินเกลี้ยง
๒๗. บ้านท่าจีน ตําบลน้ำน้อย อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคําบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า ในบริเวณหมู่บ้านแห่งนี้มีท่าเทียบเรือขนาดเล็กอยู่หนึ่งแห่ง ชาวบ้านของที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนจีนมีอาชีพเป็นช่างเหล็ก เมื่อเดินทางไปซื้อเหล็กได้ที่ไหนก็จะลากผ่านที่แห่งนี้ ชาวบ้านก็เรียกกันติดปากว่า “ท่าจีนลากเหล็ก” แต่รู้สึกว่าชื่อดังกล่าวจะยาวไปชาวบ้านเลยตัดเสียให้สั้นลงเพียงชื่อ “บ้านท่าจีน”
๒๘. บ้านคลองหวะ ตําบลคอหงส์ อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคําบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แต่เดิมมีลําคลองอยู่สายหนึ่งไหลผ่าน ลําคลองสายนี้เองที่มีฝูงปลาอยู่อาศัย อย่างชุกชุม วันหนึ่งชาวบ้านช่วยกันดักจับปลาได้เป็นปริมาณมาก เมื่อนําไปแจกแล้วก็ยังไม่หมด จนชาวบ้านต้องตัดสินใจเอามีดหวะ (ผ่า) ปลาชนิดนั้น ๆ ที่นี้ จนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “บ้านคลองหวะ" จวบจนปัจจุบัน
๒๙. บ้านคลองเรียน ตําบลหาดใหญ่ อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคําบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นหมู่บ้านแห่งนี้ชาวบ้านมักที่จะเรียกกันติดปากเสมอ ๆ ว่า “บ้านคลองเวียน” สืบเนื่องมาจากวัดอันถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านที่นี้ในอดีตเคยมีคลอง เวียนรอบวัด ชาวบ้านจึงตั้งชื่อวัดตามลักษณะของคลองว่า วัดคลองเวียน” และเรียกชื่อหมู่บ้านของตนว่า “บ้านคลองเวียน” ครั้งหลังจึงเรียกเพี้ยนกันเป็น “บ้านคลองเรียน” จวบจนปัจจุบัน


การก่อสร้างชุมทางหาดใหญ่
ภาพจาก : https://kyl.psu.th/JwM6AwrWG


ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อ/สถานที่/เรื่อง
อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ที่อยู่
จังหวัด
สงขลา


วีดิทัศน์

บรรณานุกรม

คุณาพร ไชยโรจน์. (2549). ณ ห้วงเวลา : (บันทึกของห้วงเวลาที่หายไป). สงขลา : วนิดาเอกสาร.
หาดใหญ่โฟกัส. (2561).  ย้อนเวลาเกือบ 2 ศตวรรษ "ทุ่งหาดใหญ่" สู่ "เมืองหาดใหญ่". สืบค้น 30 ธ.ค. 63 จาก, shorturl.at/euyE6

 


รูปภาพ
 
      Font Size  
Back to Top
Khunying Long Athakravisunthorn Learning Resources Center
Prince of Songkhla University ©2018-2023