
ภาพจาก : https://link.psu.th/Gyvvnb
วัดพระนางสร้างเป็นวัดประจำอำเภอถลาง นับเป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต ประวัติความเป็นมาของวัดเป็นแต่เรื่องเล่ากันมาเป็นตำนานจะหาหลักฐานที่แน่นอนมิได้ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง (บางตำนานว่าผู้สร้่างคือพระนางเลือดขาว) แต่บางตำรากล่าวว่ามีวัดอยู่วัดหนึ่งเขียนแบบเดิมว่า "ณ วัดน่าลาง" แต่ถ้าเขียนเป็นภาษาอ่านอย่างปัจจุบันจะเป็น "ณ วัดนาล้าง" หนังสือฉบับนี้ออกหลวงเพชรภักดีศรีภักดีศรีพิชัยสงครามยกกระบัตร มีไปถึงพระยาราชกปิตันว่า... พระยาทุกขราชผู้ว่าราชการเมืองถลางสั่งมาว่าด้วยนายทองลีหลานท่านคุมเอาสิ่งของท่านพระยาราชกปิต้นเข้าทูลเกล้าฯ ถวายมีตรารับสั่งตอบออกมา และให้เชิญท่านพระยาราชกปีตัน มาฟังตรารับสั่ง ณ วัดนาล้าง หนังสือออกมา ณ วันอาทิตย์เดือน ๑๒ แรม ๑๑ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๔๗ ปีมะเส็ง นักบัตรสัปตศก (๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๒๘) วัดน่าลางจะต้องเป็นวัดสำคัญที่สุดของเมืองถลาง (ผู้รู้บางท่านกล่าวว่าอาจหมายถึงวัดฉลอง) แต่มีข้อสงสัยว่าปกติคงจะไม่นำหนังสือตรารับสั่งไปอ่านที่วัดนี้แน่นอน เพราะการอ่านตรารับสั่งหรือหนังสือจากสมเด็จพระมหากษัตริย์จะต้องกระทำด้วยความเคารพในที่ที่ควรเคารพ แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าอาจจะให้ท่านเจ้าอาวาสรับรู้เห็นเป็นสักขีพยานด้วยก็ได้ จึงเป็นปัญหาน่าคิดว่าวัดนี้จะเป็นวัดเดียวกับวัดพระนางสร้างหรือไม่อีก ข้อสงสัยอีกประการหนึ่งคำว่า "น่าลาง" น่าจะเป็น "หน้าถลาง" คือวัดหน้าเมืองถลางหรือที่ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่าวัดหน้าเมือง แต่ในกรณีนี้อาจรียกวัดหน้าเมืองถลาง วัดหน้าถลาง วัดหน้าลาง น่าลาง อีกกรณีหนึ่งวัดนาในหรือวัดพระทอง ส่วนอีกวัดหนึ่งน่าจะเป็นวัดนาล่าง ต่อมาจึงปรากฎชื่อวัดนางสร้างหรือวัดพระนางสร้าง ข้อที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือหลังจากเมืองถลางต้องย่อยยับลงด้วยพม่าข้าศึกในปี พ.ศ. ๒๓๕๒ นั้น พม่าได้กวาดต้อนผู้คนทรัพย์สินไปเป็นอันมาก เมื่อพม่าจากไปแล้วเมืองถลางก็คงสภาพเป็นเมืองร้างมาหลายปี พระสงฆ์กับชาวบ้านจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกัน เมื่อชาวบ้านไม่มีวัดก็เห็นจะต้องร้างไปพักหนึ่งแน่นอน เมื่อผู้คนอพอยกลับมาอยู่ตามเดิมก็คงได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ เข้าใจว่าพม่าคงจะต้องทำลายวัดด้วย เพราะค่ายเมืองถลางกับวัดพระนางสร้างอยู่ในบริเวณเดียวกัน เราก็คงทราบถึงความทารุณของทหารพม่าต่อพระสงฆ์ และวัดวาอาราม ต่อมาเมื่อถามถึงวัดนี้ว่าใครเป็นคนสร้าง แต่จากตำนานที่เล่าสืบกันมาว่าผู้สร้างวัดนี้คือพระนางเลือดขาวผู้เป็นมเหสีของผู้ครองนครใดไม่ปรากฏแน่ชัด เป็นผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ต่อมาถูกเสนาบดีในนครกลั่นแกล้ง กราบทูลต่อเจ้าผู้ครองนครใส่ร้ายว่า พระนางมีชู้กับมหาดเล็ก เจ้าครองนครหลงเชื่อจึงรับสั่งให้เพชฌฆาต นำพระนางและมหาดเล็กนั้นไปประหารชีวิต พระนางได้พยายามขอร้องและแสดงความบริสุทธิ์ ถึงกระนั้นเจ้าผู้ครองนครก็ไม่ยอมเชื่อ เมื่อหมดหนทางพระนางจึงได้ขอผ่อนผันให้ได้ไปนมัสการพระบรมธาตุที่เมืองลังกาเสียก่อน แล้วจะกลับมาให้ประหารชีวิต ในสมัยนั้นคนที่เดินเรือมาจากหมู่เกาะสุมาตราและเมืองลังกาได้เล่าให้คนในนครนั้นฟังเสมอ ๆ ว่าที่เมืองลังกา พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก และในปีต่อมานั้นจะมีงานกุศลทางพุทธศาสนาครั้งยิ่งใหญ่ด้วย เจ้าผู้ครองนครจึงตกลงยินยอมให้พระนางไปเมืองลังกา เพราะคงมีเหตุผลที่ว่าคนในนครนั้นไม่ชำนาญในการเดินเรือและหนทางก็ไกลมาก พระนางคงจะไปสิ้นพระชนม์เสียระหว่างเดินทางมากกว่า พระนางเลือดขาวและคณะที่ยังสวามิภักดิ์ต่อพระนางอยู่ก็ออกเดินทางไป ตลอดเวลาของการเดินทางพระนางเฝ้าแต่อ้อนวอน และยึดเอาคุณพระศรีรัตนตรัยให้คุ้มครองป้องกัน ทรงบอกแก่ผู้ร่วมเดินทางว่าถ้าเราไม่สิ้นวาสนาเสียก่อน ต้องไปนมัสการพระบรมธาตุให้จงได้ และถ้าเดินทางกลับมาโดยสวัสดิภาพ ก็จะสร้างวัดไว้เป็นที่ระลึกจึงจะไปรับอาญาที่ถูกกล่าวหา อาจจะเป็นด้วยบุญญาธิการที่เคยมีมาก่อน หรือผลานิสงฆ์แห่งการยึดมั่น ต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นได้ พระนางและคณะจึงไปถึงลังกา ได้เข้านมัสการพระบรมธาตุด้วยความปีติยินดี และได้นำโบราณวัตถุหลายอย่างกลับมา ตอนเดินทางกลับพระนางได้นำเรือเข้าพักที่เกาะถลาง และได้สร้างวัดนี้ไว้เป็นที่ระลึก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า "วัดพระนางสร้าง" หรือ "วัดนาสร้าง" เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกขานกัน เล่ากันว่าพระนางได้ปลูกต้นประดู่และตะเคียนไว้ด้วย พระนางคงเอาของมีค่าทางพระพุทธศาสนา ฝังไว้ในเจดีย์บ้าง แต่ตอนนั้นคงไม่ได้สร้างอะไรมากนัก เพราะภูมิเทศเป็นป่า (ต้นตะเคียนและต้นประดู่ ได้ถูกโค่นเพื่อสร้างโรงเรียน เมื่อประมาณ ๓๐ ปีก่อนแล้ว (ปี พ.ศ. ๒๕๑๒) เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วก็ออกเดินทางต่อไปกลับสู่นคร แม้จะรู้ว่ากำลังไปรับกับความตายแต่พระนางก็มีความสุข ปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่งที่ได้สร้างกุศลอันยิ่งใหญ่เอาไว้ แต่เมื่อมาถึงชานเมืองก็ทรงทราบว่าขณะที่พระนางไม่อยู่ ได้เกิดการแย่งชิงราชสมบัติ พระสวามีถูกประหารชีวิต พระนางจึงมิได้เข้าไปในนคร ด้วยเหตุนี้พระนางจึงพ้นโทษจากพระสวามี พระนางทรงกล่าวกับผู้ติดตามว่าในชีวิตจะต้องสร้างวัดวาอารามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกคนที่ติดตามต่างพากันอนุโมทนาสาธุ ดังนั้นจึงได้นำสิ่งของต่าง ๆที่นำมาจากเมืองลังกา นำไปสร้างวัดอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เมื่อเจ้าผู้ครองนครคนใหม่ได้ฟังเรื่องนี้เข้า จึงสั่งให้ทหารมาจับเพื่อนำไปประหารชีวิต พร้อมทั้งแย่งชิงของมีค่าทางพระพุทธศาสนาไปด้วย เมื่อเพชฌฆาตลงดาบตัดศรีษะของพระนางนั้น ปรากฏว่าโลหิตที่พุ่งออกมามีสีขาว ประชาชนจึงขนานนามว่า "พระนางเลือดขาว" ทำให้วัดต่าง ๆที่พระนางได้สร้างไว้ก็จะมีชื่อตามพระนามของพระนางไปด้วย
วัดพระนางสร้างเป็นวัดประจําเมืองถลางที่เก่าแก่ที่สุดวัดหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๑ แต่เดิมชาวบ้านเรียกชื่อว่าวัดนาสร้าง ต่อมาเพี้ยนมาเป็นวัดนางสร้าง และเปลี่ยนมาเป็นวัดพระนางสร้างในปัจจุบัน วัดตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตําบลเทพกระษัตรี หมู่ที่ ๑ ถนนเทพกระษัตรี อําเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ตามประวัติกล่าวว่าในอดีตบริเวณด้านหลังของวัดเคยเป็นค่ายทหารที่ตั้งรับศึกพม่าในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปดีบุกโบราณจำนวน ๓ องค์ เนื่องจากเมืองถลางและภูเก็ตในอดีตเป็นแหล่งแร่ดีบุกที่อุดมสมบูรณ์ จึงนิยมสร้างพระพุทธรูปด้วยดีบุก พระพุทธรูปดีบุกชาวภูเก็ตตั้งชื่อรวมกันว่าพระสามกษัตริย์หรือพระในพุง ซึ่งอยู่ในพระอุทรของพระพุทธรูปหล่อองค์ใหญ่ ๓ องค์อีกชั้นหนึ่ง ขุดพบในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ตามกรุลายแทง สันนิฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ถือว่าเป็นพระพุทธรูปดีบุกที่ใหญ่ที่สุดและมีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ต่อมาได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ วัดพระนางสร้างมีพื้นที่ทั้งหมด ๑๙ ไร่ ๑ งาน ๗๙ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือจดถนนเข้าบ้านดอน ทิศตะวันออกจดถนนเทพกระษัตรี ทิศตะวันตกจดที่ดินเอกชน ทิศใต้จดที่เอกชน วัดมีที่ธรณีสงฆ์ ๘ แปลง เนื้อที่ ๘๔ ไร่ ๑ งาน ๒๑ ตารางวา พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบมีบริเวณสวยงามใกล้ตลาดสดถลาง เป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนจำนวน ๒ โรง และอาคารเสนาสนะต่าง ๆ เช่น อุโบสถหลังเก่ากว้าง ๙.๕๐ เมตร ยาว ๑๗.๕๐ เมตร สร้างโดยใช้อิฐและปูนขาวผ่านการบูรณะปฏิสังขรณ์มาหลายครั้ง ส่วนอุโบสถหลังใหม่ที่สร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง โดยผสมผสานศิลปะของไทยและจีน ผนังด้านนอกเป็นสีชมพูและฟ้า ระเบียงคดประดับไปด้วยสัตว์หิมพานต์สีทองสวยงาม เหนือระเบียงคดเป็นกลีบบัวคว่ำบัวหงายรอบด้าน โดยมีพญานาค ๕ เศียรเลื้อยอยู่บนกลีบบัว ประตูเข้าระเบียงคดด้านหน้าทำเป็นพระพุทธรูปบิณฑบาต เหนือซุ้มประตูมีหน้าบันรูปช้างสามเศียรสีทอง รอบพระอุโบสถมีลานประทักษิณ เสาภายในระเบียงคดแต่ละต้นทำเป็นมังกรสีทองพันเสา นอกจากนี้ยังมีประติมกรรมทวารบาลรูปยักษ์ถือปืนเฝ้าอยู่ด้านนอกด้วย อย่างไรก็ตามปัจจุบันสภาพพื้นที่โดยรอบอาคารโบราณสถาน โดยเฉพาะรอบอุโบสถ เจดีย์ และหอระฆัง มีการสร้างสิ่งก่อสร้างพระพุทธรูป รูปเคารพต่าง ๆ ทั้งในศาสนาพุทธเถรวาท พุทธมหายาน (มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาสักการะมาก) และศาสนาฮินดู เช่น พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ซุ้มพระประจำวันเกิด เจดีย์แปดเหลี่ยมแบบจีน เจ้าแม่กวนอิม และตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องรามเกียรติ์ วัดพระนางสร้างได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โดยประกาศในราชราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๑ ตอนที่ ๒๐๗ ฉบับพิเศษ ลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๒๗ เนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๖ ตารางวา และแก้ไขขอบเขตที่ดินโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนพิเศษ ๗ง ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๒
วัดพระนางสร้างอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๒๐ กิโลเมตร การเดินทางไปตามเส้นทางถนนเทพกษัตรี ถึงสี่แยกอำเภอถลางเลี้ยวรถเข้ามาในซุ้มประตูแรก ซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือ (เดินทางจากตัวเมืองภูเก็ตวัดพระนางสร้างจะอยู่ซ้ายมือ หรือหากเดินทางเข้าภูเก็ตต้องไปกลับรถแล้วเข้าซุ้มประตูแรกเหมือนกัน) ซุ้มประตูวัดพระนางสร้างเป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของวัดที่สะดุดตาผู้ผ่านไปมา ซุ้มประตูแบบเดียวกันนี้มี ๒ ด้าน กำหนดให้เป็นทางเข้าและทางออก ภายในวัดกำหนดให้เดินรถทางเดียวตลอด
วัดพระนางสร้างเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองวัดหนึ่งของเมืองถลาง ภายในวัดมีโบราณสถาน โบราณวัตถุ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสิ่้งปลูกสร้างต่าง ๆ มากมาย เช่น อุโบสถหลังเก่า หลังใหม่สถูปเจดีย์ หอระฆัง พระพุทธรูป และรูปเคารพทั้งในศาสนาพุทธเถรวาท พุทธมหายา และศาสนาฮินดู ตลอดถึงตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องรามเกียรติ์ บางส่วนก่อสร้างเสร็จแล้ว ในขณะที่บางส่วนยังก่อสร้างไม่เสร็จเพราะถูกระงับจากทางราชการเนื่องจากก่อสร้างในเขตโบราณสถาน โดยที่ยังไม่ได้ขออนุญาตจากกรมศิลปากร แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการรื้อถอนออก ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อทัศนียภาพภายในวัด ดูไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยและบดบังโบราณสถาน
อุโบสถหลังเก่าและหลังใหม่

อุโบสถหลังเก่า
ภาพจาก : https://link.psu.th/AtY4fF

อุโบสถหลังใหม่
ภาพจาก : https://pkt.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/646
อุโบสถหลังเก่ามีความกว้าง ๙.๕๐ เมตร ยาว ๑๗.๕๐ เมตร เป็นอุโบสถที่สร้างโดยใช้อิฐและปูนขาว ผ่านการบูรณะมาหลายครั้ง ต่อมาได้สร้างอุโบสถหลังใหม่ ศิลปะแบบไทยจีน ผนังด้านนอกเป็นสีชมพูและฟ้า ที่ระเบียงคดประดับด้วยสัตว์หิมพานต์สีทอง เหนือระเบียงคดเป็นกลีบบัวคว่ำบัวหงายรอบด้าน โดยมีพญานาค ๕ เศียรเลื้อยอยู่บนกลีบบัว ประตูเข้าระเบียงคดด้านหน้าทำเป็นพระพุทธรูปบิณฑบาต เหนือซุ้มประตูมีหน้าบันรูปช้างสามเศียรสีทอง เสาภายในระเบียงคดแต่ละต้นทำเป็นมังกรสีทองพันเสา มีทวารบาลอยู่ด้านนอกอุโบสถ ทางเข้าอุโบสถมีช่องประตู ๒ ช่อง ภายในอุโบสถมีพระประธานปางสมาธิจำนวน ๓ องค์ ชาวบ้านเรียกว่าพระในพุงหรือพระสามกษัตริย์ ภายนอกหุ้มด้วยปูนขาว มีพระเพลากว้าง ๓ เมตร ภายในองค์พระทั้งสามมีพระสมัยศรีวิชัยสร้างด้วยโลหะผสม ซึ่งอายุมากกว่า ๑๓๐๐ ปี ที่ทำเช่นนี้เพื่อซ่อนพม่าข้าศึก เมื่อเวลาผ่านไปปูนที่ห่อหุ้มองค์พระไว้ก็หลุดทำให้ทราบเรื่องเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ด้านหลังพระประธานมีพระพุทธไสยาสน์ยาว ๓.๕๐ เมตร เล่ากันว่ามีพระพุทธรูปทองคำอยู่ภายในองค์พระ แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้
พระในพุงหรือพระสามกษัตริย์

ปูชนียวัตถุพระประธานปางสมาธิจำนวน ๓ องค์ ลักษณะทางศิลปะภายนอกหุ้มด้วยปูนขาว พระเพลากว้าง ๓ เมตร ภายในองค์พระทั้งสามมีพระสมัยศรีวิชัยสร้างด้วยโลหะผสมอายุกว่า ๑๓๐๐ ปี
ฐานข้อมูลและแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย. (2563). วัดพระนางสร้าง. สืบค้น 08 เม.ย. 69, จาก link.psu.th/AtY4fF
วัดพระนางสร้าง (ม.ป.ป.). สืบค้นวันที่ 25 ก.พ. 64, จาก https://sites.google.com/site/wattravel2000/wad-phranang-srang
สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดภูเก็ต. (ม.ป.ป.). วัดพระนางสร้าง. สืบค้น 08 เม.ย. 69, จาก https://pkt.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/646