ประเพณีแห่พระแข่งเรือ ขึ้นโขนชิงธง
 
Back    22/01/2026, 15:17    98  

หมวดหมู่

วัฒนธรรม


ประวัติความเป็นมา


ภาพจาก : link.psu.th/XaRcgN

             เมื่อย่างเข้าสู่หน้าฝนราวเดือนตุลาคม หรือช่วงวันออกพรรษาของทุกปี ชุมชมที่อาศัยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำ จะมีประเพณีวัฒนธรรมอันเกี่ยวพันกับสายน้ำ เชื่อมโยงวิถีชีวิตของคนภายในชุมชนไว้ให้เป็นหนึ่งเดียว หนึ่งในประเพณีที่ยิ่งใหญ่และสืบทอดกันต่อเนื่องมายาวนานถึง ๑๘๒ ปี นั้นคือประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง ของชาวอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นการแข่งเรือยาวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนการแข่งขันเรือยาวในจังหวัดอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป ประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงเป็นประเพณีที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวหลังสวนยิ่งนัก
         ประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งลุ่มน้ำหลังสวน เพราะในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ กระทรวงวัฒนธรรมประกาศขึ้นบัญชีประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นขึ้นโขนชิงธง เป็นมรดกทางภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านการเล่นพื้นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว และได้รับการจัดให้เป็น Unseen Thailand จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอีกด้วย ประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงจัดขึ้นในวันแรม  ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี โดยที่ชาวหลังสวนจะมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ในอดีตการเดินทางที่สะดวกที่สุดก็คือทางน้ำ ประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงของอำเภอหลังสวน ถือเป็นงานใหญ่ประจำจังหวัดชุดชุมพร ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างของกติกาในการแข่งขัน อีกทั้งยังมีคุณค่าทางสังคมและทางจิตใจ เนื่องจากเป็นประเพณีที่พันผูกอยู่กับวิถีชีวิตตั้งเดิมของชาวหลังสวนที่เกี่ยวพันอยู่กับเรือและแม่น้ำ เป็นกีฬาพื้นเมืองภาคใต้ที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ผู้เล่นได้ออกกำลังกาย บำรุงแรง ผ่อนคลายความเครียด ได้อวดฝีมือทางศิลปะและช่วยสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
        ประเพณีแห่พระแข่งเรือนั้นพบเห็นทั่วไปในภาคใต้ ซึ่งเกิดขึ้นตามความเชื่อที่ว่าหลังจากพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปจำพรรษาเป็นเวลา ๓ เดือน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพุทธมารดาจนสิ้นสมัยพรรษา แล้วเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ พุทธศาสนิกชนจึงพากันไปรอรับเสด็จพร้อมด้วยภัตตาหารไปถวายอย่างล้นหลาม ต่อมาเมื่อมีการประดิษฐ์พระพุทธรูปขึ้น พุทธศาสนิกชนจึงนำพระพุทธรูปมาแห่สมมติแทนพระพุทธองค์ และปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นประเพณี ซึ่งมีวัฒนธรรมเกี่ยวเนื่องกับประเพณีหลายอย่าง เช่น การแข่งเรือพาย การชันโพนหรือแข่งโพน กีฬาชัดต้ม การทำต้มย่าง และการเล่นเพลงเรือ เป็นต้น ตามบันทึกประวัติศาสตร์ของชาวหลังสวนมีการบันทึกไว้ว่า... การแข่งขันเรือยาวมีมาตั้งแต่สมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ราว ๆ ปี พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นยุคที่บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีศึกสงคราม การค้าขายเจริญรุ่งเรือง มีวัดวาอารามเกิดขึ้นมากมาย ทำให้เกิดประเพณีทำบุญแห่พระ ชักพระหรือลากพระ และมีปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เสด็จประพาสเมืองหลังสวน ในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ (ร.ศ. ๑๐๘) ระบุว่ามีเรือนำเสด็จ ๒ ลำ คือ “เรือมะเขือยำ” และ “เรือศรีนวล” เข้าร่วมแข่งขันด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานที่กล่าวได้ว่าการแข่งเรือหลังสวนนั้นมีมาเกือบ ๒๐๐ ปี ในอดีตการชักพระหรือลากพระนั้น พุทธศาสนิกชนในอำเภอหลังสวนจะจัดขบวนเรือกฐินไปทำบุญที่วัดด่านประชากร วัดสำคัญของอำเภอ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหลังสวน โดยเรือที่ใช้ในการตั้งองค์กฐินซึ่งมีพระภิกษุสงฆ์นั่งมาด้วยเรียกว่า "เรือพระ" มีขนาดใหญ่พอควร จึงต้องใช้เรือของชาวบ้านเรียกว่า "เรือยาว" ในการลากจูง โดยระหว่างทางขบวนเรือกฐินจะมีการตีฆ้อง ตีกลอง แห่กันมาเต็มไปทั่วคุ้งน้ำ เมื่อเสร็จจากการทำบุญทอดกฐิน ชาวบ้านจะนำเรือยาวมาจับคู่ประลองกำลังกันเพื่อความสนุกสนาน
        ในปัจจุบันวันขึ้น ๑๕ ค่ำ-แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ จะมีการประกอบประเพณีแห่พระ ซึ่งจะมีเรือพระจากวัดต่าง ๆ ซึ่งตกแต่งกันอย่างวิจิตรสวยงาม ซึ่งจะอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญของวัด มาประดิษฐานในเรือ (ทางน้ำ) หรือล้อเลื่อน (ทางบก) โดยพระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์ในขณะทำการชักลากหรือแห่ตามถนนและชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสักการะและร่วมทำบุญ มีการจัดขบวนฟ้อนรำและการแสดงการละเล่นพื้นเมือง ในขบวนแห่จะมีโล่พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรูปถ่ายของพระเทพวงศาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดขันเงิน ที่ให้การสนับสนุนเป็นผู้อุปถัมภ์ในการแข่งเรือทุกครั้งในคราวที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เรือพระทั้งหมดจะถูกลากจูงมารวมกันที่แม่น้ำหลังสวน ท่าน้ำวัดด่านประชากร เมื่อเสร็จในเรื่องของพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว ก็จะมีการละเล่นต่าง ๆ และที่สำคัญคือการแข่งขันเรือยาวที่เป็นเอกลักษณ์ของหลังสวน นับว่าเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของการแข่งเรือยาวเพราะมีการขึ้นโขนชิงธง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นหนึ่งเดียวในประเทศไทยก็คือไม่ได้ตัดสินที่แพ้ชนะกันด้วยความเร็วเท่านั้น แต่ตัดสินจากการขึ้นโขนชิงธงของนายหัวเรือ
         คำว่า "โขน" หมายถึงส่วนของหัวเรือซึ่งสามารถถอดเก็บได้ เกาะยึดกับตัวเรือด้วยสายยูขนาดใหญ่ และสามารถรองรับน้ำหนักของนายหัวเรือได้ สำหรับโขนเรือในงานประเพณีแห่พระนี้ส่วนโขนเรือจะประดับประดาตาตามขนบ คือมีผ้าแพร หน้าร่า และบายศรี ทั้งนี้การผูกผ้าที่หัวเรือทำเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ การประดับด้วย "หน้าร่าร่า" ซึ่งเป็นผืนผ้าขนาดยาวที่ห้อยลงมาจากโขนเรือ บนผ้าจะประดับด้วยกระจกเพราะเวลากระจกกระทบกับผิวน้ำจะเกิดแสงแวววาวที่สวยงาม ก่อนการแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงจะมี "พิธีทำขวัญเรือ" เป็นพิธีกรรมที่ทำกันก่อนการแข่งเรือ ๑ วัน คือในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ โดยเรือที่จะเข้าร่าร่วมแข่งขันแต่ละลำจะพากันกลับวัดของตนหรือสถานที่ที่เหมาะสม จากนั้นนำเรือไปตั้งไว้ในโรงพิธี มีการนำผ้าแพรหลากสีผูกมัดที่หัวโขนเรือ เทียนที่จัดแล้วจะปักอยู่ตามที่นั่งของฝีพายทั้งหมด บริเวณตอนกลางเรือจัดเป็นที่วางเครื่องเช่นไหว้ประกอบด้วย บายศรี ของคาว ขนมหวาน น้ำส้ม กล้วยเล็บมือนาง ส่วนหน้ามีเทียนและธูป โดยหมอครผู้ทำพิธีจะนั่งขัดสมาธิหน้าเครื่องเช่น ท่องบทสวดอัญเชิญเทวดาขอพรให้เรือที่เข้าทำพิธี โดยการเอ่ยชื่อให้มีฤทธิ์ศักดาหาญและชนะเรือลำอื่น ๆ พิธีนี้นี้จะทำเป็นช่วง ๆ สลับกับการตีกลอง ฆ้อง และจุดประทัด ในตอนท้ายของพิธีจะนำเทียนมาจุดแล้วติดกับพัดโบกโลหะ ให้ผู้เกี่ยวข้องมายืนเรียงรายต่อแถวกันโดยรอบลำเรือแล้วส่งพัดโบกต่อ ๆ กันไป ขณะเดียวกันก็ใช้มือพัดควันเปลวเทียนเข้าหาลำเรือ จากนั้นหมอครูก็เจิมที่โขนเรือเป็นอันเสร็จพิธี  
           การขึ้นโขนชิงธงคือการที่นายหัวเรือปืนหัวเรือขึ้นสุดปลายหัวเรือแล้วจับหวายแถบธง ซึ่งทำจากผ้าสีแดงผูกติดกับปลายหวายทั้งสองด้านบริเวณเส้นชัย หวายที่ใช้เป็นหวายเล็กหรือที่เรียกกันว่า "หวายชุมพร" จะถูกสอดไว้ในกระบอกไม้ไผ่ โดยโผล่ปลายธงทั้งสองด้านติดตั้งไว้บนแพผู้ตัดสิน หากนายหัวเรือฝ่ายใดชิงธงได้ก่อนผู้นั้นเป็นฝ่ายชนะ เพื่อความได้เปรียบในการจับธงนายหัวเรือจึงต้องมีจังหวะและสายตาที่รวดเร็ว มีความแม่นยำ และความแข็งแรงในการดึงกระชากเอาผืนธง ที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่ออกมาอย่างสุดแรง โดยต้องอาศัยความสัมพันธ์ของฝีพาย นายหัวเรือ และนายท้ายเรือประกอบกัน จึงจะสามารถจับธงได้ หากนายหัวเรือขึ้นโขนแล้วคว้าธงผิดหรือคว้าธงได้แต่ตกน้ำไปเสียก่อน หรือเรือล่มก่อนที่นายท้ายจะพ้นกระบอกธงถือเป็นแพ้ ถ้าความเร็วเรือคู่กันนายหัวเรือจับธงพร้อมกัน และได้ธงไปลำละท่อนถือว่าเสมอกัน สิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างสีสันของความสนุกสนาน ตื่นตาและเร้าใจให้กับผู้ชมและกองเชียร์เป็นอย่างมาก และส่ิงที่การแข่งเรือของชาวหลังสวนไม่เหมือนกับที่อื่น ๆ คือจำนวนฝีพายเพราะเรือยาวภาคอื่นๆ จะมีฝีพายจำนวน ๕๐, ๔๐ หรือ ๓๐ ฝีพาย แต่ของหลังสวนนั้นมี ๓๒ ฝีพาย เนื่องมาจากความเชื่อว่าคนเราเกิดมาต้องมีอวัยวะครบ ๓๒ ประการ ในอดีตชาวหลังสวนจะขุดเรือเอง โดยเข้าไปในป่าเพื่อเลือกไม้ที่เหมาะและชักลากออกมาเพื่อขุดเป็นเรือ ไม้ที่นิยมและเหมาะในการทำเรือคือไม้ตะเคียน การสร้างเรือยาวแต่ละลำต้องมีพิธีกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เริ่มต้นด้วยการบวงสรวงเจ้าบำเจ้าเขา เพื่อขอไม้อันเป็นมงคลมาทำเรือ ลักษณะไม้ที่ดี คือมีลำต้นตรง ไม่มีรอยตำหนิ เมื่อพบไม้ตามต้องการแล้ว จึงตั้งศาลบวงสรวงเจ้าและนางไม้ หรือวิญญาณอื่นใดที่สิงสถิตอยู่ในต้นไม้นั้นให้ไปสถิดที่อื่น แล้วจึงโค่นไม้ต้นนั้นทิ้งไว้ประมาณ ๑ ปี เพื่อให้ไม้แห้งคงคงสภาพ เพื่อเวลาขุดเรือจะได้ไม่เสียรูปทรง เมื่อไม้แห้งดีแล้วจะกลับมาขุดเรือในลักษณะหยาบ ๆ เพื่อลดน้ำหนักของเนื้อไม้ แล้วจึงนำออกจากป้าและรอฤกษ์งามยามดี จึงทำพิธีเชิญแม่ย่านางเรือเข้าประทับโดยจะเซ่นไหว้ด้วยหัวหมู บายศรี และเครื่องสังเวยต่าง ๆ จากนั้นนำแพรพรรณต่าง ๆ มาประดับตกแต่งไว้ที่โขนเรือ หลังจากเชิญแม่ย่านางเรือเรียบร้อยแล้ว จะดูฤกษ์ยามที่เหมาะสมเชิญเรือลงน้ำเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย และนำเรือไปเก็บไว้ที่วัดเพื่อรอให้ถึงวันแข่งขันจริง หลังจากก็จะทำพิธีอัญเชิญเรือลงน้ำอีกครั้งหนึ่ง
          วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นวันออกพรรษา ตอนเช้าจะมีประเพณีตักบาตรเทโวและขบวนแห่เรือพระบก ผู้คนต่างออกมาร่วมกันตักบาตรและทำบุญกันแต่เช้าตรู่ จากนั้นจึงเริ่มขบวนแห่พระบก จากวัด โรงเรียน และองค์กรต่าง ๆ แต่ละขบวน โดยมีการนำพระพุทธรูปสำคัญของวัดมาประดิษฐานในขบวนเรือแห่ มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เพื่อให้ชาวบ้านได้สักการะ และบริจาคทรัพย์ร่วมทำบุญ มีการจัดขบวนแห่ ฟ้อนรำ การแสดง การละเล่นพื้นเมือง ผู้แห่เรือจะเป็นชาวหลังสวน มาจากทุกช่วงวัย ผู้เฒ่าผู้แก่ วัยกลางคน และเด็ก จำนวนมากร่วมแสดงในขบวนแห่เรือแต่ละลำ นับเป็นภาพความสามัคคี ปรองดอง ที่งดงามของชาวหลังสวน ที่เต็มใจมารวมตัวกันในงานประเพณีนี้ เพื่อดำเนินการจัดงานทุกปีได้อย่างงดงาม พอตกเย็นก็ถึงช่วงเวลาสำคัญคือ “การแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธง” ที่รอคอยมาเป็นเวลาหลายวัน การแข่งจะเริ่มกันที่แม่น้ำหลังสวนบริเวณวัดด่านประชากร ทั้งสองฝั่งแม่น้ำแน่นขนัดไปด้วยผู้ชมและกองเชียร์ ซึ่งมาจับจองพื้นที่เพื่อดูการแข่งขัน พิธีเปิดเริ่มด้วยขบวนพระ ขบวนเรือสวยงาม เรือแข่งขัน แห่ทางน้ำให้ชมก่อนเริ่มการแข่งขัน นอกจากนี้ยังมีเรือกองเชียร์ เรือเอนเตอร์เทน แล่นไปมาเพื่อสร้างสีสันสร้างเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน ให้กับผู้เข้าชมตลอดการแข่งขัน นับเป็นสีสันที่ขาดไม่ได้เช่นกันในการแข่งขันนี้ 
ในพิธีเปิดการแข่งขันก่อนเข้าสู่วันแข่งเรือจะมีพิธีทำขวัญเรือ เพื่อปลุกขวัญกำลังใจและสร้างจิตใจที่ฮึกเหิมให้กับฝีพายที่จะต้องเข้าแข่งขัน รวมถึงเป็นการบูชาแม่ย่านางเรืออีกด้วย เดิมทีการทำขวัญเรือนี้จะทำกันเป็นภายใน เฉพาะหมอครูผู้ทำพิธีและเหล่าฝีพายเท่านั้น แต่ปัจจุบันเปิดกว้างให้ชาวบ้านเข้าร่วมบริเวณรอบ ๆ เข้าพิธีด้วยโดยจะมีการตกแต่งผูกหัวโขนเรือด้วยผ้าแพรหลากหลายสี และมีช่างทำการตกแต่งทาสีเรือใหม่ให้สวยงาม โดยที่ชาวบ้านมารวมตัวช่วยกันทำอาหาร พร้อมตระเตรียมของเซ่นไหว้ ซึ่งประกอบไปด้วยบายศรี ของคาว ขนมหวาน ผลไม้ เครื่องดื่ม หมอน ธูป เป็นต้น สำหรับทำพิธีให้เสร็จเรียบร้อย ก่อนเริ่มพิธีในค่ำวันเดียวกันเมื่อถึงเวลาเริ่มพิธีจะมีการตั้งโต๊ะจุดธูปเทียนบูชาบวงสรวงแม่ย่านาง มีการจุดเทียนบนหัวเรือและตำแหน่งที่ฝีพายนั่ง ฝีพายแต่ละคนจะยืนอยู่ข้างเรือประจำจุดของตนอย่างสงบนิ่ง นอกจากนี้ยังมีการจุดเทียนและธูป บนหัวเรือเก่าต่าง ๆ ที่ปลดระวางแล้วซึ่งจอดเก็บไว้ในโรงเก็บเรือด้วย จากนั้นหมอครูผู้ทำพิธีโดยจะเริ่มจากสวดอันเชิญเทวดา ขอพรให้เรือที่ทำพิธีมีชัยในการแข่งขัน จุดประทัดเอาฤกษ์เอาชัย ตามด้วยการร้องเพลงเห่เรือร่วมกัน เพื่อบอกกล่าวเล่าเรื่องราวการแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง ตั้งแต่การหาไม้ เลือกไม้ ขุดเรือ การแข่ง การพนันขันต่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวหลังสวนเท่านั้น อีกสีสันของงานประเพณีนี้ที่ขาดไ่ม่ได้คือ “การปิดเมืองกินฟรี” ที่ชาวหลังสวนทุกคน ทั้งชาวบ้าน โรงเรียน ร้านค้า บริษัทแม้กระทั่งองค์กรต่าง ๆ จะพร้อมใจกันนำอาหารคาวหวาน ขนมนมเนย น้ำดื่ม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ไอศกรีม และอื่น ๆ มาตั้งโต๊ะต้อนรับเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ที่มาเที่ยวงานได้กินกัน บางกลุ่มถึงกับยกหม้อ ยกเตา มาทำอาหารตักแจกกันสด ๆ ที่งาน ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูคึกคัก ผู้คนเดินเล่นกันแน่นขนัดตั้งแต่เช้า บ่าย ยันค่ำ นอกจากนี้ยังมีการสมโภชน์เรือพระบก โดยแต่ละวัด โรงเรียน หรือชุมชน จะร่วมกันออกแบบเรือของชุมชนตนเอง ตกแต่งประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง สวยงาม และนำมาจอดให้ได้เดินชม บ้างประดับประดาด้วยดอกไม้สด บ้างตกแต่งด้วยผักสวนครัว บ้างทำเป็นบายศรีขนาดใหญ่ ขึ้นโครงเป็นมังกรบ้าง เป็นเรือสุพรรณหงส์บ้าง โดยปีที่ผ่านมา (๒๕๖๘) มีเรือเข้าร่วมประกวดมากกว่า ๓๐ ลำ มีผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาชมจนแน่นพื้นที่ มีทั้งนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่มาเดินชมกันให้ขวักไขว้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ความเพลิดเพลิน เพราะกว่าจะเดินดูเรือครบทุกลำก็ใช้เวลาไปหลายชั่วโมง         
          การแข่งเรือนั้นจะแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ประกอบด้วย

๑. ประเภทเยาวชน
๒. ประเภทผู้นำท้องถิ่น
๓. ประเภทพายในจังหวัดชุมพร
๔. ประเภทเรือขุด
๕. ประเภทเรือทั่วไป

           การเข่งเรือจะใช้ระยะทางการแข่งประมาณ ๕๐๐ เมตร ฝีพาย ๓๒ ฝีพายต่อหนึ่งลำเรือ โดยทุ่นปล่อยเรือจะต้องเป็นจุดที่มองเห็นทั้งสองฝั่งน่านน้ำเท่ากัน ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ การแข่งเรือยาวของหลังสวนนี้จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนการแข่งขันเรือยาวของที่อื่น ๆ ในการแข่งขันจะตัดสินเรือที่มีความพร้อมเพรียงของฝีพาย และความสามารถของนายหัวเรือและนายท้ายเรือ โดยนายท้ายเรือจะต้องถือท้ายเรือให้ตรง เพื่อที่นายหัวเรือจะขึ้นโขนเรือเพื่อ “ชิงธง” ที่ทุ่นเส้นชัยกลางลำน้ำให้ได้ โดยกรรมการจะผูกธงไว้กับหวายแต่ละด้าน ต่อหวายเข้าด้วยกันเป็นเส้นยาวเส้นเดียว ใส่ลงในกระบอกธงให้ธงระบัดอยู่ด้านซ้ายและขวาของลำน้ำ เมื่อเรือแข่งแล่นเข้าใกล้ระยะชิงธง นายหัวเรือจะต้องปีนขึ้นไปบนโขน (หัวเรือ) ที่กำลังแล่นอยู่เพื่อคว้าธงของฝั่งตน ใครคว้าธงได้ก่อนโดยไม่ตกจากเรือถือว่าเป็นผู้ชนะ การตัดสินผลแพ้ชนะด้วยการชิงธงนี้ก็เพื่อให้ผลแพ้ชนะเป็นไปอย่างยุติธรรม เป็นที่ประจักษ์แก่ทั้งกรรมการและผู้ชมโดยสมบูรณ์ ไม่มีข้อโต้แย้งและไร้ข้อกังขา เป็นการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านด้วยสิ่งที่มีอยู่รอบตัว โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีใด ๆ มาช่วยในการตัดสิน เสียงเชียร์ที่ดังสนั่นทั่วลุ่มน้ำหลังสวน ตลอดถึงเสียงพากย์เรือด้วยภาษาพื้นถิ่นที่เร็ว เร่งและเร้าใจ ทำให้การชมแข่งเรือนั้นสนุกสนานยิ่งขึ้น เรียกว่าเป็นช่วงจังหวะที่ทำให้ผู้ชมลุ้นจนแทบลืมหายใจกันทุกครั้งไป และทำให้การแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงของอำเภอหลังสวนเป็นแหล่งรวมตัวของคนในท้องถิ่น ต่างถิ่นต่างแดนอย่างล้นหลามเป็นประจำทุกปี
       ประเพณี
การแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง จัดขึ้นที่สนามแม่น้ำหลังสวนบริเวณหน้าวัดด่านประชากร ซึ่งเป็นสนามกลางของภาคใต้ ทำให้มีผู้คนมากมายต่างให้ความสนใจและประทับใจจนสองฝั่งแม่น้ำหลังสวนเนืองแน่นไปด้วยผู้คนแทบจะไม่มีที่ให้เดิน เสียงเชียร์ที่ดังสนั่นทั่วลุ่มน้ำหลังสวน และเสียงพากย์เรือทำให้การแข่งเรือนั้นสนุกยิ่งขึ้น คนในอำเภอหลังสวนมีความภาคภูมิใจในประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงมาก พอถึงวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ลูกหลานชาวหลังสวนที่ไปทำมามากินหรือศึกษาต่อที่อื่นจะกลับมาเยี่ยมบ้านและร่วมทำบุญในงานประเพณีนี้ บางกลุ่มนำพุ่มผ้าป่าการศึกษามาทอดและบริจาคเงินให้โรงเรียน ซึ่งเป็นการปลุกจิตสำนึกรักบ้านเกิดให้แก่คนหลังสวน ให้มีความรักความสามัคดีต่อกัน รวมถึงการจำหน่ายพืชผลทางการเกษตรและสินค้าพื้นบ้าน ในช่วงงานประเพณีดังกล่าวก็ยังถือว่าเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านและชุมชนในพื้นที่อีกด้วย
           


ภาพจาก : https://link.psu.th/djQAt3

        เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ยังอยู่คู่ลูกหลานชาวหลังสวน องค์กรต่าง ๆ ทั้งรัฐและเอกชน ทุกภาคส่วนในอำเภอหลังสวน ต่างพร้อมใจช่วยกันอนุรักษ์ และสืบทอดประเพณีนี้ให้ยังคงอยู่ต่อไป ตัวอย่าง เช่น โรงเรียนสวนศรีวิทยา มีการบรรจุหลักสูตรการพากย์การแข่งเรือ การพายเรือแข่ง เข้าไปในหลักสูตรของโรงเรียน มีการรับสมัครฝีพายให้นักเรียนได้เริ่มฝึกฝนและลงสนามจริง ฝึกโดยโค้ชพยุงศักดิ์ นาคอุดม หรือโค้ชยุงของเด็ก ๆ ผู้สร้างนักกีฬาเรือพายทีมชาติไทยมาแล้วหลายคน นักเรียนที่สมัครเรียนหลักสูตรเหล่านี้ สามารถใช้เป็นโควตานักกีฬา ในการยื่นเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ตนสนใจในอนาคตได้อีกด้วย


ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อ/สถานที่/เรื่อง
ประเพณีแห่พระแข่งเรือ ขึ้นโขนชิงธง
ที่อยู่
จังหวัด
ชุมพร


วีดิทัศน์

บรรณานุกรม

ประเพณีแห่พระแข่งเรือ ขึ้นโขนชิงธง. (2568). สืบค้น 22 ม.ค. 69, จาก link.psu.th/XaRcgN
ประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง มรดกทางวัฒนธรรมแห่งลุ่มน้ำหลังสวน. (ม.ป.ป.).  สืบค้น 22 ม.ค. 69, จาก https://link.psu.th/xE2XvM
มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชุมพร. คณะศิลปศาสตร์. (2563). ประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง มรดกทางวัฒนธรรมแห่งลุ่มน้ำหลังสวน ชุมพร.
              คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชุมพร.


รูปภาพ
 
      Font Size  
Back to Top
Khunying Long Athakravisunthorn Learning Resources Center
Prince of Songkhla University ©2018-2026