
ภาพจาก : https://link.psu.th/GsfNeS
วัดเวียงสระ เป็นวัดหนึ่งที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๙๐๐ มีพื้นที่ทั้งหมด ๒๖๗ ไร่ ๒ งาน ๗๙.๖ ตารางวา เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณเวียงสระที่มีอายุประมาณ ๑,๗๐๐ ปี ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ ตำบลเวียงสระ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ห่างจากตัวจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปทางทิศใต้ประมาณ ๗๐ กิโลเมตร และห่างจากที่ว่าการอำเภอเวียงสระไปทางทิศเหนือประมาณ ๗ กิโลเมตร วัดเวียงสระตั้งอยู่บริเวณเส้นละติจูดที่ ๘ องศา ๓๙ ลิปดา ๑๘ ฟิลิปดาเหนือ และเส้นลองติจูดที่ ๙๙ องศา ๑๘ ลิปดา ๒๖ ฟิลิปดาตะวันออก ในพิกัดกริดที่ ๔๗ จากแผนที่ ซึ่งอยู่บริเวณเกือบกึ่งกลางระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามัน เป็นวัดที่พบหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ มากมาย เช่น พระพุทธรูปพระพุทธเจ้าศากยมุนี จำหลักเป็นภาพนูนสูงบนแผ่นหินทรายแดง ขนาดสูง ๑๑.๕ เซนติเมตร อยู่ในท่าตริภังค์ ปางประทานพร สกุลช่างสารนาถ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑ ถือเป็นพระพุทธรูปที่อาจจะเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เทวรูปพระวิษณุศิลา สกุลช่างปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ พระวิษณุศิลาแบบสกุลช่างโจฬะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ พระศิวะไภรวะประติมากรรมนูนสูงทำด้วยหินทรายปางดุร้าย แบบสกุลช่างโจฬะตอนต้น และหลักฐานอื่น ๆ อีกมากมายหลายร้อยชนิด วัดเวียงสระ เคยเป็นวัดร้างและเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษามาเป็นระยะ ๆ หลายยุคหลายสมัย ปัจจุบันวัดได้เจริญขึ้นตามลำดับ มีเสนาสนะต่าง ๆ ทั้งในยุคเก่า และปลูกสร้างขึ้นใหม่มากมาย
วัดเวียงสระนักโบราณคดีเชื่อกันว่าเป็นวัดสร้างที่สร้างขึ้นหลังจากการสร้างเมืองเวียงสระแล้ว ตัววัดตั้งติดกับคูเมืองเวียงสระโบราณ ภายในวัดมีสระน้ำวิหารอุโบสถ และกุฏิสงฆ์ โดยเมืองเวียงสระเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๐-๑๖ มีอาณาจักรแห่งหนึ่งมีอำนาจและมีอิทธิพลมากครอบคลุมจากชุมพรไปถึงชวา เรียกอาณาจักรนี้ว่าอาณจักรศรีวิชัย ซึ่งมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองไชยา รวมทั้งเมืองเวียงสระด้วย แต่นักประวัติศาสตร์บางคนกล่าวว่าศูนย์กลางของการปกครองอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา แต่ก็ยังไม่ยุติจนกระทั่งบัดนี้ เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ ได้มีพราหมณ์ ๒ คนพร้อมด้วยอาจารย์อีก ๒ ท่าน กับสมัครพรรคพวกอีกประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน ได้ล่องเรือลงมาทางใต้และได้ขึ้นบกที่เมืองตะโกลา (เมืองตะกั่วป่าในปัจจุบัน) และล่องลงมาตามลำน้ำตะกั่วป่ามาตั้งเมืองที่บ้านน้ำรอบบริเวณริมคลองพุมดวงได้ตั้งชื่อเมืองว่า "ระวะตี" (บางท่านว่าชื่อทวาราวดี) ต่อมาเกิดไข้ห่าระบาดจึงอยู่ได้ไม่นาน ก็ได้อพยพมาตั้งเมืองที่เมืองเวียงสระ ซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำโดยได้ขุดคูเป็นปราการรอบเมืองเพื่อให้น้ำเข้ามาได้ เมืองเวียงสระสมัยนั้นเจริญรุ่งเรืองมาก มีการติดต่อค้าขายกับชาวจีนทางเรือ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ กรมศิลปากรได้ขุดพบเหรียญตราและของใช้ของจีนสมัยราชวงศ์เหม็ง และสมันนั้นตามประวัติ กล่าวว่าอาณาจักรศรีวิชัย กำลังเจริญรุ่งเรืองที่สุด จึงน่าสันนิษฐานได้ว่าเมืองเวียงสระ น่าจะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัย และเชื่อกันว่าเมืองเวียงสระมีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๗ เพราะมีการติดต่อส่งทูตไปยังราชสำนักจีนในสมัยราชวงศ์เหลียง เมื่อราว ๆ ปี พ.ศ. ๙๖๗ วัดเวียงสระถือว่าเป็นศูนย์กลางของการปกครอง ได้รับความสนใจจากนักโบราณดคีเพราะมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี นักโบราณคดีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้ามาค้นคว้าอยู่เสมอ ตลอดถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนของผู้ต้องการความสงบ และยังเป็นแหล่งรวมจิตใจของชาวบ้านใกล้เคียงอีกด้วย วันที่ชาวเวียงสระมีความภูมิใจอย่างหาที่สุดไม่ได้คือวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๑๗ เนืองจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้เสด็จมาเยี่ยมชม และทอดพระเนตรโบราณวัตถุที่วัดเวียงสระแห่งนี้
วัดเวียงสระจากข้อมูลของศูนย์กลางข้อมูลทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่าวัดนี้ตั้งขึ้นประมาณปี พ.ศ. ๙๐๐ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ก็ถือว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นับว่าเป็นวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์ ต่อมากรมศิลปากรสาขาที่ ๘ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๒๗ การเดินทางมาวัดโดยใช้ถนนทางหลวงหมายเลข ๔๑ สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช กลับรถเพื่อเข้าถนนหมายเลข ๔๐๐๙ เพื่อมุ่งหน้าอำเภอเวียงสระ และเลี้ยวซ้ายเข้าซอยถนนวิภาวดีรังสิต ๔๗ ประมาณ ๖.๘ กิโลเมตร เพื่อเข้าสู่เมืองโบราณเวียงสระ (วัดเวียงสระ)
เทศบาลตำบลเวียง. (ม.ป.ป). เมืองโบราณเวียงสระ. สืบค้น 07 เม.ย. 69, จาก https://link.psu.th/duxQh3