
ภาพจาก : https://link.psu.th/zkgmhA
วัดตรังคภูมิพุทธาวาส เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ถือเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ โดยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เจ้าเมืองตรังในขณะนั้น (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕) ได้ก่อตั้งวัดประจำเมืองขึ้นบริเวณ "ที่ทำการชุมสายกันตัง” (บริเวณคอกวัว) ในที่ลุ่มระหว่างเนินศาลากลางกับเนินสถานีตำรวจ แรกตั้งเรียกชื่อว่า “วัดคีรีวงษ์” เพราะอยู่ระหว่างเนินภายหลังเห็นว่าสถานที่ไม่เหมาะสม จึงย้ายไปตั้งใหม่ที่บ้านนาในเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๒ และเรียกชื่อว่า "วัดกันตัง" ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรส เสด็จมาประทับที่วัดในคราวออกตรวจการคณะสงฆ์ ได้ประทานนามใหม่ว่า “วัดตรังคภูมิพุทธาวาส”
วัดตรังคภูมิพุทธาวาสแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ ๓๕ ไร่ สภาพโดยทั่วไปของวัดตั้งอยู่บนที่ราบสู แต่ไม่มีคูน้ำล้อมรอบ ซึ่งต่อมาชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงได้เข้ามาใช้พื้นที่วัด ทั้งในการเพาะปลูกและการสร้างบ้านพักอาศัย จนปัจจุบันเนื้อที่ของวัดเหลืออยู่เพียง ๒๑ ไร่ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ได้เสด็จฯ มาพระราชทานพระแสงราชศาสตราประจำเมือง ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเสือป่ามณฑลภูเก็ต และรับลูกเสือเข้าประจำกอง ณ พลับพลาพิธีวัดตรังคภูมิพุทธาวาส
วัดตรังคภูมิพุทธาวาสได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๑๑ วา ๒ ศอก ยาว ๑๕ วา ๒ ศอก ได้ผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ เกี่ยวกับการศึกษาทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ และได้เปิดโรงเรียนมัธยมของวัดขึ้น ปัจจุบันได้หยุดกิจการไป ยังมีสอนอยู่เฉพาะพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณรเท่านั้น ต่อมากรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ตามประกาศวันที่ ๒๐ ตุลาคม 2543 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๓๓ง ลงวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ การเดินทางไปวัดตรังคภูมิพุทธาวาส โดยเริ่มต้นจากตัวเมืองตรังไปตามถนนสายตรัง-กันตัง ไปประมาณ ๒๐ กิโลเมตร เมื่อเข้าสู่เขตเทศบาลเมืองกันตัง จะผ่านสี่แยกไฟแดงที่จะแยกไปโรงพยาบาลกันตัง ให้ตรงไปเพื่อเข้าเขตตัวเมืองกันตังแล้วให้ชะลอความเร็ว โดยวัดจะอยู่ด้านซ้ายมือก่อนถึงปั้ม ปตท.

แผนที่เดินทางไปวัดตรังคภูมิพุทธาวาส
ภาพจาก : https://trangkapum.blogspot.com/
อุโบสถ

ภาพจาก : https://link.psu.th/3NGj99
อุโบสถของวัดตรังคภูมิพุทธาวาส สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ จากบันทึกบางแหล่งกล่าวว่าสร้างโดยพระครูวิสุทธ์ศิลาจารย์ฑิฆาปาโมกข์ (ลบ ทวิสุวรรณ ) แต่ผู้รู้บางท่านกล่าวว่าอุโบสถหลังนี้สร้างหลังจากที่ท่านมรณภาพแล้ว (ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙) ตัวอุโบสถมีความกว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๑๘ เมตร เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก มีลักษณะเด่นคือหลังคามุงด้วยกระเบื้อง ส่วนบริเวณร่องลมก็มีลวดลายฉลุเก่าแก่ บานประตูหน้าต่างเป็นไม้เขียนลายแบบไทยด้วยฝีมือช่างท้องถิ่น ภายในอุโบสถมีพระประธานหินอ่อนซึ่งพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี๊) นำเข้ามาจากประเทศพม่าพร้อมกับพระอัครสาวก ๒ องค์ และช้าง สิงห์ อย่างละคู่ เนื่องจากอุโบสถมีอายุยาวนาน ย่อมชำรุดไปตามกาลเวลา จังหวัดตรังจึงได้สนับสนุนงบประมาณให้กรมศิลปากรดำเนินการบูรณะตามหลักวิชาการ และแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๕๔

ภายในอุโบสถมีพระประธานหน้าตักกว้าง ๔๓ นิ้ว ปางมารวิชัย พร้อมด้วยพระอัครสวกซ้าย-ขวา สร้างด้วยหินอ่อน นอกจากนี้มีพระพุทธรูปเชียงแสน ๑ องค์ หน้าตักกว้าง ๑๘ นิ้ว พระยาสุรินทร์ราชสยามธิราชภักดีศิริพาหะ สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต อัญเชิญมาจากกรุงเทพมหานครถวายไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖ และสังเค็ด (ธรรมาสน์) ร.๖ ถวายเนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ห้ว (รัชกาลที่ ๕) บริเวณหน้าพระอุโบสถมีรูปรูปปั้นสิงโตและช้าง ที่แกะสลักจากหินอ่อนอย่างละ ๑ คู่ (สันนิษฐานว่านำมาจากประเทศสหภาพพม่า) อุโบสถปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๓๓ ง ลงวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔
พระประธานในอุโบสถ

หลวงพ่อขาว
พระประธานหรือหลวงพ่อขาว เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดพระเพลา กว้าง ๔๓ นิ้ว เดิมพระเศียรไม่มีพระเกตุมาลาอันเป็นลักษณะเดียวกับพระพุทธรูปหินอ่อนทั่วไปที่มีอยู่ในเมืองตรัง ชาวบ้านมักเรียกชื่อว่า "พระขาว" หรือ "หลวงพ่อขาว" ต่อมาได้ต่อเติมพระเกตุมาลาเป็นรูปเปลวเพลิงและทาสีทองทั่วทั้งองค์พระ ทำให้ชื่อหลวงพ่อขาวเลือนไป ต่อมาเมื่อมีการปฏิสังขรณ์อุโบสถในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้ขัดสีทองออกบางส่วนแล้ว แต่ยังมีการเสริมสีสันตรงพระพักตร์และไตรจีวร พระพุทธรูปหินอ่อนองค์นี้ ไม่ได้มีความสำคัญเพียงความเป็นพระพุทธรูปหินอ่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นพระสำคัญคู่เมืองคู่เมืองกันตังอีกด้วย ตามหลักฐานที่บันทึกข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความเป็นมาของพระพุทธรูปองค์นี้ กล่าวว่าพระยารัษฎานุประดิษฐ์ ได้นำมาจากประเทศเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย โดยทางเรือเมื่อประมาณ ๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว ก่อนนำมาประดิษฐานในพระอุโบสถแห่งนี้ ต่อมาได้มีการต่อเติมพระเกตุเมาลีและพระกรรณให้ยานยาวขึ้น และใช้สีทองทาทับองค์พระเพื่ออำพรางองค์พระไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันการโจรกรรม เพราะในอดีตเคยถูกขโมยไปจากวัดมาแล้วครั้งหนึ่ง สาเหตุเพราะคนร้ายหวังทองคำในพระเศียรแต่ม่สามารถนำไปได
เจ้าอาวาสวัดตรังคภูมิพุทธาวาสนั้นจากที่ค้นพบจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ มีด้วยกัน ๔ รูป ดังนี้
| รูปที่ ๑ | พระครูบริสุทธิ์ศีลาจารย์ฑิสังฆปาโมกข์ (หลวงปู่ลบ) | พ.ศ. ๒๔๓๖ - ๒๔๖๙ |
| รูปที่ ๒ | พระวินัยธรตุด | พ.ศ. ๒๔๖๙ - ๒๔๘๔ |
| รูปที่ ๓ | พระครูวิศาลศีลคุณ (รุ่ง พุทธิรํโส) | พ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๕๔๒ |
| รูปที่ ๔ | พระครูถาวรศีลวัฒน์ (ประดับ ถาวรสีโล) | พ.ศ. ๒๕๔๒ - ปัจจุบัน |
ประวัติพระครูวิศาลศีลคุณ (รุ่ง พุทธิรังสมหาเถระ)

ภาพจาก : https://link.psu.th/8fHzEx
พระครูวิศาลศีลคุณ (รุ่ง พุทธิรังสมหาเถระ) อดีตเจ้าอาวาสวัดตรังคภูมิพุทธาวาส และเจ้าคณะอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
ชาติภูมิ
พระครูวิศาลศีลคุณ มีนามเดิมว่า รุ่ง รัตนชู เกิดเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีระกา ณ บ้านแร่ ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นบุตรของนายคล้าย และนางเอียด รัตนชู มีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ๖ คน คือ
| ๑. นางประจงค์ รัตนชู |
| ๒. นายเรือง รัตนชู |
| ๓. นายนำ รัตนชู |
| ๔. นายรื่น รัตนชู |
| ๕. พระครูวิศาลศีลคุณ (รุ่ง รัตนชู) |
| ๖. นายอิ่ม รัตนชู |
การศึกษาและบรรพชาอุปสมบท
เมื่อท่านอายุได้ ๙ ขวบ โยมบิดาและโยมมารดาตั้งใจให้ศึกษาเล่าเรียน จึงให้ไปอยู่กับญาติฝ่ายมารดาชื่อท่านก้ง อยู่วัดโพธิ์ จังหวัดพัทลุง ได้เรียน นโม ก.ข. พออ่านออกเขียนได้ ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนเช่นทุกวันนี้ ต่อมาท่านก้งได้ย้ายจากวัดโพธิ์ไปอยู่วัดควนมะพร้าว ท่านก็ได้ย้ายติดตามมาอยู่ที่วัดควนมะพร้าวด้วยเช่นกัน ได้เรียน นโม ก.ข. เขียนภาษาขอมและเรียนเลขจนอ่านออกเขียนได้ ต่อมาเจ้าอาวาสวัดแร่ได้มรณภาพลง ชาวบ้านวัดแร่ได้นิมนต์ท่านก้งไปเป็นเจ้าอาวาส ท่านก็ได้ติดตามไปอยู่วัดบ้านแร่ ตำบลควนมะพร้าวด้วย ซึ่งในระหว่างนั้นทางราชการได้ประกาศให้เปิดโรงเรียนประชาบาลขึ้น โดยการสำรวจเด็กที่อายุไม่เกิน ๑๕ ปี ให้เข้าเรียน ท่านจึงมีโอกาสได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดควนมะพร้าว แต่อาศัยอยู่วัดแร่ โรงเรียนอาคารไม่มีได้ใช้ศาลาการเปรียญของวัดเป็นที่เรียน ท่านได้เรียนอยู่ ๒ ปี จนจบชั้นประถม สมัยนั้นมีเพียงประถม ๓ เท่านั้น เมื่อเรียนจบได้มีโอกาสบวชเป็นสามเณร ต่อมาท่านได้ลาสิกขาออกไปช่วยโยมบิดาทำนาและช่วยงานทางบ้าน เมื่อเริ่มเป็นเด็กหนุ่มช่วงนั้นทางวัดแร่ได้มีการสร้างกุฎิและศาลาการเปรียญ ท่านก้งก็ได้ชวนท่านซึ่งเป็นลูกศิษย์ให้ไปช่วยกันเลื่อยไม้ในวัด ท่านก็ได้มาอยู่ที่วัดแร่อีกครั้ง โดยเป็นลูกมือในการเลื่อยไม้แปรรูปให้กับวัด ในช่วงนี้ท่านก็ได้ศึกษาตำรายาสมุนไพรจากท่านก้งไปด้วย เมื่อท่านอายุได้ ๑๖ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรอีกครั้ง เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ โดยมีพระครูอริยสังวร เจ้าอาวาสวัดวัง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้ว ท่านก็ได้พูดกับท่านกังว่าความรู้ต่าง ๆ ก็ได้เรียนมาพอสมควรแล้ว มนต์พิธีต่าง ๆ ยาสมุนไพร สิ่งเหล่านี้ก็ได้เรียนรู้มาตั้งแต่ยังไม่บวช เทศน์มหาชาติก็เทศน์ได้เพียงบางบทเท่านั้น เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้วก็ควรไปเรียนเทศนามหาชาติให้จบเสียทุกกัณฑ์ ท่านก้งก็ได้พาท่านไปฝากไว้กับท่านเซ่ง เจ้าอาวาสวัดบ่อทรัพย์ จังหวัดสงขลา ท่านอยู่วัดบ่อทรัพย์ได้ปีเศษก็สามารถเทศนามหาชาติได้ครบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ แล้วท่านก็ได้เดินทางกลับวัดแร่ เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดแร่ ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ โดยมีพระครูอริยสังวร เจ้าอาวาสวัดวัง เจ้าคณะจังหวัดพัทลุง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเมฆ เจ้าอาวาสวัดนิโครธาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการพลัด วัดควนมะพร้าว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เป็นภิกษุภาวะเมื่อเวลา ๑๔.๑๕ น. โดยรับฉายาว่า “พุทธิรํสี” (ต่อมาเมื่อท่านได้เป็นพระอุปัชฌาย์ได้เปลี่ยนฉายาเป็น “พุทธิรํโส” เพื่อสะดวกแก่การสวดญัตติในการบวชนาค) เมื่ออุปสมบทแล้วท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดแร่ ไปเรียนนักธรรมชั้นตรีที่วัดโพธิ์ เมื่อถึงกำหนดสอบนักธรรม ท่านก็ได้ลงสอบสนามหลวง ผลการสอบได้คะแนนเอก ท่านเล่าว่าการสอบนักธรรมในสมัยนั้นต่างกับสมัยนี้มาก เพราะกรรมการคุมสอบมีพระทั้งสองนิกายร่วมกันคุมสอบ คือพระมหานิกายและพระธรรมยุตติกนิกาย ถ้าผู้สอบไม่มีความรู้จริงจะสอบไม่ผ่าน
ลำดับเหตุการณ์สำคัญ
| ปี พ.ศ. ๒๔๗๓- ๒๔๗๖ | พรรษาที่ ๒-๓ ท่านอาจารย์ได้รับนิมนต์จากญาติโยมที่จังหวัดยะลา ให้ท่านไปจำพรรษาที่วัดสะเตง (ปัจจุบันวัดเวฬุวัน) โดยมีท่านสมุทร (ชาวโคกขี้เหล็ก จังหวัดตรัง) เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้เป็นครูสอนนักธรรมชั้นตรีและเรียนนักธรรมชั้นโทด้วย เมื่อสอบก็ไม่ผ่านท่านจึงได้ลาเจ้าอาวาสเพื่อไปเรียนนักธรรมชั้นโท ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช |
| ปี พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๔๗๖ | พรรษาที่ ๔-๕ ท่านได้ไปจำพรรษาที่วัดวังตะวันออก จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมาท่านมหารอบเป็นเจ้าอาวาส ท่านอาจารย์ก็ได้เรียนนักธรรมชั้นโทที่วัดนี้ ท่านพอมีเวลาอยู่บ้างเพราะไม่ได้เป็นครูสอนนักธรรมท่านจึงได้ไปเรียนทางโลกที่โรงเรียนวัดราษฎร์เจริญ พรรษานี้ท่านสอบนักธรรมชั้นโทได้ พรรษาต่อมาท่านก็ได้ไปเรียนนักธรรมชั้นเอกที่วัดเสาธงทอง โดยมีท่านเจ้าคุณธรรมนาค (มหาสัย) เป็นครูสอนและได้เรียนบาลีควบคู่ไปด้วย การเรียนปีนี้วุ่นวายนักเพราะต้องเข้าประชุมระงับอธิกรณ์ เกี่ยวกับเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง ทำให้เสียเวลาเรียนจะต้องไปเรียนทางโลกอีกด้วย ปีนี้ท่านเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๒ และได้สอบนักธรรมชั้นเอกด้วย จากนั้นก็ได้ลาเจ้าอาวาสเพื่อกลับไปเยี่ยมโยมที่บ้าน แต่เจ้าอาวาสวัดวังตะวันออกไม่ยอมให้กลับ มีข่าวว่าท่านเจ้าอาวาสจะลาสิกขาบทแล้วจะให้ท่านอาจารย์เป็นเจ้าอาวาสแทน ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านคิดหนักมาก จึงตัดสินใจชวนเพื่อนที่เรียนอยู่ด้วยกัน (ท่านเล็ก) เมื่อตอนใกล้รุ่งได้หนีไปขึ้นรถไฟกลับจังหวัดพัทลุง กลับไปอยู่วัดแร่อีกครั้ง ผลการสอบนักธรรมชั้นเอกในปีนั้นไม่ผ่าน ทราบภายหลังว่าตกเพียงคะแนนเดียว |
| ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ | พรรษาที่ ๖ เมื่อกลับมาอยู่วัดแร่ปีนี้ไม่ได้จำพรรษาที่วัดแร่ เพราะคณะญาติได้นิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่วัดปรางค์หมู่นอก ในสมัยท่านทองเป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นครูสอนนักธรรมชั้นตรี มีพระภิกษุเข้าเรียน ๔ รูป สอบได้ ๒ รูป พระลูกศิษย์นั้นคือพระพรหมมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเขากง จังหวัดนราธิวาส และอีกรูปคืออดีตเจ้าอาวาสวัดโรงวาส เจ้าคณะอำเภอเมืองสงขลา |
| ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ | พรรษาที่ ๗ ได้ไปจำพรรษาที่วัดโคกคีรี เป็นครูสอนนักธรรม เมื่อมีการสอบนักธรรมแล้วก็ได้กลับมาอยู่วัดแร่อีกครั้ง เมื่อกลับมาอยู่วัดแร่ก็ได้ช่วยพัฒนาวัดแร่ และได้ปรึกษากับพระครูวิจัย (สมัยนั้นเป็นพระพ่วง) ซึ่งอยู่วัดเดียวกัน ถึงเรื่องตัดถนนจากวัดบ้านสวนมายังวัดแร่ เพื่อการคมนาคมสามารถติดต่อกันได้สะดวกขึ้น เพราะสมัยนั้นถนนจากวัดแร่ไปยังวัดบ้านสวนเป็นถนนพอคนเดินได้ข้างทางเป็นป่าปกคลุมตลอดมีความลำบากมาก และจะใช้เป็นเส้นทางในการชักพระเดือน ๑๑ หลังวันออกพรรษาด้วย ได้ตกลงกันว่าจะตัดถนนเป็นระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร งานยังไม่แล้วเสร็จ เมื่อใกล้เข้าพรรษาก็ได้รับจดหมายจากพระวินัยธร (ตุด รักษศรี) เจ้าอาวาสวัดตรังคภูมิพุทธาวาส อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง นิมนต์ให้มาจำพรรษาที่วัดตรังคภูมิฯ ซึ่งท่านเคยมาวัดตรังคภูมิฯ แล้ว เพื่อเยี่ยมพระพ่วงพระบ้านเดียวกันซึ่งเคยมาจำพรรษาอยู่ที่วัดตรังคภูมิฯ และท่านก็เคยได้มาเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในการฉลองอุโบสถวัดนี้ จึงทำให้พระวินัยธรตุดได้นิมนต์ให้มาสอนนักธรรมที่วัดนี้ในที่สุด |
| ปี พ.ศ. ๒๔๗๙-๒๔๘๔ | พรรษาที่ ๘-๑๓ ท่านเดินทางมาวัดตรังคภูมิพุทธาวาส ก่อนวันปวารณาเข้าพรรษา ๑ วัน กะไว้ว่าจะมาอยู่สัก ๑ พรรษา เมื่อท่านมาอยู่วัดตรังคภูมิฯ ในพรรษานั้นท่านยังนึกถึงงานทำถนนที่ค้างอยู่ ท่านก็ได้ลาพรรษาไปบางครั้ง ท่านจำพรรษาที่วัดตรังคภูมิฯ เมื่อกลับไปพัทลุงญาติโยมจะรั้งไว้ที่วัดแร่ก็ไม่ได้ ครั้นครบกำหนดการลาพรรษา ก็กลับมาอยู่วัดตรังคภูมิฯ ตามเดิม ท่านยังคิดไว้ว่าออกพรรษาแล้วจะถือโอกาสกลับไปจัดงานชักพระที่บ้านบ้าง และคิดจะไปจำพรรษาที่จังหวัดสตูลสักครั้งหนึ่ง เมื่อมาอยู่ที่วัดตรังคภูมิฯมีภาระหน้าที่ผูกพัน จึงทำให้ต้องอยู่ที่วัดตรังคภูมิต่อไป แต่ด้วยผลบุญผลกรรมอะไรก็ไม่อาจทราบได้ ปรากฏว่าพระวินัยธรตุดได้มรณภาพลงทางวัดขาดสมภาร พระครูพันธวิริยกิจเจ้าอาวาสวัดท่าพญา และเจ้าคณะอำเภอปะเหลียน พระครูวิศาลศีลคุณ (ด้วน สุวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดควนธานี และเจ้าคณะอำเภอกันตัง ได้ประชุมพุทธบริษัทของวัด ขอความเห็นในเรื่องรักษาการเจ้าอาวาส ก็มีการเสนอให้ท่านป็นผู้รักษาการตอนแรกท่านไม่ยอมรับ ได้บอกว่าจะมาอยู่วัดนี้สักระยะหนึ่ง ต้องกลับไปพัฒนาวัดแร่ ที่พัทลุงยังมีงานคั่งค้างอยู่ แต่เจ้าคณะผู้ปกครองได้สรุปให้ฟังว่าพระวัดตรังคภูมิฯ นี้ ถึงจะมีพระที่แก่พรรษากว่าท่าน แต่ก็เป็นพระหลวงตาบวชเมื่ออายุมาก ความรู้ทางธรรมวินัยก็รู้แบบเอาตัวรอด ไม่สามารถที่จะอบรมพระใหม่หรือเทศน์ฉลองศรัทธาญาติโยมได้ การสวดมนต์และพิธีกรรมก็ไม่คล่องตัว เรื่องอื่น ๆ ที่จำเป็นก็ต้องพึ่งพาผู้ที่มีความรู้ ส่วนท่านนี้เป็นครูสอนนักธรรมด้วย มีความรู้นักธรรมชั้นโท เทศน์มหาชาติชาดกก็ได้ และยังมีความรู้ด้านยาสมุนไพรอีกด้วย จึงขอให้รับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสไว้ก่อน จัดงานศพเสร็จแล้วค่อยตกลงกันใหม่ ท่านบอกว่าต้องจำใจรับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสโดยปฏิเสธไม่ได้ เพราะเป็นการสรุปของพระผู้ใหญ่เจ้าคณะปกครอง ท่านก็ได้จัดงานศพของอดีตเจ้าอาวาสวัดตรังคภูมิฯ ได้ลุล่วงไปด้วยดี เมื่องานศพเสร็จท่านได้นำเงินที่เหลือจากการจัดงาน ไปมอบให้เจ้าคณะปกครองที่วัดควนธานี และก็ทวงสัญญาที่เจ้าคณะอำเภอกันตังให้ไว้ว่า เมื่อเสร็จงานศพแล้วจะหาพระอื่นให้มารักษาการแทน เจ้าคณะอำเภอได้ตอบว่ายังหาพระที่เหมาะสมไม่ได้ ขอให้นำเงินที่เหลือนี้ไปพัฒนาวัดไปก่อน ท่านบอกว่าท่านคิดมาตลอดทางกลับมาวัด และได้คิดว่าตอนนี้เราเหมือนโดนผูกมัดเท้าไว้แล้วจะทิ้งไปก็มิได้ ท่านเล่าต่อไปว่าตอนนั้นท่านคิดต่าง ๆ นานา การเป็นเจ้าอาวาสวัดตรังคภูมิฯ สมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะวัดนี้เป็นวัดใหญ่ และมีพระผู้ใหญ่เป็นผู้ก่อตั้งวัดญาติโยมที่เป็นอุบาสิกาวัด ก็เป็นถึงหม่อมอดีตท่านเจ้าเมือง เป็นต้น ซึ่งวัดนี้มีเจ้าอาวาสมาก่อนแล้ว ๒ รูป คือ ๑. พระครูบริสุทธิ์ศีลาจารย์ สังฆปาโมกข์ (ลบ ทวิสุวรรณ) อดีตเจ้าคณะจังหวัดตรัง และ ๒. พระวินัยธร (ตุด รักษศรี) ส่วนตัวท่านเองเป็นพระต่างถิ่นเพิ่งมาอยู่ไม่กี่ปี เมื่อเจ้าอาวาสมรณภาพลงได้รับตำแหน่งเป็นรักษาการเจ้าอาวาส กลัวจะปกครองและบริหารวัดไม่ได้ มิหนำซ้ำวัดอื่น ๆ ที่อยู่ในเขตนี้ เช่น วัดคีรีกาญจนาราม วัดควนธานี วัดท่าพญา วัดย่านซื่อ และวัดโคกยาง เจ้าอาวาสต่าง ๆ ก็เป็นศิษย์ของพระครูบริสุทธิ์ศีลาจารย์ฯ กันทั้งนั้น อีกทั้งบางรูปก็เคยอยู่ที่วัดนี้มาก่อน เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ท่านคิดมาก ถ้าจะละทิ้งไปก็เหมือนตอนที่หนีกลับจากนครศรีธรรมราช มาอยู่วัดแร่ ก็ดูกระไรอยู่ จำต้องรับภาระหน้าที่รักษาการแทนเจ้าอาวาสและบริหารงานไปก่อน ในสมัยก่อนที่ท่านจะมาอยู่ที่วัดนี้ วัดมีชื่อว่า “วัดกันตัง” ซึ่งมีประวัติเล่าว่าวัดได้ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ อยู่ที่ควนโรงพักหลังอำเภอ (โรงกักสัตว์ส่งต่างประเทศหรือคอกวัว) ในขณะนั้นพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิบี้ ณ ระนอง) ได้ย้ายเมืองจากควนธานีมาตั้งที่กันตังแล้ว เห็นว่าวัดกันตังซึ่งตั้งอยู่ในที่ควนโรงพักหลังอำเภอคงไม่เหมาะสม จึงย้ายวัดมาตั้งบนเนินเยื้องบ้านพักพระสถลสถานพิทักษ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๒ มีเนื้อที่ประมาณ ๓๕ ไร่ (ที่วัดตรังคภูมิฯปัจจุบัน) ต่อมาชาวบ้านที่อยู่ในละแวกวัด ได้ใช้พื้นที่ทำการเพาะปลูกและสร้างบ้านพักอาศัย เมื่อกฎหมายการปกครองให้สิทธิแก่ผู้ครอบครองที่ดินตามกำหนดของกฎหมาย จึงทำให้เนื้อที่วัดในปัจจุบันมีเหลืออยู่ ๒๑ ไร่เศษ เมื่อวัดนี้ได้ย้ายมาตั้งอยู่ในที่ปัจจุบันแล้ว พระยารัษฎาฯ ได้นำพระพุทธรูปมาประดิษฐานประจำพระอุโบสถ คือพระประธานในอุโบสถปัจจุบัน (พระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตัก ๔๒ นิ้ว มีพระอัครสาวก ซ้าย ขวา และช้าง สิงห์ อย่างละคู่ ทั้งหมดเป็นหินสีขาวศิลปะพม่าสวยงามมาก) ท่านเจ้าเมืองได้อาราธนานิมนต์ท่านพระครูบริสุทธิ์ศีลาจารย์สังฆปาโมกข์ (ลบ ทวิสุวรรณ) เจ้าอาวาสวัดควนธานีมาเป็นเจ้าอาวาสวัดกันตัง และได้ตั้งโรงเรียนประชาบาลขึ้นในวัดชื่อว่าโรงเรียนลบจรุงวิทยา ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๕๕ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จตรวจการคณะสงฆ์และได้มาประทับที่วัดนี้ ทรงเห็นว่าวัดกันตังเป็นวัดที่ตั้งบนภูมิประเทศเหมาะสมดีมาก จึงพระราชทานนามวัดให้ใหม่ว่า “วัดตรังคภูมิพุทธาวาส” และได้รับราชทานชื่อโรงเรียนตามชื่อวัดว่า “โรงเรียนตรังคภูมิ” |
| ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ | ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดตรังคภูมิพุทธาวาส อย่างเป็นทางการตั้งแต่บัดนั้นจนถึงวันมรณภาพ ได้มีการพัฒนาวัดตามศักยภาพของพระเดชพระคุณท่าน เป็นที่ศรัทธาของญาติโยมเป็นอย่างมาก |
| ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ | ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น “พระครูวิศาลศีลคุณ” และเป็นเจ้าคณะอำเภอกันตังในโอกาสต่อมา |
| ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ | ท่านได้เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิวัดตรังคภูมิพุทธาวาส โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะนำดอกผลมาใช้ในการพัฒนาวัดและส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุภายในวัดด้วย ซึ่งเป็นความตั้งใจอย่างสูงยิ่งกว่าจะดำเนินการได้สำเร็จต้องใช้เวลาหลายปี |
กรมศิลปากร ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม. (ม.ป.ป.) "วัดตรังคภูมิพุทธาวาส" สืบค้น 19 มกราคม 2565, จาก http://gis.finearts.go.th/fineart/
พระเครื่อง&เครื่องรางของขลัง. (2562). ประวัติพระครูวิศาลศีลคุณ (รุ่ง พุทธิรังสมหาเถระ). สืบค้นจาก https://link.psu.th/8fHzEx
ภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์, ศิริพร สังข์ศิริ, และธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์. (2561). 247 โบราณสถานภาคใต้ที่ขึ้นทะเบียนแล้วและข้อมูลหลักฐานใหม่ทางโบราณคดี. นครศรีธรรมราช :
สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช, 2561.
สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตรัง. (ม.ป.ป.). วัดตรังคภูมิพุทธาวาส อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง. สืบค้น 10 กุมภาพันธ์ 2569, จาก link.psu.th/RtimUF03m